Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กรณีข่าวความสัมพันธ์ระหว่างสตรีคนหนึ่งซึ่งถูกเรียกขานในสังคมไทยว่า “สีกากอล์ฟ” กับพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ กลายเป็นกระแสสั่นสะเทือนทั้งวงการสงฆ์และสาธารณชนในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ไม่เพียงในฐานะ “ข่าวฉาว” หากแต่เป็น “ระเบิดลูกใหญ่” ที่จุดระเบิดความจริงที่ซ่อน “เงื่อน” อยู่ในโครงสร้างศีลธรรม ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ และมายาคติทางเพศที่ฝังแน่นในสถาบันศาสนาไทยมาช้านาน ที่ไม่เพียงเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์ส่วนบุคคลระหว่างสตรีกับบุรุษในสมณเพศ แต่ยังโยงใยกับโครงสร้างอำนาจ และวาทกรรมที่ครอบงำการรับรู้ในสังคมพุทธไทยร่วมสมัยด้วย

ในโลกของวาทกรรม ความจริงอาจไม่เคยถูกเล่าด้วยน้ำเสียงเท่าเทียมกัน กรณีนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผู้หญิงในพื้นที่ศาสนายังคงถูกทำให้กลายเป็น “ผู้ต้องหาโดยอัตโนมัติ” แม้ในความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นโดยการยินยอมของทั้งสองฝ่าย

ส่วนในพื้นที่สาธารณะและสื่อกระแสหลัก คำว่า “สีกา” ถูกหยิบยกมาใช้อย่างเด่นชัด โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงสตรีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เสื่อมเสียในสถาบันสงฆ์ คำดังกล่าวไม่เพียงแค่ระบุสถานะของเพศหญิงในความสัมพันธ์กับพระสงฆ์เท่านั้น หากแต่ยังแฝงด้วยอคติทางศีลธรรมที่มีนัยประณาม กล่าวโทษและตีตราเพศหญิงในฐานะ “ผู้ยั่วยุ” “ผู้ล่อลวง” หรือกระทั่ง “นารีพิฆาต” อันเป็นภาพจำที่สังคมชายเป็นใหญ่ใช้ผลิตซ้ำเพื่ออธิบายเหตุการณ์ที่พระสงฆ์ล่วงละเมิดพระธรรมวินัยอยู่เสมอ (Gross, 1993) ในขณะที่อีกฝ่ายคือพระสงฆ์ผู้ใหญ่ในสมณศักดิ์ กลับถูกนำเสนอว่าเป็น “เหยื่อ” ที่ถูกหญิงพรากจากธรรมะ ไม่ว่าจะโดยสมัครใจหรือไม่ก็ตาม

ประเด็น “สีกากอล์ฟ” กับพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมไทยอย่างรุนแรง ข่าวการมีเพศสัมพันธ์ ความสัมพันธ์ลับเบื้องหลัง การส่งทรัพย์สิน การแบล็กเมล์ ไปจนถึงข้อหา “กรรโชกทรัพย์” และ “ร่วมฟอกเงิน” ได้ถูกนำเสนอในลักษณะที่ชี้นำว่าสตรีผู้นี้เป็น “ตัวร้าย” หรือถึงขั้น “นารีพิฆาต” ที่มีเจตนาบ่อนทำลายศาสนา

โฆษณา - Advertising

การกล่าวโทษผู้หญิงในบริบทนี้จึงไม่ใช่เพียงการตีตราเฉพาะบุคคล แต่เป็นกลไกทางอำนาจที่ฝังรากอยู่ในวาทกรรมแบบชายเป็นใหญ่ (Patriarchal Discourse) ทำให้ผู้หญิงในพื้นที่ศาสนาและจารีต ถูกมองในฐานะ “ผู้ก่อบาป” โดยที่เพศชายในบทบาทพระสงฆ์ กลับได้รับการคุ้มครองผ่าน “ผ้าเหลือง” และโครงสร้างศักดิ์สิทธิ์ที่มีอำนาจเหนือการวิพากษ์

