'ศิริกัญญา' เสนอตัดงบ 5 หมื่นล้านเผื่อใช้ในวิกฤติเศรษฐกิจหลังมีแนวโน้มรัฐจัดเก็บรายได้ลดลงพร้อมเสนอขยายเพดานหนี้สาธารณะ 'ศุภณัฐ' เสนอตัดงบก่อสร้างไม่จำเป็น สภามีมติไม่ตัดงบประมาณรายจ่าย ให้คงไว้ที่ 3,780,600 ล้านบาท
13 ก.ค. 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 วาระที่ 2 เป็นการพิจารณารายมาตราของกฎหมายหลังจากคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายพิจารณาแล้ว
มาตราแรกที่มีการอภิปรายคือมาตรา 4 ของร่างกฎหมายที่ตั้งงบประมาณรวมของปี 2569 ไว้ทั้งหมด 3,780,600,000,000 บาท
ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายเหตุผลที่ขอสงวนความเห็นในมาตรานี้ไว้ว่า เพราะขอให้ปรับลดงบประมาณลงอีก 50,000 ล้านบาท เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติ 2 ด้านพร้อมกันทั้งสงครามการค้าระหว่างประเทศมหาอำนาจและสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จึงจำเป็นจะต้องเก็บงบประมาณไว้เผื่อใช้ในยามจำเป็น และตอนนี้การคลังกำลังเจอความเสี่ยงมี 3 ประเด็น ความเสี่ยงด้านรายได้ รายจ่าย และจากหนี้สาธารณะ
ศิริกัญญากล่าวถึงการประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) จากตอนเริ่มจัดทำร่างกฎหมายช่วงตั้งแต่พ.ย.2567 ยังประเมิน GDP ของปี 2569 ไว้ที่ 2.3-3.3% แต่เมื่อ พ.ค.2568 การประมาณการณ์ปรับลดลงเหลือแค่ 1.1-1.2% แม้ว่าจะทราบอัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ แล้วก็ตาม

เมื่อการประเมิน GDP ลดลงทำให้รัฐจัดเก็บรายได้ลดลงถึง 63,800 ล้านบาท และไทยเก็บภาษีตกเป้ามาตั้งแต่ปี 2567 อยู่ที่ประมาณ 8 หมื่นล้านบาทแต่ได้ส่วนช่วยมาจากรายได้ของรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้น 25.4% แต่ในปี 2568 ก็ยังมีแนวโน้มจะเก็บภาษีตกเป้าอีกเช่นกันคือ 9 เดือนแรกรายได้ตกเป้าไปแล้ว 6.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังไม่รู้ว่าปีนี้จะมีรายได้จากรัฐวิสาหกิจมาช่วยแค่ไหนถ้าไม่มีก็จะเป็นปัญหาทางการคลังของประเทศต่อไป ซึ่งเธอเห็นว่ามีแผนการปรับโครงสร้างภาษีในเดือนกันยายนปีนี้แต่ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีแนวทางอย่างไร และตอนนี้กำลังเจอปัญหาแล้วว่าภาษีจากแหล่งเดิมลดลงเรื่อยๆ เช่น ภาษีรถยนต์กำลังลดลงเนื่องจากคนหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทนและภาษียาสูบที่เปลี่ยนอัตราใหม่ทำให้ไม่สามารถจัดเก็บได้แบบเดิมแล้ว ก็จะเป็นความเสี่ยงทางด้านรายได้ของรัฐ

ศิริกัญญากล่าวถึงความเสี่ยงด้านรายจ่ายที่กำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจทำให้จำเป็นต้องมีงบในการพยุง ฟื้นฟูกระตุ้นเศรษฐกิจแตไม่ได้เตรียมการเอาไว้เพราะในงบกลางที่จะนำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจยังคงที่เท่าเดิม 2.5 หมื่นล้านบาทโดยไม่มีการแปรญัตติเข้ามาในส่วนนี้ทั้งที่ปี 2568 ตั้งงบกลางไว้กระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ที่ 187,700 ล้านบาท ส่วนกองทุน FTA ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบไม่ได้รับการจัดสรรงบให้เลย ส่วน กองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในปี 2569 ได้รับงบประมาณ 800 ล้านบาท เพิ่มจากปี 2568 แค่ 5 ล้านบาทและเงินงบประมาณเท่านี้แทบช่วยอะไรไม่ได้หากเกิดวิกฤติ
