Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

‘ศิริกัญญา’ ชี้ ‘งบกลาง’ ไม่ได้มีไว้โปะส่วนขาด ควรตั้งงบให้เพียงพอแต่แรก ไม่ใช่ตั้งต่ำกว่าความเป็นจริงในสิ่งที่คำนวณล่วงหน้าได้ ทางด้าน ‘จุลพันธ์’ แจง ไม่ได้ตั้งงบกลางเผื่อให้เหลือ บางเรื่องก็คาดการณ์ได้ยาก เช่น การเบิกจ่ายของข้าราชการ-ภัยพิบัติ-เหตุปะทะชายแดน จึงต้องดูสถานการณ์รายปี

13 ส.ค. 2568 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 วาระ 2 พิจารณารายมาตรามาถึงมาตรา 6 งบประมาณรายจ่ายงบกลางที่เดิมในร่างที่ผ่านชั้นรับหลักการตั้งงบมาเป็นเงินจำนวน 632,968,750,000 บาท

ทั้งนี้ในการพิจารณามาตรานี้ ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมาย (กมธ.) เสนอให้แก้ไขเพิ่มมา 1,000 ล้านบาทในส่วนของเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นจากเดิมที่ตั้งมา 98,000 ล้านบาทเพิ่มมาเป็น 99,000 ล้านบาท ทำให้ยอดรวมของมาตรา 6 เพิ่มมาเป็น 633,968,750,000 บาท

‘ศิริกัญญา’ ชี้ ‘งบกลาง’ ไม่ได้มีไว้โปะส่วนขาด

ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายในการพิจารณามาตรา 6 ว่าด้วยงบกลาง ว่า งบกลาง ที่มีการปรับลด 50,000 ล้านบาท ว่าสาเหตุที่มีการปรับลดงบกลางนั้น สืบเนื่องมาจากการเบิกจ่ายงบในส่วนของเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นที่อาจไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย รวมถึงมีการโยกงบประมาณในส่วนนี้เพื่อไปชำระหนี้ในส่วนอื่นๆ ที่อาจจะตั้งงบประมาณไว้ไม่เพียงพอ

ศิริกัญญากล่าวว่า งบปี 69 นี้ตั้งเงินชดใช้เงินคงคลังเพิ่มขึ้นมา 123,541 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นครั้งที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ที่ต้องใช้เงินคงคลังก็เพราะว่าตั้งงบปี 67 ไว้ไม่พอ ส่วนเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นก็ไม่พอ ซึ่งใช้เพื่อชำระดอกเบี้ย 39,719 ล้านบาท, บำนาญข้าราชการ 42,127 ล้านบาท, ค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ 23,944 ล้านบาท, งบบุคลากร 17,008 ล้านบาท ซึ่งงบประมาณเหล่านี้สามารถคำนวณล่วงหน้าได้อยู่แล้ว แต่ว่ากลับตั้งไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง แล้วค่อยไปอาศัยเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นในอนาคตแทน แล้วพอปีไหนที่ตึงมือมากๆ อย่างเช่นปี 67 ที่ต้องเอาเงินส่วนหนึ่งไปใช้ในโครงการแจกเงินหมื่นให้กับกลุ่มเปราะบาง ก็เลยทำให้ตึงมือขนาดที่ต้องไปใช้เงินคงคลัง ซึ่งเป็นเก๊ะสุดท้ายแล้วที่จะใช้ได้ จึงทำให้ต้องมาตั้งงบใช้คืน