พระสงฆ์ที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ แม้บางรูปจะมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวอย่างลึกซึ้ง หรือผิดวินัยในระดับร้ายแรง กลับไม่ได้รับการกล่าวถึงอย่างเข้มข้นในแง่มุมของ “ผู้สมยอม” หรือ “ผู้ล่วงละเมิดศีลธรรม” มากเท่าฝ่ายหญิงที่ถูกกล่าวหา จากข้อมูลที่เปิดเผยโดยสื่อมวลชนระบุว่าพระที่เกี่ยวข้องสามารถจำแนกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มพระที่มีความสัมพันธ์ในเชิงเมถุนอย่างชัดเจนกับสีกากอล์ฟ และบางรูปลาสิกขาแล้ว แต่ยังมีบางรูปดำรงตำแหน่งสำคัญ (2) กลุ่มพระที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในทางวินัย ซึ่งถือว่าร้ายแรง และ(3) กลุ่มพระที่มีพฤติกรรมที่ยังไม่ชัดเจนในรายละเอียด

ทว่าการพูดถึงพระเหล่านี้มักอยู่ในเชิง “ผ่าน ๆ” หรือกล่าวถึงในลักษณะพยายามปกป้อง กล่าวคือ แม้จะมีหลักฐานการมีเพศสัมพันธ์ที่สีกากอล์ฟอ้างว่ามีการบันทึกไว้ รวมถึงหลักฐานการโอนเงิน พระจำนวนมากก็ยังไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาในระดับเดียวกับผู้หญิงที่ตกเป็นข่าว และนี่ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงโครงสร้างความเหลื่อมล้ำในกระบวนการตรวจสอบศีลธรรมทางสังคม ที่มุ่งวิพากษ์เพศหญิงในฐานะผู้ล่อลวง ขณะที่พระสงฆ์ผู้ครองสมณศักดิ์ระดับสูงกลับได้รับการปกป้องด้วยถ้อยคำ เช่น “ตกเป็นเหยื่อ” “ถูกหลอก” “วิบากกรรม” จนทำให้เสียงส่วนใหญ่ในสังคมมุ่งโจมตีสตรีรายนี้ด้วยถ้อยคำหยาบคาย รุนแรง และลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างถึงที่สุด โดยไม่ตั้งคำถามถึงบทบาทและความรับผิดชอบของอีกฝ่ายที่เป็นบุคคลในสถานะ “เจ้าพนักงานตามกฎหมาย” และมีอำนาจเหนือกว่าในเชิงศีลธรรม วัฒนธรรม และสถาบัน

พระสงฆ์ผู้ครองสมณศักดิ์นั้น ไม่เพียงแต่เป็นตัวแทนแห่งศรัทธา แต่ยังอยู่ในสถานะ “เจ้าพนักงาน” ตามกฎหมาย เมื่อเรื่องราวรั่วไหลสู่สาธารณะ ฝ่ายพระสงฆ์กลับเป็นผู้ไปแจ้งความดำเนินคดีโดยใช้กระบวนการยุติธรรมในฐานะผู้เสียหาย ขณะที่หญิงสาวกลับต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรง ทั้งที่จากหลักฐานเบื้องต้น ไม่ได้มีการบังคับขู่เข็ญหรือละเมิดสิทธิในลักษณะที่เป็นขบวนการอาชญากรรมอย่างที่กล่าวหาใด ๆ ทำให้เธอกลายเป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรง โดยยังไม่มีการพิสูจน์ที่โปร่งใสต่อสาธารณะ

โฆษณา - Advertising

ความไม่เท่าเทียมนี้สอดคล้องกับ Gross (1993) และ Mahmood (2005) เรียกว่า “Moral Gender Bias” หรืออคติทางศีลธรรมที่ฝังอยู่ในโครงสร้างวาทกรรมแบบชายเป็นใหญ่ของศาสนา เมื่อเพศหญิงถูกสร้างให้เป็น “ต้นเหตุแห่งบาป” และเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุธรรมของเพศชาย ผู้หญิงจึงถูกประณามซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านวาทกรรมศีลธรรมที่เลือกปฏิบัติอย่างมีระบบนั่นเอง