ประเด็นสุดท้ายคือหนี้สาธารณะกำลังชนเพดานแล้วคือเดือน มิ.ย.2568 ที่ผ่านมาอยู่ที่ 64% ของ GDP และสิ้นปีคาดว่าจขึ้นถึง 66% และหากมีการกู้เงินตามแผนที่วางไว้จะทำให้หนี้สาธารณะในปลายปี 2569 ขึ้นไปถึง 69% ของ GDP ทำให้เหลือพื้นที่ทางการคลังไม่มากแล้วเพราะตอนนี้ GDP ของไทยถดถอยลงเรื่อยๆ

ศิริกัญญากล่าวว่าความเสี่ยเหล่านี้ทำให้ต้องประหยัดงบประมาณเพื่อสมทบในส่วนข้างหน้าจึงต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะให้เกิน 70% และอาจจะต้องออกเป็นร่างกฎหมายระดับ พ.ร.บ.หรือ พ.ร.ก.เงินกู้เพื่อพยุงเศรษฐกิจในปี 2569 เพราะว่าถ้าดูจากการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ปรับลดได้เพียง 8,921 ล้านบาทเท่านั้นเหมือนกับว่าไม่ได้รู้สึกว่าประเทศกำลังเจอกับวิกฤติทางเศรษฐกิจ ต่างจากช่วงโควิด-19 ที่เคยตัดงบประมาณได้ถึง 31,965 ล้านบาท
“ดิฉันไม่ได้อยากปรับลดงบประมาณในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ แต่เราจำเป็นต้องเก็บกระสุนถ้าการจัดงบประมาณครั้งนี้ยังไม่สามารถทำให้ประเทศรอดพ้นจากสงครามการค้าได้ เราก็จะต้องปรับลดงบประมาณในครั้งนี้เพื่อเก็บพื้นที่ทางการคลังเมื่อเกิดวิกฤติจริง” ศิริกัญญากล่าว
เสนอตัดงบ 3% โดยเฉพาะรายจ่ายประจำ-สร้างอาคาร
จิตติพจน์ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเหตุผลที่เสนอตัดงบประมาณลง 3% เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนจากวิกฤติการปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชา และภาษีตอบโต้ต่างๆ เป็นผลกระทบที่ทำให้รัฐบาลเก็บรายได้ไม่เข้าเป้าเพราะภาษีตอบโต้สหรัฐฯ จะทำให้ไทยส่งออกได้น้อยลงแต่สินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ จะเพิ่มขึ้นอีกทั้งยังมีสินค้าจากจีนและอื่นๆ นำเข้ามาอีกจนทำให้โรงงานในไทยและเกษตรกรไทยผลติสินค้าน้อยลงและทำให้รายได้น้อยลงจ่ายภาษีได้น้อยลง จนทำให้ GDP ของไทยไม่ถึง 20 ล้านล้านบาทในปี 2569 และอัตราส่วนหนี้สาธารณะมีมากขึ้นจึงต้องใช้จ่ายงบประมาณให้มีประโยชน์สูงสุด
จิตติพจน์ขอให้ลดรายจ่ายประจำลงจากที่มีอยู๋ตอนนี้คือประมาณ 2 ล้านล้านบาทซึ่งเป้นภาระผูกพันและมีปัญหาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ การสร้างอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ของหน่วยงานรัฐเพิ่มที่ไม่ใช่เกิดรายจ่ายก่อสร้างแต่ยังทำให้มีรายจ่ายส่วนการดูและค่าไฟฟ้า ค่าแม่บ้านเป็นภาระจำนวนมากถ้ารัฐมีขนาดใหญ่ยิ่งขยับตัวได้ช้าต้องลดขนาดลงเพื่อให้กระชับมากขึ้น ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำให้เป็น E-government
เขาเสนอให้เกิดการลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานอย่างเช่นรถไฟรางคู่ แม้ว่าจะมีโครงการอยู่แล้วคือสาย กรุงเทพ-อุบลราชธานี แต่โครงสร้างงบประมาณปัจจุบันนี้จะทำให้ได้เห็นโครงการนี้เสร็จหรือไม่ภายใน 10 ปี อยากให้รัฐบาลพิจารณาเพิ่มงบประมาณในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ เช่นทำให้รถไฟรางคู่เสร็จได้ภายใน้ 3-5 ปี การลงทุนเช่นนี้ก็จะทำให้เกิดการลงทุนจากต่างประเทศด้วยจะทำให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานคุ้มค่าแน่นอน
จิตติพจน์ เสนอประเด็นสุดท้ายคือขอให้เพิ่มงบประมาณเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งความเสียหายของที่อยู่อาศัย อาคารสถานที่ และผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ไปจนถึงความเสียหายทางเศรษฐกิจการค้าในพื้นที่ด้วย
งบก่อสร้าง 3.2 แสนล้านบาท สร้างสิ่งที่ไม่ต้องสร้าง ดาต้าเซนเตอร์จังหวัด บ้านพัก ผบ.ตร.
ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.เขตกรุงเทพ พรรคประชาชน กล่าวในฐานะเป็นอนุกรรมาธิการที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิจารณาถึงการตั้งงบก่อสร้างของหน่วยงานต่างๆ มีการของบประมาณรวม 320,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้มีเพียงเท่านี้เพราะยังมีซ่อนอยู่ในอนุกรรมาธิการชุดอื่นๆ อีกไม่ต่ำกว่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งการของบประมาณยังคงมีปัญหาเดิมๆ 8 ประเด็นคือ
หนึ่ง ขอสร้างสิ่งที่ไม่ควรขอ เช่นบ้านพักของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่อ้างว่าเป็นศูนย์บัญชาการแต่แบบแปลนที่ขอมาเป็นแบบบ้านพักและห้องจัดเลี้ยง หรือขอตั้งอาคารดาต้าเซนเตอร์ในจังหวัดต่างๆ ของหน่วยงาน ทั้งที่กำลังรณรงค์ให้ใช้ CLOUD กลางถึงกับเชิญบริษัทต่างชาติมาลงทุน แต่หน่วยงานภาครัฐไทยกำลังของบมาสร้างหนึ่งหน่วยงานหนึ่งดาต้าเซนเตอร์ หรือกระทั่งการขอสร้างพิพิธภัณฑ์แล้ว 1,500 แห่งแต่หน่วยงานรัฐก็ยังขอสร้างไม่เลิกเช่น พิพิธภัณฑ์ไม้มีค่า 3,800 ล้านบาท หรือพิพิธภัณฑ์ฝนหลวง 450 ล้านบาท ไปจนถึงการสร้างสำนักงานของหน่วยงานขึ้นมาใหม่แต่อาคารเดิมก็ไม่คืนแต่กลับเอาไปสร้างเป็นหอเกียรติคุณหรือพิพิธภัณฑ์ของหน่วยงานแทน

สอง ขอสร้างอาคารขนาดใหญ่เกินจำเป็นเพื่อของบประมาณได้เยอะ เช่น ตึกกระทรวงคมนาคม 3,832 ล้านบาท
สาม ราคาต่อหน่วยแพงเกินจริง เช่น สำนักงาน กพ.ที่ค่าตกแต่งอาคารแพงเกินจริงคือ 57,000 บาท/ตร.ม. ทั้งที่ราคาตลาดประมาณ 20,000 บาท/ตร.ม. หรืองบตกแต่งของโรงพยาบาลราชทัณฑ์ที่ตัดลดจาก 260 ล้านบาทเหลือ 13 ล้านบาท เพราะมีค่าเฟอร์นิเจอแพงเกินจริงเช่น ตู้เอกสารราคาต่อหน่วย 300,000 บาท/ตู้ หรือตู้รองเท้า 700,000 บาท/ตู้
สี่ ไม่วางแผนใช้อาคารร่วมกันระหว่างหน่วยงานมีการแบ่งออกมาถึงระดับ 1 กรม 1 ตึก
ห้า เน้นสร้างอาคารใหม่แทนการเช่าเพราะต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้าง
หก สร้างอาคารเพื่อดำเนินกิจการแข่งกับเอกชน เช่น กรมส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างอาคารสำนักงานและจัดนิทรรศการ 873 ล้านบาท แทนที่จะส่งเสริมการใช้งานสถานที่ของสถานศึกษาหรือเอกชน หรือกระทั่งกรมกิจการผู้สูงอายุของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่สร้างบ้านพักคนชราที่ใช้งบประมาณ 499 ล้านบาทแต่ราคาต่อตารางเมตรตก 46,000 บาท/ ตร.ม. แพงกว่าโรงพยาบาล 2 เท่าแล้วจะช่วยคนแค่ 200 คนตกเฉลี่ยแล้วคนละ 2.5 ล้านบาท จน กมธ.ไปบังคับให้ต้องเพิ่มจำนวนคนมากขึ้นไม่อย่างนั้นราคาต่อหัวแพงยิ่งกว่าคอนโดอีก
เจ็ด ใช้ที่ดินเปลืองทั้งที่การตั้งงบขอสร้างอาคารเป็นแบบอาคารเดียวกันแต่ใช้ขนาดที่ดินต่างกัน เช่น อาคารพิธีการศพพระราชทานของกระทรวงวัฒนธรรมที่จังหวัดหนึ่งใช้ 4 ไร่ แต่อีกที่ใช้ 8 ไร่
แปด จัดสรรงบผิดฝาผิดตัวอย่างเช่นกระทรวงกลาโหมที่ควรโฟกัสที่ภารกิจหลัก แต่กลับของบไปสร้างถนน ทำน้ำประปา ลอกคลอง ผลิตยาเองแข่งกับกระทรวงหรือหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่ทำอยู่แล้ว