งบปีนี้ก็มีแนวโน้มที่จะเกิดสภาพใกล้เคียงกัน ดอกเบี้ยตั้งไว้ต่ำกว่าที่เคยตั้งไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง จากเดิมที่เคยจะต้องใช้ตัวดอกเบี้ยประมาณ 3 แสนล้านบาทเศษ ปีนี้ก็ตั้งชดใช้เพียงแค่ 2 แสนล้านบาทเศษ จริงๆ ดอกเบี้ยต่อรายได้ของรัฐบาลควรที่จะทะลุ 10% ไปนานมากแล้ว เพียงแต่ว่ามีการดีเลย์ การชะลอไม่ให้ถึงซะที แต่คิดว่าปีนี้สุดท้ายอย่างไรก็ต้องมีการชำระดอกเบี้ยเพิ่มเติม ถึงแม้ว่าทางสำนักงบประมาณ กระทรวงการคลังก็ยังลุ้นว่า ดอกเบี้ยจะลดลง และงบประมาณในการชำระดอกเบี้ยก็จะลดลง แต่ดิฉันก็คิดว่าอย่างไรก็คงไม่เพียงพอ และก็คงมาใช้เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นอีกแล้ว หรือไม่ก็ต้องใช้เงินคงคลัง

ศิริกัญญากล่าวว่า สำหรับเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญข้าราชการ ที่มีการตั้งไว้ไม่เคยพอเลยสักปี โดยในปี 69 ตั้งไว้ต่ำกว่าคำขอถึง 50,000 ล้านบาท ซึ่งเรื่องแบบนี้คำนวณได้อยู่แล้ว ไม่น่าจะผิดพลาดได้ขนาดนี้จากที่กรมบัญชีกลางขอมา ส่วนค่ารักษาพยาบาลก็ได้มีการปรับเพิ่มขึ้นแล้ว แต่ว่ายังไม่ทันกับการเติบโตของค่ารักษาของข้าราชการอยู่ดี สองอย่างนี้ก็น่าจะใช้งบกลางไปแล้ว 60,000 ล้านบาท

“มันไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปใช้เงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นในรายการที่เราสามารถจะคาดการณ์ล่วงหน้าได้ งบกลาง เงินสำรอง ไม่ได้ตั้งไว้เพื่อใช้ในงบที่มันตั้งใจตั้งขาด”

ศิริกัญญากล่าวต่อไปว่า อีกเรื่องหนึ่งคือ “ค่า K” ซึ่งก็คือเงินชดเชยค่างานสิ่งก่อสร้าง เวลาที่บริษัทรับงานก่อสร้างต่างๆ รับงานไปแล้วมีความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้าง อิฐ หิน ปูน ทราย ที่ขึ้นราคา ค้างจ่ายกับทางบริษัทรับเหมากว่า 3,000 ล้านบาท แต่ตั้งงบไว้เพียงปีละ 960 ล้าน จึงถามว่าเมื่อไรจะใช้หมด มันเริ่มจะกลายเป็นดินพอกหางหมู ล่าสุดที่เช็กอยู่ที่ประมาณ 3,500 ล้านบาทแล้ว ตั้งงบไว้แบบนี้แล้วผู้รับเหมาจะอยู่กันอย่างไร จึงไม่อยากให้ตั้งงบเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินจำเป็นเพียงเพื่อมาโปะส่วนที่ขาด

ศิริกัญญากล่าวว่า งบกลางเงินสำรองใช้จ่ายฉุกเฉินปี 67 ใช้หมดจนหยดสุดท้าย ตั้งไว้ 99,500 ล้านบาท ใช้ไปจนเหลือ 600 ล้านบาท แต่ปี 68 ตั้งไว้ 96,557 ล้านบาท เพิ่งใช้ไปเพียง 20,000 กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง ยังเหลือ 70,000 ล้านบาท อาจเป็นเพราะว่าอยากกั๊กไว้ในไตรมาสสุดท้ายเผื่อต้องไปใช้ชำระหนี้ต่างๆ หรือไม่ แต่ถ้าไม่ใช่ ก็เห็นถึงประสิทธิภาพของการเบิกจ่ายเงินสำรองฉุกเฉินจำเป็น

ศิริกัญญากล่าวว่า ปี 68 มีงบกลางในการช่วยเหลือภัยแล้งแล้วเราพบว่ามีข้อพิรุธในการเบิกจ่ายเงินสำรองฉุกเฉินจำเป็นในลักษณะที่ค่อนข้างจะเอนเอียงไปที่พื้นที่ของพรรคแกนนำรัฐบาล จากนั้นสำนักงบประมาณออกหนังสือให้ทบทวนในเรื่องนี้ แต่ ณ วันนี้ ก็ทบทวนเสร็จแล้ว อยากให้มีการตั้งงบมาอีกรอบ ซึ่งมีการปรับลดงบลงจาก 7,404 ล้านบาท เหลือ 2,108 ล้านบาท นับว่าใจกล้ามาก เพราะเรื่องนี้กำลังอยู่ในการสอบสวนของ ป.ป.ช. อยู่ด้วย และขอให้งบครั้งนี้ 2,108 ล้านบาท มีการกระจายตัวที่มากขึ้น ไม่กระจุกอยู่ที่พรรคร่วมรัฐบาลใดพรรคหนึ่ง เพื่อให้การแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้พี่น้องประชาชนประสบความสำเร็จ

‘จุลพันธ์’ แจง ไม่ได้ตั้งงบเผื่อให้เหลือ บางเรื่องคาดการณ์ได้ยากจึงต้องดูสถานการณ์รายปี

ทางด้าน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรองประธาน กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ชี้แจงส่วนของมาตรา 6 ว่าโดยเป็นการตอบคำถามที่ย้อนถามถึงการเบิกจ่ายเกินไปจากจากงบประมาณที่ตั้งไว้ของปี 2568 เขาได้รับคำชี้แจงมาว่าการตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีส่วนของงบกลาง ส่วนที่ตั้งงบประมาณเพื่อชดใช้เงินคงคลัง ตาม พ.ร.บ.เงินคงคลัง 120,000 ล้านบาทเศษ ได้นำไปใช้นั้นมีการเบิกจ่ายงบประมาณที่ตั้งไว้จริงๆ ในปี 2568 มีรายการส่วนงบกลาง งบเบี้ยหวัด บำเหน็จบำนาญ ขาดประมาณ 42,127 ล้านบาท

งบกลางในส่วนค่ารักษาพยาบาลข้าราชการ ลูกจ้าง และพนักงานของรัฐ 23,943 ล้านบาท เป็นงบส่วนที่มีการเบิกจ่ายเกินกว่าที่ตั้งงบประมาณไว้

งบกลางรายการเงินช่วยเหลือข้าราชการลูกจ้างและพนักงานของรัฐ 186 ล้านบาทเศษ

งบชำระหนี้ภาครัฐ ส่วนของดอกเบี้ยจำ 39,719 ล้านบาทเศษ เป็นไปตามภาวะการขณะตั้งงบประมาณเพราะมีความผันผวนและไม่แน่นอนสูง เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวหลายประเทศมีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย

แผนงานบุคลากรภาครัฐจำนวน 17,000 ล้านบาทเศษ เนื่องจากมีการเบิกจ่ายตามสิทธิและคำขอใช้สิทธิตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงของแต่ละบุคคลเป็นระดับจุลภาคที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้แม่นยำ