กรณีของสีกากอล์ฟจึงกลายเป็นภาพแทนของ “นารีพิฆาต” ที่ล่อลวงพระผู้มีสมณศักดิ์ กลุ่มชายในสมณเพศที่ร่วมสัมพันธ์กลับถูกเลี่ยงพูดถึง “ทั้งที่ความสัมพันธ์เช่นนี้ต้องอาศัยการยินยอมทั้งสองฝ่าย” และในกรอบวินัยสงฆ์ พระสงฆ์ต่างหากที่มีพันธะในการรักษาศีล ไม่ใช่ฝ่ายหญิง ด้วยเหตุนี้ การกล่าวโทษฝ่ายหญิงเพียงฝ่ายเดียวจึงสะท้อนโครงสร้างอำนาจอันไม่เท่าเทียมที่ฝังรากอยู่ในสังคมพุทธไทยมายาวนาน ภายใต้คำบังหน้าเรื่อง “การเผยแผ่ธรรมะ” หรือ “การดูแลญาติโยม” ได้เกิดโครงสร้างของการใช้ความศักดิ์สิทธิ์เป็นเกราะคุ้มกันในการละเมิดวินัยสงฆ์ โดยไม่ปรากฏการตรวจสอบอย่างแท้จริง ในขณะที่ชนชั้นผู้นำในวงการสงฆ์กลับหลีกเลี่ยงที่จะกล่าวถึงประเด็นนี้โดยตรง ซึ่งนี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่คือ“ภาวะรับรู้เชิงอุปาทาน” ที่ทำให้สังคมยอมรับ “ความผิด” ในคราบของ “ความดี” เพียงเพราะผู้กระทำอยู่ในร่างของ “สมณะ”

เมื่อพิจารณามิติแห่งอำนาจและโครงสร้าง คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวของบุคคลสองคน หากแต่เป็นกระจกสะท้อนความไม่เท่าเทียมระหว่างเพศในโครงสร้างศาสนา ที่ผู้หญิงมักถูกวาดภาพว่าเป็น “มารศาสนา” หรือ “ผู้ล่อลวงพระ” มาแต่โบราณ จนถึงปัจจุบันที่แนวคิดแบบปิตาธิปไตย (Patriarchy) ยังคงฝังแน่นในระบบความคิดของผู้คน

ยิ่งไปกว่านั้น ความใกล้ชิดระหว่างพระชั้นผู้ใหญ่กับสีกากอล์ฟ แทบไม่ต่างจากความสัมพันธ์เชิงชู้สาวในโลกฆราวาส แต่กลับปราศจากเสียงตั้งคำถามจากผู้คนรอบข้าง สิ่งนี้ไม่ใช่เพราะ “ไม่มีใครรู้” แต่เพราะทุกคน “รู้แต่ไม่กล้าพูด” โดยเฉพาะบุคคลในตำแหน่งที่มีบทบาทรับรู้ความเคลื่อนไหวทั้งหมดอย่างใกล้ชิด เช่น คนขับรถ ซึ่งในอีกด้านหนึ่งคือพยานเงียบที่รู้ดีที่สุดว่าพระรูปนั้นไปไหน มาพร้อมกับใคร และแวะเวียนหาใครบ่อยเพียงใด แต่การไม่พูดของเขา ไม่ใช่ความไม่รู้ แต่เป็นผลผลิตของระบบที่กดทับด้วยพลังของความศักดิ์สิทธิ์ที่สังคมมอบให้แก่ผ้าเหลืองโดยไม่ตั้งคำถาม หรือความศักดิ์สิทธิ์ที่กลืนกิน “ความรับผิดชอบ” ไปจนหมดสิ้น

โฆษณา - Advertising

ในที่สุดสิ่งที่เรากำลังเห็น ไม่ใช่การล่มสลายของพุทธศาสนา แต่คือการลอกเปลือกของความศักดิ์สิทธิ์จอมปลอมที่สังคมไทยยังลังเลที่จะยอมรับว่า ศรัทธาไม่ได้ทำให้คนดีขึ้นเสมอไป หากผู้ครองศรัทธานั้นไม่ได้รับการตรวจสอบด้วยความจริง ซึ่งนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัวของพระรูปใดรูปหนึ่ง แต่คือสัญญะของ ระบบอุปถัมภ์เชิงเพศ ที่ฝังรากในสถาบันสงฆ์ไทย กล่าวคือเป็นระบบที่ผู้มีอำนาจสามารถกำหนดบรรทัดฐานทางศีลธรรมได้เอง โดยใช้ความศักดิ์สิทธิ์เป็นเกราะกำบัง ทำให้เรื่องผิด กลายเป็นเรื่องเงียบ และเรื่องเงียบ กลายเป็นเรื่องที่ไม่ควรถาม

ท้ายที่สุดความผิดปกติจึงกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เพราะสังคมไทยไม่รู้เท่าทัน แต่เพราะผ้าเหลืองได้กลายเป็น สัญลักษณ์ของอำนาจที่ห่อหุ้มความวิปริตไว้ในความเงียบงัน และนั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด

การนิ่งเงียบของคณะสงฆ์กลาง และการไม่ให้ความเห็นใด ๆ ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตลอดจนท่าทีของสื่อมวลชนกระแสหลักที่รายงานข่าวในลักษณะลดทอนความน่าเชื่อถือของหญิงสาวเพียงฝ่ายเดียว กลับยิ่งตอกย้ำว่า ในพื้นที่ของศาสนาและสาธารณะนั้น “ความเท่าเทียมทางเพศ” ยังเป็นเพียงวาทกรรมที่ยังไม่ถูกนำไปใช้จริง

ขณะที่หลายคนอาจบอกว่าการกระทำของฝ่ายหญิงไม่เหมาะสม แต่คำถามสำคัญคือ เหตุใดพระสงฆ์ผู้ควรดำรงตนในศีล จึงมีส่วนร่วมในความสัมพันธ์ลับเช่นนี้ตั้งแต่ต้น? หากฝ่ายหญิงสมยอม พระสงฆ์ก็ต้องสมยอมเช่นกัน เหตุใดจึงถูกลงโทษด้วยมาตรฐานที่แตกต่าง? ทำไมจึงไม่มีบทลงโทษทางวินัยสงฆ์ที่ชัดเจน? ทำไมถึงไม่มีการสึกทันที หรือแม้แต่คำชี้แจงต่อสาธารณะ?

โฆษณา - Advertising

แม้จะมีบางรูปที่สึกออกมาแล้วหลังจากข่าวแพร่สะพัด แต่นั่นเป็นเพียงการจัดการเฉพาะราย ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์โครงสร้างที่เอื้อให้พระสงฆ์บางรูปมีอำนาจล้นเหลือ สามารถสะสมทรัพย์สิน ติดต่อกับผู้หญิงนอกรูปแบบได้โดยไม่มีใครกล้าตรวจสอบ

กลไกนี้จึงไม่ใช่เพียงการล่าเหยื่อแบบพรานเบ็ดในผ้าเหลือง หากแต่เป็นการใช้โครงสร้างศาสนาเป็นเครื่องมือครอบงำความคิดสาธารณะ ปราบปรามเสียงของผู้หญิงด้วย และทำให้ศาสนาเป็นพื้นที่อำนาจที่ถูกปกป้องเกินควร