ศุภณัฐจึงเสนอขอให้ปรับลดงบภาพรวมลง 1% เพื่อรีดงบประมาณไปใช้ในการรับมือเศรษฐกิจแทน
'จุลพันธ์' แจงเหตุคงงบรวม 3.78 ล้านล้านบาท ภาครัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นลงทุน
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรองประธาน กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ว่า ทาง กมธ.เสียงข้างมากที่เสนอให้ยึดตามงบประมาณเดิมที่ตั้งมาไม่ได้ปฏิเสธเรื่องความเสี่ยงจากสถานการณ์โลกทั้งภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่ไทยถูกตั้งไว้ 19% แต่ที่มีการอภิปรายถึงสภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีการประมาณการลดลงแล้วจะกระทบต่อการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ ทางกระทรวงการคลังยังเชื่อมันว่ายังสามารถบริหารจัดเก็บรายได้ให้อยู๋ในระดับที่เหมาะสมและไม่กระทบต่อการจัดเก็บรายได้และการใช้จ่ายงบประมาณในอนาคต
นอกจากนั้นกลไกด้านงบประมาณยังมีเพียงพอทั้งในด้านบริหารจัดการด้วยงบประมาณเอง เงินคงคลัง และกลไกตามกฎหมายที่ยังทำให้ดำเนินการได้ตามงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งมานี้ได้อย่างสมบูรณ์แม้ว่าตอนนี้จะมีผลกระทบอยู่บ้าง
กระบวนการพิจารณากลไกหลักที่ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตอนนี้ของไทยคือการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐมาแล้วหลายปีประกอบการลงทุนของภาครัฐและการบริโภคของเอกชน การสร้างความมั่นใจให้กับระบบเศรษฐกิจตอนนี้คือการใช้งบประมาณแผ่นดิน เช่น 2567 มีการทำงบประมาณล่าช้าทำให้ความมั่นใจของผู้บริโภคและนักลงทุนและระบบเศรษฐกิจทำให้การเติบโตหดตัวอย่างมีนัยยะสำคัญ กมธ. เสียงข้างมากมองว่าหากปรับลดการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐในยอดรวมกลับจะเป็นผลร้ายต่อระบบเศรษฐกิจต่อภาคเอกชนและการลงทุนต่อเนื่องกับการเติบโตทางเศรษฐกิจต่อไป
ข้อห่วงใยเรื่องที่ว่ารัฐบาลมีกระสุนเพียงพอหรือไม่ ถ้าดูจากงบประมาณตอนนี้ยังมีพอกระสุนที่ยังมีอยู่ เช่น เงินคงคลัง เงินทดรองอีก 50,000 ล้านบาท หรือการจัดทำงบประมาณโอนเปลี่ยนแปลงแก้ไขงบประมาณที่จะเป็นอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร ด้วยกลไกที่มีตอนนี้ยังมากพอในการขับเคลื่อนประเทศ
จุลพันธ์กล่าวว่าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 นี้เป็นไปตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญมาตรา 144 แล้ว เขาชี้แจงว่าเงินงบประมาณที่เป็นรายการเงินส่งใช้ต้นเงินกู้และดอกเบี้ยปรากฏอยู่ในร่างกฎหมายแล้วในหมวดที่ 7 รายการายจ่ายเพื่อชำระหนี้ภาครัฐ มาตรา 40 ที่กำหนดไว้ 421,000 ล้านบาท การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 ไม่ได้มีการปรับลดหรือตัดทอนรายการนี้
