เสวนา “บทเรียนและความท้าทาย การขับเคลื่อน (ร่าง)พรบ.สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย และ(ร่าง) พรบ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ไปต่ออย่างไร” ในงาน 'วันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยประจำปี 2568' ชี้กฎหมายไม่ใช่ยาวิเศษแก้ทุกปัญหา แต่เป็นเครื่องมือให้ชนเผ่าลุกขึ้นแก้ไขปัญหา กังวลร่างกฎหมายระบุ "ชาวไทย" หลายมาตรา ทำให้กลุ่มไร้สถานะถูกทอดทิ้ง - ชี้กฎหมายชาติพันธุ์ต้องคุ้มครองวิถีชีวิตจริงจัง ชีวิต จิตวิญญาณ การดำรงชีพบนพื้นที่คุ้มครองฯ ต้องไม่ให้ใครก็ได้มากำหนด และกลไกของสภาส่งเสริม ต้องไม่ใช้สภาวัฒนธรรม - กฎหมายแลกมาด้วยความเจ็บปวด เน้นให้ชาติพันธุ์ต่างๆร่วมเรียนรู้ประเด็นปัญหา เตรียมพร้อมคนเข้าสภาคุ้มครองให้เข้าใจวิถีหลากหลาย
เพจ IMN เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง รายงานว่า สืบเนื่องจากการดำเนินกิจกรรมรณรงค์เนื่องใน วันชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2568 พื้นที่ภาคกลาง ตะวันออก ตะวันตก เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2568 ภายใต้แนวคิด Ground & Proud วิถีวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ดิน-น้ำ-ป่า-เขา เราจอยกัน ได้มีวงเสวนาสาธารณะ “บทเรียนและความท้าทาย การขับเคลื่อน (ร่าง)พรบ.สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย และ(ร่าง) พรบ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ ไปต่ออย่างไร”
ในช่วงต้นได้เปิดให้มีการระดมความคาดหวัง และข้อสอบถามเกี่ยวกับ ร่าง) พรบ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ เริ่มจากตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ไทดำฝากถึงความตระหนักถึงปัญหาร่วม เนื่องจากปัจจุบันยังมีการละเมิดสิทธิโดยเฉพาะด้านที่อยู่อาศัย “เราอย่าคิดว่า เราไม่ได้รับผลกระทบอะไร จึงไม่จำเป็นต้องมีส่วนร่วมหรือสนับสนุน ... ต่อไปแย้หนึ่งตัว ผักหวานหนึ่งยอดถ้าเอามาไว้บ้านก็อาจมีความผิด เราจึงหวังว่ากฎหมายนี้จะช่วยเป็นหน้าต่างคลี่คลายปัญหาเกี่ยวกับปัญหาป่าไม้ที่ดินบ้าง”
ขณะที่หนึ่งเดียวซึ่งเป็นเสียงของชาติพันธุ์ชอง จากจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า “ความหวังกับกฎหมายฉบับนี้ คือการฟื้นฟู เพราะพวกเราทั้งเสื้อผ้า ภาษาอะไร ไม่มีเหลือแล้ว เราจึงกลายเป็นชองร่วมสมัย แต่ก็อยากเห็นรากเหง้าตัวตนตัวเองเหมือนกัน” เช่นกันกับตัวแทนลาวครั่ง จังหวัดกำแพงเพชร พบว่าอัตลักษณ์ของตนโดยเฉพาะเสื้อผ้านั้น แม้ได้รับความนิยม แต่กลับถูกนำไปใช้ในโรงงานผลิตกลายเป็นลิขสิทธิ์ภูมิปัญญาของคนอื่น ขณะที่ตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ลาวหลวง ให้ความเห็นว่า เมื่อมีกฎหมายแล้วก็อยากให้มีการสำรวจพื้นที่ทับซ้อน ระหว่างที่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ – ชนเผ่าพื้นเมืองกับเอกสิทธิ์บนพื้นที่ของหน่วยงานรัฐต่าง ๆ เพื่อเตรียมการรับมือ หากเกิดความไม่แน่นอนขึ้น
จากนั้น กิจกรรมเสวนาสาธารณะจึงเริ่มขึ้น โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ คุณสุนี ไชยรส ผู้อาวุโสสภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ คุณสุรพงษ์ กองจันทึก ที่ปรึกษาสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย คุณชัยยุทธ วัยเหนิดลื้อ รองประธานสภาชนเผ่าพื้นเมือง ภาคอีสาน คุณวุฒิ บุญเลิศ ผู้อาวุโสสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย คุณเกรียงไกร ชีช่วง กมธ.วิสามัญ/ประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ ผู้ดำเนินรายการได้แก่ คุณเศกสรรค์ สุมนตรี ผู้ประสานงานภาคกลาง ตะวันตก ตะวันออก ... และต่อไปนี้คือเนื้อหาสำคัญในบางช่วง
กฎหมายไม่ใช่ยาวิเศษ แก้ไขไม่ได้ทุกปัญหา แต่ต้องมี
สุนี ไชยรส ผู้อาวุโสสภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ เริ่มต้นให้ภาพรวมว่า กฎหมายฉบับนี้ เขียนอย่างไรก็ไม่สามารถตอบโจทย์ปัญหาพวกเราได้ครบทุกเรื่อง แต่มันคือกระบวนการเตรียมตัวให้พวกเรา ได้หันหน้าไปพูดคุย ลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาในบริบทที่พวกเราเผชิญเพื่อแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา
วันนี้สถานะของกฎหมายคือยังไม่ผ่าน แต่จำเป็นต้องผ่านหากรัฐบาลเห็นความสำคัญ ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงใดในทางการเมือง แต่อย่างที่เราทราบคือ ก่อนจะมีกฎหมายพวกเราเอง มีการดำเนินชีวิตตามสิทธิธรรมชาติ คือ ดำรงการใช้ภาษา วัฒนธรรม แม้ที่สุดแล้วในร่างกฎหมายฉบับนี้ นิยามคำว่า ชนเผ่าพื้นเมืองจะถูกตัดออกไป แต่ต่อให้ไม่มีกฎหมาย ก็เป็นโอกาสสำคัญเราก็ได้พิสูจน์การมีตัวตน
แต่สิ่งที่น่ากังวลสำหรับร่างกฎหมายฉบับนี้ มีการระบุคำว่าชาวไทย เอาไว้ในหลายมาตรา กลายเป็นว่า หากนักกฎหมายไม่ได้สนใจเรื่องสิทธิของพี่น้องซึ่งอยู่ระหว่างพิสูจน์สิทธิ หรือกลุ่มผู้มีปัญหาสถานะบุคคล พี่น้องเรากลุ่มนี้ก็จะไม่ถูกนับอีกเช่นเคย
ชีวิต จิตวิญญาณ การดำรงชีพบนพื้นที่คุ้มครองฯ ต้องไม่ให้ใครก็ได้มากำหนด และกลไกของสภาส่งเสริม ต้องไม่ใช้สภาวัฒนธรรม
วุฒิ บุญเลิศ ผู้อาวุโสสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย ร่ายยาวตั้งแต่ที่มา และสะท้อนข้อกังวล และมอบข้อเสนอทางออกโดยเริ่มว่า “เราถูกมอง ถูกประณาม ถูกกฎหมายจัดการ จนกระทบถึงกับต้องโยกย้าย การมีพื้นที่คุ้มครองฯ ไม่ใช่แค่ให้เรามีสิทธิรำ มีสิทธิแต่งตัว คุ้มครองแค่บางพื้นที่ซึ่งมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่จำเป็นต้องคุ้มครองทั้งวิถี - พัฒนาคุณภาพชีวิต เรื่องนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญของกฎหมายหากได้รับความเห็นชอบ เพื่อไม่ทำให้คุณค่าของชนเผ่าพื้นเมืองเรา มีได้แค่ความโดดเด่นเรื่องการแต่งกาย แบบเห็นแล้วอยากถ่ายรูปด้วยเท่านั้น
การเดินทางของชนเผ่าพื้นเมืองที่ก่อเกิดเป็นสภาชนเผ่าฯ เรานับได้กว่า 10 ปี เพื่อสื่อสารว่าเราเป็นคน เรามีตัวตน ต่อให้มีหรือไม่มีกฎหมาย เราก็จะยังอยู่ แต่การทำให้พวกเราถูกมองเห็นในทางกฎหมาย ก็เป็นส่วนสำคัญ แม้ขั้นตอนแต่ละขั้นกว่าจะพิจารณาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราถูกอบรมสั่งสอนด้วยเรื่องชาติ ความมั่นคง จนถูกกำหนดบทบาทว่า รัฐชาติต้องมั่นคง ... ภายใต้นิยามคนในชาติมีชนเผ่าเดียวคือเผ่าไทย
ทั้งที่ ทั่วโลกให้ยอมรับการมีอยู่ของชนเผ่าพื้นเมือง แต่ในกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายชาติพันธุ์ฯ ฉบับนี้กลับตัดทิ้งไม่ใยดี แล้วสมอ้างทำนองว่า การระบุคำว่าชาติพันธุ์นั้นครอบคลุมชนเผ่าพื้นเมืองแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับสิ่งที่สากลยอมรับ แล้วไม่เป็นไปตามข้อเท็จจริง
ด้วยความที่รัฐมองและเข้าใจว่า ไทย ในความเป็นสัญชาติ กับ ไทย ในความเป็นชนเผ่าพื้นเมืองแตกต่างกันและมีช่องว่าง ทำให้ความเป็นชนเผ่าพื้นเมืองมันถูกเปิดเผยในลักษณะไม่ยอมรับในตัวตน แต่ต้องช่วยกันย้ำว่า ชนพื้นเมืองคือเรา ซึ่งเป็นคนพื้นถิ่น บางพื้นที่อาศัยก่อนสถาปนารัฐชาติด้วย
เรื่องสุดท้ายที่อยากฝาก คือ สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ภายใต้กฎหมายนี้ ต้องไม่อยู่ภายใต้หรือใช้กลไกเดียวกับสภาวัฒนธรรม เพราะการมีส่วนร่วม ความคาดหวังต่อผู้แทนนั้นต่างกัน พวกเราต้องช่วยกันขยายความเรื่องนี้ เพื่อให้เข้าใจตรงกันเพื่อไม่ให้เกิดความสับสน”
รัฐไม่ใช่เจ้าของชีวิต กฎหมายใช้กำหนดหลักคิดพฤติกรรม แต่เปลี่ยนอคติและการกระทำผิดไม่ได้ อยากเห็นชนเผ่าร่วมเป็นเจ้าของเพื่อยืนหยัดในความถูกต้องมากกว่า
สุรพงษ์ กองจันทึก ที่ปรึกษาสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยร่วมสำทับ ในลักษณะเห็นด้วยว่ากฎหมายไม่ใช่ยาวิเศษ และอยากเห็นพี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองเตรียมตัวให้พร้อม
“ความคืบหน้าล่าสุด คือ อย่างน้อยร่างกฎหมายของเรา ก็ถูกบรรจุในวาระพิจารณาลำดับที่ 10 แล้วจะถูกพิจารณาเร็ววันนี้ หากผ่านการพิจารณาก็จะเป็นประโยชน์กับพวกเรา ในการขับเคลื่อนการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่โจทย์สำคัญต้องถามว่า ถ้ามีกฎหมาย พวกเราจะทำงานกันต่อเพื่อสื่อสารเรื่องนี้ให้คนอื่น ๆ ในพื้นที่ รวมทั้งกลุ่มพี่น้องเราเข้าใจอย่างไร
ที่ผ่านมา วัฒนธรรมทั้งหมดของกลุ่มชาติพันธุ์ ก็คือส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย ภาษาที่พวกเราใช้ก็เป็นภาษาไทยแบบหนึ่ง กฎหมายฉบับนี้ถูกบังคับใช้กับทุกคน บนพื้นที่ทุกตารางนิ้วของแผ่นดินไทย ดังนั้น ต่อไปนี้ต้องไม่มีการลดเกียรติลดคุณค่ากับวัฒนธรรมของชนเผ่าพื้นเมือง เพราะกฎหมายนี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาลอย ๆ แต่เกิดจากการที่พวกเราแสดงตัวตน แล้วสะท้อนให้ทุกฝ่ายได้เห็น ที่ผมกำลังจะสื่อสาร คือ ในรายละเอียดของกฎหมายมันมาจากพวกเราทั้งนั้น ก็ต้องฝากว่าหลังจากนี้เราจะทำยังไงให้กฎหมายที่ออกมารองรับ มันคุ้มครองและเกิดประโยชน์โดยแท้จริง เพื่อให้รัฐมาร่วมกับเรา ไม่ใช่มาเป็นเจ้าของเรา”