ความผิดและการดำเนินการตามกฎหมายสงฆ์

จากหลักวินัยของพระพุทธศาสนา (พระวินัยปิฎก) พระภิกษุที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับสตรี ย่อมตก “อาบัติปาราชิก” ซึ่งเป็นอาบัติขั้นสูงสุด ส่งผลให้ต้องพ้นจากความเป็นพระทันที ไม่มีสิทธิกลับมาบวชได้อีก หากมีหลักฐานชัดเจน เช่น ภาพ วิดีโอ คลิปเสียงหรือคำรับสารภาพ การพิจารณาของคณะสงฆ์จะต้องลงโทษอย่างเด็ดขาดตามพระธรรมวินัย ทว่าความเป็นจริงกลับเป็นอีกเรื่อง บางรูปถูกขอให้ลาสิกขาเงียบ ๆ บางรายหลีกเลี่ยงการตรวจสอบด้วยเครือข่ายสายสัมพันธ์ในคณะสงฆ์ หรืออ้างว่าถูกแบล็กเมล์

โฆษณา - Advertising

ในทางปฏิบัติ พระสงฆ์ที่ผิดวินัยร้ายแรงมักถูกขอให้ ลาสิกขาโดยสมัครใจ เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการทางพระธรรมวินัยที่เข้มงวด หรือบางกรณีอาจถูก “สึกโดยคำสั่ง” หากพบว่าเข้าข่ายความผิดชัดเจน การพิจารณาจะขึ้นอยู่กับการสอบสวนโดยเจ้าคณะผู้ปกครอง ซึ่งในทางโครงสร้างก็อาจเผชิญปัญหาความเกรงใจหรือสายสัมพันธ์เชิงอำนาจที่แฝงอยู่ในสถาบันสงฆ์

กรณีที่พระสงฆ์ยังคงดำรงตำแหน่ง อาจต้องถูกถอดถอนจากตำแหน่งตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ หรือคำสั่งของมหาเถรสมาคม หากมีการพิสูจน์ว่าละเมิดวินัยอย่างร้ายแรง อย่างไรก็ตามที่ผ่านมากระบวนการนี้มักล่าช้า และไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส ซึ่งสะท้อนการใช้อำนาจในแบบ “เลือกปฏิบัติ” และไม่เท่าเทียม สุดท้ายก็สะท้อนไปที่ปัญหาขาดกลไกการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจภายในสถาบันสงฆ์ ถึงแม้ว่าจะมีกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และแก้ไขเพิ่มเติม แต่ในเชิงการบังคับใช้พบว่ายังขาดประสิทธิภาพ โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่หรือผู้มีอิทธิพล มักจะเห็นว่าพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่มักจะได้รับการคุ้มกันหรือการจัดการแบบเงียบ ๆ

ส่วนในทางโลก ก็ยังไม่มีบทบัญญัติกฎหมายที่จะเอาผิดพระสงฆ์ในกรณีลักษณะนี้ได้ นอกจากจะเข้าองค์ประกอบของกฎหมายอาญา เช่น การมีเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์ หรือหลอกลวงฉ้อโกง ซึ่งในกรณีนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่าจะมีการดำเนินคดีตามกฎหมายแผ่นดิน

แม้จะมีการเรียกร้องให้มหาเถรสมาคมหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติแสดงจุดยืน แต่ความเงียบยังคงเป็นคำตอบเดียวที่ประชาชนได้รับ การไม่วิพากษ์โครงสร้าง การหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ และการปกป้องภาพลักษณ์ของสถาบันศาสนา กลับค่อย ๆ บ่อนเซาะรากฐานแห่งศรัทธาอย่างไม่รู้ตัว

สถาบันศาสนาไม่ควรดำรงอยู่ได้ด้วยอำนาจหรือสมณศักดิ์ หากแต่ต้องยืนอยู่บนความไว้วางใจของสาธารณะ ซึ่งไม่สามารถเยียวยาได้ด้วยความเงียบอีกต่อไป


ข้อเสนอเพื่อรื้อโครงสร้างปัญหา

1. จัดตั้งกลไกตรวจสอบพระสงฆ์อย่างเป็นอิสระและโปร่งใส คณะสงฆ์ควรมีหน่วยงานกลางที่เป็นอิสระในการตรวจสอบพฤติกรรมไม่เหมาะสมของพระสงฆ์ โดยไม่ขึ้นต่อสายการบังคับบัญชาหรือสมณศักดิ์ กล่าวคือ ต้องมีคณะตรวจสอบภายนอกที่ไม่อยู่ภายใต้อำนาจของคณะสงฆ์ เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส

2. ปลดชนักแห่งภาพลักษณ์นิยมของศาสนาที่ปกปิดความผิด ความพยายามรักษาภาพลักษณ์ของศาสนาด้วยการปกปิด ปฏิเสธ หรือนิ่งเงียบต่อความผิดพลาดของบุคลากรทางศาสนา อาจทำลายศรัทธาได้มากกว่าการยอมรับและแก้ไขอย่างตรงไปตรงมา ควรส่งเสริมการวิพากษ์ในเชิงสร้างสรรค์ และเปิดรับเสียงจากภายนอกและฟื้นฟูศรัทธาอย่างแท้จริง

3. สร้างวัฒนธรรมรับผิดชอบร่วม (Collective Accountability)ไม่ว่าพระหรือฆราวาส หากอยู่ในฐานะผู้มีอำนาจควรมีความรับผิดชอบต่อการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อศาสนาและสังคม ไม่ควรใช้บทบาททางศาสนาหรือเพศมาเป็นเกราะกำบังการตรวจสอบ หากมีส่วนทำให้เกิดปัญหาศีลธรรม ควรแสดงความรับผิดชอบทั้งในระดับส่วนตัวและเชิงโครงสร้าง

5. สื่อมวลชนควรเสนอข่าวอย่างเท่าเทียมและรอบด้าน หลีกเลี่ยงการเน้นบุคคลใดบุคคลหนึ่งในฐานะผู้ผิดหรือผู้ล่อลวงเพียงฝ่ายเดียว ควรวิเคราะห์และนำเสนอให้เห็นถึงโครงสร้างของปัญหา ระบบอำนาจ และความไม่เท่าเทียมที่เอื้อให้เกิดกรณีเหล่านี้ หลีกเลี่ยงการตีตราเพียงฝ่ายเดียว ควรชี้ให้เห็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจและโครงสร้างที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์เหล่านี้อย่างรอบด้าน

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนจะฝากว่า เราควรตระหนักว่าระบบศาสนาในสังคมไทยไม่ได้ดำรงอยู่โดยลำพังเพื่อให้ประชาชนแสวงหาการหลุดพ้นหรือบรรลุนิพพานตามอุดมคติทางพุทธศาสนาเท่านั้น หากแต่ศาสนามักถูกผนวกรวมเข้ากับกลไกรัฐ และถูกใช้เป็นเครื่องมือทางอำนาจในการควบคุมสังคม การสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจของรัฐ และเป็นกลไกทางวัฒนธรรมในการผลิตซ้ำกรอบศีลธรรมแบบอนุรักษนิยม (Jackson & Cook, 1999; Tambiah, 1976) ดังนั้นการที่พระสงฆ์ได้รับการปกป้องมากกว่าการตรวจสอบ จึงไม่ใช่เพียงผลของคติความเชื่อทางวัฒนธรรมเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงโครงสร้างพันธมิตรเชิงอำนาจระหว่างรัฐกับศาสนา ที่ค้ำจุนกันในฐานะกลไกการรักษาระเบียบสังคมและความสงบเรียบร้อยอย่างลึกซึ้ง

 

 

อ้างอิง (References)

Gross, R. M. (1993). Buddhism After Patriarchy: A Feminist History, Analysis, and Reconstruction of Buddhism. State University of New York Press.

Jackson, P. A. & Cook, N. M. (1999). Genders and Sexualities in Modern Thailand. Chiang Mai : Silkworm Books.

Mahmood, S. (2005). Politics of Piety: The Islamic Revival and the Feminist Subject. Princeton University Press. https://doi.org/10.2307/j.ctvct00cf

Tambiah, S. J. (1976). World Conqueror and World Renouncer: A Study of Buddhism and Polity in Thailand Against a Historical Background. Cambridge University Press. 
https://doi.org/10.1017/CBO9780511558184

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising