วีระยุทธ ชี้ 3 ปัญหาใหญ่ฉุดรั้งทักษะคนไทย มีแผนแม่บทแต่หน่วยงานไม่เดินตาม เน้น KPI ด้านปริมาณมากกว่าคุณภาพ แต่งบที่ลงกับการพัฒนาคนจริงๆ น้อยมาก
13 ส.ค. 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 วาระที่ 2 เป็นการพิจารณารายมาตราของกฎหมายหลังจากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายพิจารณาแล้ว
รองศาสตราจารย์วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ในฐานะกรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ได้สงวนความเห็นในมาตรา 4 งบประมาณภาพรวม กล่าวว่าเหตุผลที่สงวนความเห็นเป็นเพราะปัญหาการจัดการงบประมาณด้านการพัฒนาทักษะคนไทย ซึ่งยังมีปัญหาอยู่เยอะ คือ วิกฤตทรัพยากรมนุษย์ ไม่ว่าจะเทียบกับประเทศอื่นในโลกหรือเทียบกับประเทศเราในอดีต ทักษะแรงงานเราก็ถดถอยและการทำงบประมาณแบบที่เป็นอยู่ก็ไม่ได้ช่วยแก้วิกฤตนี้เพราะว่ามีปัญหาใหญ่ซ่อนอยู่ 3 ข้อ
- หน่วยงานที่มีหน้าที่พัฒนาทักษะคนไทยไม่มีมาสเตอร์แพลน หรือแผนแม่บท ว่าเราต้องการคนที่มีทักษะแบบใด จำนวนเท่าไร
วีระยุทธกล่าวว่า ตอนงบประมาณ 68 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ใช้ตัวเลขเป้าหมายแบบกลมๆ ซึ่งน่ากังขา ขาดที่มาที่ไป พอปีงบประมาณ 69 เรามีมาสเตอร์แพลนแล้ว ถือเป็นพัฒนาการด้านบวก โดยสำนักงานสภานโยบายด้านการศึกษา (สอวช.) ออกแนวโน้มการประมาณกำลังคนล่วงหน้า 5 ปี 2568-2572 ในรายงานระบุทักษะ 10 อุตสาหกรรมย่อย ว่าต้องการกำลังคนเท่าไร เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ มีการกำหนดว่าต้องการวิศวกรเครื่องกลเท่าไร อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุศาสตร์เท่าไร วิจัยตลาดเท่าไร รวมๆ แล้ว 5 ปีข้างหน้า ประเทศไทยต้องสร้างคนในด้านยานยนต์สมัยใหม่ทั้งหมด 77,000 คน
แต่หน่วยงานอื่นก็ไม่มีใครยึดเอามาสเตอร์แพลนนี้ไปใช้ต่อเลย หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านอัพสกิล รีสกิล ต่างก็ใช้ตัวเลขเดิมของตัวเองต่อไป สาเหตุส่วนหนึ่งที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่ารายงานฉบับนี้ออกช้าเกินไปด้วย เราเริ่มปี 68 กันไปแล้ว แต่รายงานฉบับนี้กว่าจะออกมาก็ 31 มีนาคม 2568 ทำให้หน่วยงานต่างๆ ทำการของบปี 69 เสร็จไปแล้ว แม้แต่สำนักปลัด อว. หน่วยงานใต้กระทรวงเดียวกันก็ไม่ได้ใช้ตัวเลขจากในรายงานนี้ โดยสำนักปลัด อว. ก็ตั้งเป้าราย 5 ปีของตัวเองไป ส่วนในระดับเซกเตอร์ อย่างอุตสาหกรรมยานยนต์ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ก็ใช้เป้า 200 คนต่อปี อย่างที่เคยทำในปีงบ 66
ส่วนกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ถึงจะมีการปรับเป้าเพิ่ม แต่ตัวเลขก็มาจากฐานโครงการและงบประมาณที่เพิ่มของตัวเองเป็นหลัก