เหรียญกษาปถอนคืนและเหรียญชำรุดที่นำไปหลอมเป็นจำนวน 400 ล้านบาทเศษ

งบประมาณส่วนงบกลางที่ตั้งไว้ มี 12 หมวด 1 ในนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเงินสำรองจ่ายที่จำเป็น แต่ในส่วนอื่นๆ เช่น งบประมาณสำหรับรับเสด็จ งบประมาณในเรื่องช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ เงินช่วยเหลือข้าราชการ ลูกจ้างและพนักงานของรัฐ จะเห็นว่าเป็นงบในส่วนที่ไม่มีหน่วยรับงบประมาณที่ชัดเจน และเป็นงบประมาณส่วนที่ไม่มีลงไว้แน่ชัดเพราะต้องดูสถานการณ์ในรายปีว่าจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการเบิกจ่ายเท่าไหร่ เมื่อเกิดกรณีบุคลากรเสียชีวิตหรือต้องเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามจริง ก็เป็นส่วนที่สำนักงบประมาณทำความตกลงกับกรมบัญชีกลางในแต่ละปี จะตั้งงบในส่วนของงบกลางมากน้อยตามความพอเหมาะ ไม่ได้ตั้งงบประมาณเผื่อเพียงพอจนกระทั่งว่างบในส่วนนี้จะเหลือได้ เพราะการตั้งงบประมาณมากเกินกว่าที่จำเป็น นำไปใช้ในส่วนอื่นได้ก็อยากนำไปใช้ในส่วนที่เกิดประโยชน์สูงสุด ถ้าปรับเปลี่ยนแล้วไปใช้ในการลงทุนหรือสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้กับประชาชนย่อมเป็นประโยชน์กว่า การตั้งงบประมาณอาจจะไม่ได้เพียงพอ 100% แต่การตั้งงบประมาณปีนี้อาจจะมีการใช้เงินคงคลังแต่ไม่มากเหมือนปีที่ผ่านมาที่สูงถึง 120,000 ล้านบาท

จุลพันธ์จึงได้กล่าวถึงส่วนของงบกลางเผื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น เช่น เมื่อเกิดภัยพิบัติ การปะทะตามชายแดนหรือเหตุการณ์ที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ งบที่ตั้งไว้สำหรับงบประมาณปี 2569 ไว้ 98,000 ล้านบาท และมีเสนอให้เพิ่มเข้ามา 1,000 ล้านบาท เป็น 99,000 ล้านบาท เป็นงบประมาณที่ใช้แก้ไขปัญหากับประชาชนได้ อย่างเช่นในการตั้งงบเมื่อปีที่ผ่านมาตั้งไว้ 96,000 ล้านบาทตอนนี้ใช้ไปแล้วเกือบ 50,000 ล้านบาท 40% ของงบประมาณที่ใช้ถูกเอามาใช้จ่ายกับการเยียวยาจากภัยพิบัติสาธารณะร้ายแรง เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ รวมถึงเหตุปะทะที่ชายแดนด้วย

ส่วนของรายจ่ายที่ได้รับจัดสรรงบไว้แล้วแต่ไม่เพียงพอและยังจำเป็นเร่งด่วนของรัฐที่ต้องใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพัน เช่น ไปประชุมนานาชาติดำเนินเข้าร่วมโครงการของ OECD เป็นงบ 4,500 ล้านบาท เป็นส่วนงานที่จำเป็นของรัฐบาลแต่ตั้งงบไว้ไม่เพียงพอ จึงมีการใช้งบกลางเข้าไปจัดสรรเพื่อให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์  นอกจากนั้นยังมีส่วนงานที่ไม่ได้จัดสรรงบประมาณไว้แต่เป็นภารกิจเร่งด่วนที่จะต้องใช้จ่าย 6,500 ล้านบาท เช่น การแก้ไขปัญหา PM2.5 หรือเป็นรายจ่ายที่รองนายกฯ ต้องไปตรวจราชการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ รวมถึงการแก้ไขเรื่องที่ดินตามการปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐตามโครงการ One Map

จุลพันธ์กล่าวถึงคำถามเรื่องปีหน้าจะใช้งบกลางในเรื่องใดบ้างนั้น ในส่วนของงบกลางเป็นการตั้งงบประมาณที่ยังไม่มีโครงการขึ้นกับ ครม. นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณที่จะทำงานร่วมกันตามหน้าที่นำงบกลางไปใช้ตามวัตถุประสงค์ใดๆ

ฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม เปิดให้ลงมติว่าจะแก้ไขตามที่ กมธ.เสนอให้แก้ไขหรือไม่ ซึ่งผลการออกเสียงของที่ประชุมมีมติให้แก้ไขมาตรา 6 ตามที่ กมธ.เสนอให้แก้ไข ทำให้งบประมาณของงบกลางเพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาทตามที่ กมธ.เสนอ 633,968,750,000 บาท

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง