พล.ต. วินธัย ยืนยันกองทัพยังมีงบเพียงพอ การที่กองทัพภาคที่ 2 ประกาศขอรับบริจากลวดหนามหีบเพลงจำนวนมากเป็นสถานการณ์เร่งด่วน เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและสกัดกั้นการลักลอบเข้าออกของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน 4 จังหวัด อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ และบุรีรัมย์ หากทำเรื่องในระบบตามระเบียบราชการจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือน
13 ส.ค. 2568 วานนี้ (12 ส.ค. 2568) เฟซบุ๊ก “กองทัพภาคที่ 2” ประกาศขอรับการสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงจำนวนมาก ระบุเพื่อใช้ในการป้องกันอธิปไตยของไทย
เดอะสแตนดาร์ด พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ชี้แจงว่าการขอรับบริจาคดังกล่าวเป็นไปเพื่อความจำเป็นเร่งด่วนในด้านความปลอดภัยของกำลังพลและสกัดกั้นการลักลอบเข้าออกของฝ่ายตรงข้ามในพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี, ศรีสะเกษ, สุรินทร์ และบุรีรัมย์ พล.ต. วินธัย ยืนยันว่า งบประมาณในการจัดซื้อมีอย่างเพียงพอ แต่ปัญหาคือกระบวนการจัดซื้อตามระเบียบราชการจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือน ซึ่งนานเกินไปสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่ และลวดหนามหีบเพลงที่ใช้ในทางยุทธวิธีของทหารยังเป็นแบบพิเศษที่ต้องสั่งผลิต ทำให้ใช้เวลาจัดหานานยิ่งขึ้น
การขอรับบริจาคจากประชาชนเป็นวิธีที่รวดเร็วกว่าในการจัดหาเครื่องกีดขวางมาใช้งานในระหว่างที่การจัดซื้อตามระบบกำลังดำเนินการไปพร้อมกัน และยืนยันว่ากองทัพจะขอรับบริจาคเฉพาะอุปกรณ์ทางยุทธวิธีที่จำเป็นและไม่สามารถจัดหาได้ทันเวลาเท่านั้น ส่วนสิ่งของจำเป็นพื้นฐานอื่นๆ กองทัพมีอย่างเพียงพออยู่แล้ว

นิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา ระบุ เจ้าหน้าที่ทหารของไทยยังคงปฏิบัติหน้าที่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ว่าจะมีทหารบาดเจ็บขาขาดจากการเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลขณะทำการลาดตระเวนในพื้นที่เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2568 ที่ผ่านมา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกล่าวแสดงความผิดหวังต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งที่ไทย-กัมพูชา ได้มีการเจรจาหยุดยิงและยุติการใช้อาวุธทุกรูปแบบหลังประชุม GBC ที่กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2568 กระทรวงการต่างประเทศขอแสดงความเสียใจต่อทหารไทยที่ได้รับบาดเจ็บทุกนาย ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการประณามการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลโดยฝั่งกัมพูชา ทั้งนี้ฝ่ายไทยขอเรียกร้องให้กัมพูชาหยุดละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ทำขึ้นต่อกัน และหยุดละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) โดยขอให้กัมพูชาแสดงความจริงใจที่จะฟื้นฟูสันติภาพบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