นอกจากนั้น รมช.คลังยังชี้แจงถึงการตั้งงบประมาณมาชดเชยตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยทางการเงินการคลังของรัฐ มีการเสนอตั้งงบประมาณไว้ในมาตรา 29 ของร่างกฎหมายนี้อยู่ที่ 60,000 ล้านบาท ซึ่งรวมอยู่กับงบประมาณรายจ่ายอื่นๆ ของรัฐวิสาหกิจไม่ใช่ส่วนของงบประมาณรายจ่ายสำหรับแผนบริหารจัดการหนี้ภาครัฐตามมาตรา 40 ในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย 2569 และการพิจารณาก็ไม่ได้มีการตัดลดงบประมาณส่วนนี้ด้วยในปีนี้
จุลพันธ์กล่าวถึงประเด็นพื้นที่ทางการคลังสำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีความผันผวน ที่ผ่านมาในสถานการณ์ช่วงโควิด-19 ภาครัฐจำเป็นต้องใช้งบประมาณขาดดุลและก่อหน้ีเพิ่มเติมเพื่อรองรับภาระการใช้จ่ายและการลทุนพัฒนาประเทศ แต่การกู้เงินเพื่อลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตในระยะยะยาวทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นในการชำระหนี้อย่างมีศักยภาพ ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ลดลงภาครัฐมีแนวทางส่งเสริมความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจด้านการคลังเช่นการปรับปรุงระบบภาษีให้ทันสมัยมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม การส่งเสริมการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน การบริหารทรัพย์สินของรัฐให้เกิดรายได้ ลดรายจ่ายผ่านการจัดลำดับความสำคัญให้มีประสิทธิภาพการใช้จ่าย รวมถึงการบริหารนี้สาธารณะ
รมช.คลังกล่าวว่าในการจัดทำงบประมาณปี 2569 ได้ลดรายจ่ายประจำถึง 25,794 ล้านบาทลดลงถึงร้อยละ 1 ถือว่าเป็นความสำเร็จของการจัดทำงบประมาณปี 2569 ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องตั้งงบประมาณแบบขาดดุลเพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ซึ่งยืนยันว่าได้รักษาวินัยทางการคลังให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.วินัยทางการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัดแล้ว และได้วางแผนลดการขาดดุลในช่วงปี 2569-2572 โดยจะมีวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลดังนี้
- ปี 2569 ขาดดุล 860,000 ล้านบาท คิดเป็น 4.3% ต่อ GDP
- ปี 2570 ขาดดุล 758,600 ล้านบาท คิดเป็น 3.6% ต่อ GDP
- ปี 2571 ขาดดุล 721,900 ล้านบาท คิดเป็น 3.3% ต่อ GDP
- ปี 2572 ขาดดุล 703,300 ล้านบาท คิดเป็น 3.1% ต่อ GDP
จุลพันธ์กล่าวว่ารัฐบาลตั้งใจลดการขาดดุลอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะตั้งงบประมาณสมดุลในระยะยาว หากเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่องก็จะเสริมสถานะทางการคลังทั้งด้านรายได้ รายจ่ายและการบริหารหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพซึ่งสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายงบประมาณสมดุลในอนาคต
มติสภาให้คงงบรวม 3.78 ล้านล้านบาท
ไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เปิดให้ลงมติว่าเห็นด้วยในการให้คงเนื้อหามาตรา 4 ไว้ตามร่างเดิมตามความเห็นของ กมธ.เสียงข้างมาก หรือหรือไม่เห็นด้วยและให้ปรับแก้ตาม กมธ.เสียงข้างน้อย
ผลการลงมติ มีผู้แสดงตัวร่วมลงมติ 468 คน เห็นด้วย 256 คน ไม่เห็นด้วย 138 คน งดออกเสียง 73 คน ไม่ลงคะแนน 1 คน