ดังนั้นปัญหาใหญ่ข้อแรกที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาการพัฒนาทักษะคนไทยที่อาจจะไปไม่ถึงไหนก็คือ ถึงเราจะมีมาสเตอร์แพลนแล้ว ว่าแต่ละอุตสาหกรรมต้องการเท่าไร แต่ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวง อว., กระทรวงแรงงาน, กระทรวงอุตสาหกรรม ก็ไม่ได้นำไปใช้ต่อเลย ต่างคนต่างก็เดินกันไปคนละขา คนละทิศทาง ดังนั้น ปัญหาที่เราเรียกว่า Skill Mismatch ระหว่างทักษะแรงงานที่มีกับสิ่งที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ
- ใช้ KPI จำนวนคนหลักล้านมาปิดปัญหาด้านคุณภาพ แต่ตัวเลขก็สูงเกินจริง เพราะอิงกับยอดวิวออนไลน์
วีระยุทธกล่าวว่า รัฐบาลอาจจะมองว่าแม้ว่าหน่วยงานต่างๆ จะทำตัวเลขออกมาไม่สอดคล้องกัน ดูไม่เป็นเนื้อเดียวกัน แต่ยังไงเสียตัวเลขรีสกิลของไทยก็สูงมาก สูงจนไม่ต้องกังวลเลยว่าแต่ละหน่วยงานจะทำงานลิงก์กันหรือเปล่า
สำนักงานปลัด อว. ปีที่แล้วได้งบ 9 พันล้าน ส่วนปีนี้ได้งบเพิ่มขึ้นมาเป็น 1 หมื่นล้าน อาจจะฟังดูเยอะ แต่ถ้าเทียบกับตัวชี้วัดที่เขาตั้งไว้ก็อาจเบาใจได้หรือเปล่า เพราะว่าปีนี้ อว.ตั้งเป้าไว้ว่ากำลังคนที่ได้รับการยกระดับเสริมสร้างทักษะระดับสูงจะเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วอีก 6 แสนคน ทำให้ภายในปี 69 นี้ เราจะมีคนที่ได้รับการอัพสกิล รีสกิล รวมทั้งหมด 9 แสนคน
และถ้าเป็นต่อไปตามแผนนี้ด้วยงบประมาณปีละ 1 หมื่นล้าน ภายในปี 2572 เราก็จะมีคนเก่งรวมแล้ว 2,100,000 คน เรียกไดว่าเกินมาสเตอร์แพลนไปแล้วด้วย เพราะในมาสเตอร์แพลนระบุไว้ว่าภายใน 5 ปีข้างหน้าเราต้องการคนกลุ่มนี้ประมาณ 1,000,000 คน แต่สำนักงานปลัด อว. ให้มาถึงสองเท่าเลย
คำถามก็คือ เป้าหมายการยกระดับทักษะ 908,858 คน ของสำนักปลัด อว. ได้มาจากไหน และจะใช้วิธีไหน
ในการนำเสนอของสำนักปลัด อว. ต่อกรรมาธิการงบประมาณ มีการนำเสนอตัวเลข 6 ตัว ดังนี้
- ผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น 21,000 คน
- ผลิต “บัณฑิตพันธุ์ใหม่” 7,000 คน
- ให้ทุนการศึกษา 1,900 คน
- พัฒนาคนตามความต้องการของประเทศ 400 คน
- พัฒนาคนด้าน EV 280 คน
- ส่งนักศึกษาปฏิบัติงานในสถานประกอบการ 160 คน
ทั้งหมดนี้รวม 30,740 คน คำถามก็คือคนอีก 800,000 กว่าคนที่จะได้รับการรีสกิลไปอยู่ตรงไหน
คำตอบก็คือการพัฒนาทักษะคนอีก 95% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ อยู่ที่แพลตฟอร์มออนไลน์ ผ่าน 2 โครงการหลัก โครงการแรกคือ โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทยเพื่อจัดการเรียนการสอนในระบบเปิด (Thai-MOOC) โดยโครงการนี้เป็นโครงการ 10 ปี ทำมาตั้งแต่ปี 2563 ใช้งบประมาณปีละ 20 กว่าล้านบาท มีวิชาออนไลน์แยกเป็น 12 หมวดหมู่ รวมแล้ว 700 กว่าวิชา มีระบบการสอบและออกใบประกาศ โดยจะวัดความสำเร็จจากผู้เข้าใช้บริการ ตั้งเป้าไว้ปีละ 250,000 คน