สุดท้าย สุรพงษ์ ทิ้งท้ายกรณีตัวอย่างว่า “ผมขอพูดถึงหมู่บ้านเก่าแก่หมู่บ้านหนึ่งชื่อ ใจแผ่นดิน ซึ่งโด่งดังจากกรณีที่บิลลี่ถูกอุ้มฆ่า ผมขอใช้คำนี้ ไม่ใช่อุ้มหายอีกต่อไปแล้ว เพราะกำลังอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาในชั้นศาล หมู่บ้านนี้ถูกระบุบนแผนที่มาเป็นร้อยปีแล้ว แต่กลายเป็นว่า หมู่บ้านนี้พี่น้องผู้อาศัยซึ่งเป็นพวกเรากลุ่มชาติพันธุ์ กลับไม่สามารถอยู่อาศัยได้ หนำซ้ำยังถูกเผา หากเกิดกรณีใกล้เคียงกันอีก เราจะทำอย่างไรกัน”
ชาติพันธุ์จำเป็นต้องเรียนรู้ประเด็นปัญหาร่วม หวังรัฐไทยไม่เหี้ยมเกรียมทอดทิ้งชนเผ่าพื้นเมือง ลั่นอย่าแท้งเพราะยุบสภา
เกรียงไกร ชีช่วง ในฐานะประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เป็นคนสุดท้ายที่ร่วมแลกเปลี่ยน โดยเริ่มเล่าถึงสถานะปัจจุบัน ซึ่งอยู่ระหว่างบรรจุวาระรอการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นจึงเล่าความในใจว่า
“กฎหมายนี้มันแลกมาด้วยความเจ็บปวด ผมไม่รู้คนอื่นเจ็บอย่างไร แต่ส่วนตัวปีแรกพ่อตาย ปีต่อมาโดนคดี ผมเป็นคนธรรมดาที่ไปนั่งเป็น กรรมาธิการได้เห็นได้ยินเวลานักการเมืองหรือคนอื่นเขาเถียงถากถาง หรือฝากผมมาด่าพวกเรา เพราะเขาไม่เชื่อว่า พวกเราจะรักษาป่าได้นี่มันก็เจ็บปวด เราผ่านปรากฎการณ์แบบนี้มาได้ เพราะเรารักษาผลประโยชน์ของพี่น้องชนเผ่าพื้นเมืองเป็นสำคัญ ...ต้องเรียนว่ากว่าจะมาถึงตรงนี้ได้ นอกจากพวกเราเองที่ลุกขึ้นมาแสดงตนรวมตัวกันแล้ว ก็ยังมีคนที่เชื่อมั่นพวกเรา อย่างองค์กรภาคีเครือข่าย ภาคประชาสังคมต่าง ๆ ที่มาช่วยกันผลักดัน
ที่สำคัญ สภาชนเผ่าเราไม่เคยปิดกั้นเลย ไม่ว่าใครจะนิยามตัวเองเป็นชาติพันธุ์ หรือชนเผ่าพื้นเมืองเราก็ยินดีให้มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน เพราะเรามีสถานการณ์ร่วมตั้งแต่ที่ดิน ป่าไม้ ผมยกตัวอย่างพี่น้องไทดำภาคใต้อยู่ในเมืองเลย วันหนึ่งถูกจ้องจะขับไล่ วันนี้อาจเป็นแค่กับไทดำ แต่ต่อไปอาจเกิดกับใครก็ได้ นั่นหมายความว่ากลไก และการขับเคลื่อนกฎหมายครั้งนี้เกี่ยวข้องกับพวกเราทั้งนั้น มันจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นพื้นที่เรียนรู้ประเด็นปัญหาร่วมกัน เพื่อเตรียมพร้อมรับมือหากเกิดเหตุการณ์เหมือนคล้ายในอนาคต
ผมฝากเรื่องสุดท้าย คือ กลไกสำคัญกลไกหนึ่งคือสภาคุ้มครอง เราต้องไม่ปล่อยให้มันเป็นไปตามยถากรรม ใครพอมีเรี่ยวมีแรงต้องเสนอตัวเข้ามาร่วมให้มากที่สุด เพราะกลไกนี้จะเป็นกลไกชั้นต้นที่จำเป็น ดังนั้น ต้องการคนที่มีความเข้าใจในวิถีที่แตกต่างหลากหลายของพี่น้องเรา”