แต่ความหวังสูงสุดของงบปี 69 และอนาคตทักษะคนไทย ฝากไว้กับโครงการใหม่ที่เรียกกันว่า “Skill/Credit Portfolio” หรือ โครงการจัดหาระบบแฟ้มสะสมทักษะรายบุคคลระดับอุดมศึกษา เริ่มต้นโครงการนี้ในปีงบ 69 ด้วยเงิน 773 ล้านบาท และจะทำต่อเนื่องไป 4 ปี (2569-2572) รวมเป็นวงเงินประมาณ 5,400 ล้านบาท
โครงการ “Skill/Credit Portfolio” มูลค่า 5,400 ล้านบาท ตอบโจทย์ความคุ้มค่ากับคุณภาพหรือเปล่า เป็นความหวังของคน 95% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ในการแก้วิกฤตทักษะคนไทยได้จริงหรือ
พอไปดูในรายละเอียดแล้วก็พบว่า โครงการ “Skill/Credit Portfolio” มีวัตถุประสงค์เพื่อ “จัดเก็บ บูรณาการ และแสดงข้อมูลทักษะ/การเรียนรู้ของบุคคล” โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือนักศึกษาปริญญาตรีในปีการศึกษา 2567 ไม่ว่าจะชั้นปีใด รวมทั้งหมด 1,600,000 คน
โครงการนี้นอกจากจะเก็บข้อมูลว่าใครเรียนอะไรอยู่ที่ไหน ก็จะมีคลิปวิดีโอที่มีเนื้อหา “เน้นให้รู้จัก และเข้าใจตนเอง อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้” จำนวน 447 คลิป ความยาวคลิปละ 15 นาที เรียกว่าทำฐานข้อมูล มีคลิปสร้างแรงบันดาลใจ และก็คิดค่าบริการต่อหัว 1,200 บาท รวมแล้ว 5,400 ล้านบาท
นอกจากเราจะไม่มีมาสเตอร์แพลนที่ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบแล้ว เรายังเอา KPI เชิงปริมาณ ใส่ตัวเลขคนหลักแสน หลักล้าน มาปิดบังซ่อนปัญหาด้านคุณภาพที่เราขาดไป ซ้ำร้ายตัวเลขที่เอามาก็ยังสูงเกินจริง เพราะไปอิงกับยอดวิวออนไลน์เป็นหลัก
ขอย้ำตรงนี้ว่าการทำระบบพัฒนาทักษะแบบออนไลน์เป็นสิ่งจำเป็น เพราะสอดคล้องกับโลกยุคหลังโควิด แต่เราต้องตั้งคำถามถึงความคุ้มค่า ไม่ใช่ทักษะทุกประเภทจะสามารถเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ได้ ทรัพยากรเราก็มีจำกัด ถ้าไปทุ่มทรัพยากรกับออนไลน์และยอดวิวมากเกินไป ทรัพยากรที่ไปลงกับคนจริงๆ ก็จะน้อยมาก
- งบที่ลงกับ “คน” จริงๆ น้อยมาก และต่ำเป้าแบบน่าห่วง
วีระยุทธยกตัวอย่างกรณีศึกษา “การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์” โดยกล่าวว่า แรงงานกว่า 110,000 ในอุตสาหกรรมยานยนต์มีความเสี่ยงต้องย้ายไปทำงานในอุตสาหกรรมอื่น ตอนปีงบ 68 ตนเคยวิจารณ์ว่าการจัดงบพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์นั้นไม่สมดุล เราใช้เงิน 8 พันกว่าล้านในการอุดหนุนคนซื้อคนขายรถ EV ส่วนงบปี 69 ดูเหมือนว่าจะสมดุลกว่า และยังมีงบที่ไปสนับสนุนยานยนต์ด้านอื่นๆ อีก 600 ล้านบาท
แต่งบ 69 ก็ลงไปกับเงินอุดหนุนและศูนย์ทดสอบมากกว่าคนจริงๆ หน้างาน โดยแบ่งได้เป็น งบอุดหนุนผู้ขาย EV 4,734 ล้านบาท งบพัฒนาโครงสร้าง 551 ล้านบาท ส่วนงบพัฒนาคน 66.6 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับส่วนอื่นๆ สำหรับหน่วยงานที่ทำงานกับคนจริงๆ มีแค่กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ลงไปเทรนนิ่งแรงงานให้คุ้นเคยกับเครื่องมือสมัยใหม่ แต่เมื่อลงไปดูในรายละเอียด ก็เทรนได้แค่คนละ 5 วันเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ จะให้แรงงานไทยเปลี่ยนสกิลจากยานยนต์สันดาปเป็นยานยนต์ไฟฟ้าในเวลา 5 วันได้อย่างไร ในปีงบ 68 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ตั้งเป้าพัฒนาฝีมือแรงงานไว้ แต่ยอดที่ทำได้จริงก็น่าเป็นห่วงมาก อาจจะมีโครงการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม อบรมผู้ประกอบการ 15 บริษัท ตั้งเป้า 200 คน โครงการนี้ทำได้ 204 คน แต่ที่ทำได้ก็เพราะว่าเป้าหมายมันเล็กมาก
สรุปก็คือต่อให้เราทำได้ตามเป้าหมายทั้งหมดที่ตั้งไว้ กับยานยนต์เราจะเทรนคนได้หลักหมื่น แต่ว่าครึ่งทางของปีงบ 68 เราเทรนคนได้แค่หลักพันเท่านั้นเอง ไปดูตัวเลขว่าเรามีแรงงานที่เสี่ยงจะตกงาน 700,000 คน
ย้ำอีกทีว่านี่เป็นอุตสาหกรรมที่ไทยเก่งอยู่แล้ว เราเคยเก่งระดับโลกในอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปเป็นทุนเดิม เรายังพัฒนาคนได้แค่นี้ ถ้าเป็นอุตสาหกรรมอื่นๆ เราจะพัฒนาคนได้แค่ไหนกัน
ข้อสรุปก็คือ การพัฒนาคน มีโจทย์ 3 ด้านที่เราต้องเผชิญ 1) เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 2) ยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำ 3) ความมั่นคงยุคใหม่ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ปั่นป่วน ทั้งสามเรื่องนี้ มีหัวใจอยู่ที่การพัฒนาคน ซึ่งเรามีงบประมาณปีละหลายหมื่นล้านบาทสำหรับการพัฒนาทักษะคนและปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ แต่ควรตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและคุณภาพว่าจะแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่
- มีมาสเตอร์แพลน แต่หน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องไม่สนใจ ไม่เดินตาม
- ใช้ปริมาณ “KPI หลักล้านคน” มาปิดบังปัญหาด้านคุณภาพ
- เป้าหมายที่จับต้องได้ ตกปีละ 30,000 คน ที่เหลือฝากความหวังไว้ทางออนไลน์
- ปีงบ 69 จะเริ่มโครงการใหญ่ผูกพัน 5,000 ล้าน แต่เป็นเพียงระบบจัดการฐานข้อมูล ทำ Portfolio ไม่ได้เน้นเรื่องการยกระดับทักษะจริงจัง
- ในระดับเซกเตอร์ งบที่ลงกับคนจริงๆ น้อยมาก เช่น ยานยนต์ที่กำลังวิกฤต ปีที่ผ่านมาก็ทำต่ำเป้าหมายอย่างน่ากังวล
