สังคมและครอบครัว "พลทหารเพชรัตน์" ตั้งข้อสงสัยพบช้อนปริศนาในเตาเผาศพผู้ตายบริเวณกระดูกส่วนหัว สัปเหร่อยืนยันตรวจสอบร่างกายพลทหารเพชรัตน์ก่อนปิดเผา ไม่มีใครใส่ช้อนไปด้วย และก่อนเผาศพสัปเหร่อเคลียร์ร่างกายใช้ไม้เคาะพบเหมือนมีอะไรอุดอยู่ด้านในแข็งๆ ในปาก แต่สัปเหร่อไม่ได้ล้างค้างอ้าปากดู หลังเผาศพทางครอบครัวได้มีการสอบถามไปยังเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12 แล้ว แต่ไม่ได้รับคำตอบใดๆ พลตรีวินธัยโฆษกกองทัพบก ระบุ แพทย์ได้ทำการชันสูตรศพพลทหารเพชรัตน์แล้วไม่มีสิ่งแปลกปลอมใดๆ ยืนยันเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว ย้ำในการฝึกบางครั้งจะมีการพกช้อนประจำตัวไว้รับประทานอาหารเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของหลายหน่วยรวมทั้งหน่วยนี้ ยืนยันว่าเป็นคนละประเด็นกัน ล่าสุด มณฑลทหารบกที่ 12 แถลงพร้อมเปิดภาพจากกล้องวงจรปิดให้ครอบครัวตรวจสอบ หลังครอบครัวขอดูภาพวันเกิดเหตุและก่อนหน้าที่พลทหารเพชรัตน์จะเสียชีวิต
24 ก.พ. 2569 จากกรณีที่นิชนันท์ วังคะฮาต อดีตผู้สมัคร สส.ชลบุรี เขต 10 พรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพลทหารเพชรัตน์ กำลังยิ่ง โดยระบุว่า พลทหารเพชรัตน์ อายุ 22 ปี สังกัด กรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี ได้เสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 พลทหารเพชรัตน์ถูกทำโทษจากการลากลับบ้านเกินกำหนด ถูกลงโทษสั่งขังที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12 เป็นระยะ 15วัน ต่อมาได้เสียชีวิตในวันที่ 10 ในเรือนจำ สาเหตุจากอาการล้มลง ชักเกร็ง แล้วหมดสติ เพื่อนผู้ต้องขังปฐมพยาบาล แล้วนำส่งโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ โดยแพทย์แจ้งว่าคนไข้ไม่มีชีพจรแล้ว


ต่อมาอัยการได้ส่งผ่าศพชันสูตรที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร แพทย์แจ้งว่า กล้ามเนื้อหัวใจโตผิดปกติแบบคลั้งเลือด
ทางครอบครัวมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการตายของพลทหารเพชรัตน์หลายประการ ดังนี้
1. มุมกล้องตรงจุดเกิดเหตุมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นแต่คนวิ่งเข้าช่วยเหลือ
2. ผู้ต้องขังที่ถูกเรียกสอบ 2 ใน 9 ให้การไม่สอดคล้องกัน และวิธีทำ CPR ไม่ถูกต้อง
3. หลังจากเหตุการณ์นิ่งลงมีการเคาะระฆังส่งสัญญาณให้ผู้คุมเข้ามาเพื่อนำตัวส่งโรงพยาบาล
4. ถึงโรงพยาบาลหมอบอกเสียชีวิตแล้ว อัยการถามเสียชีวิตตอนไหนที่ไหน ไม่มีใครตอบได้
5. ให้ญาติออกไปคุยอีกห้องแล้วก็กลับมาที่ห้องเดิม มีการทำอะไรกับศพหรือไม่
6. ก่อนเผาศพ สัปเหร่อเคลียร์ร่างกาย ใช้ไม้เคาะ เหมือนมีอะไรอุดอยู่ด้านในแข็งๆ ในปาก แต่สัปเหร่อไม่ได้ล้างค้างอ้าปากดู สัปเหร่อได้แต่สงสัย
7. หลังเผาศพ ตรงกระดูกเจอช้อนสั้น ปนอยู่กับกระดูกกำลังหาทางส่งตรวจ DNA ที่ช้อน ญาติไม่อยากให้ผ่านร้อยเวร ญาติกังวลไม่มั่นใจผลการตรวจ ใครพอจะแนะนำสถานที่ไหนช่วยแจ้งมาด้วย
8. ใบเอกซเรย์ไม่มีให้ดูว่ามีอะไรในร่างกายหรือไม่ บอกแค่ผลชันสูตร
9. การพูดคุยในไลน์กลุ่มทหารบอกว่ามีการซ้อมหมู่ จึงทำให้เสียชีวิต
10. ญาติรอใบประวัติการรักษาจากโรงพยาบาล
11. ขอให้กองทัพบกชี้แจงข้อกังขา และทำความจริงให้ปรากฏ
12. ขอให้สื่อช่วยเกาะติดตามเคสนี้ช่วยครอบครัว พลทหารเพชรัตน์ กำลังยิ่ง ด้วย
สรุปเหตุการณ์วันเกิดเหตุ
นิชนันท์ อดีตผู้สมัคร สส.ชลบุรี เขต 10 พรรคประชาชน มีการรายงานเล่าเหตุการณ์วันเกิดเหตุไว้ ดังนี้
วานนี้ (23 ก.พ. 2569) สำนักข่าว The Reporters ลงพื้นที่สอบถามข้อมูลจากทางญาติของพลทหารเพชรัตน์ ก้องภพอาของพลทหารเพรชรัตน์ ให้ข้อมูลว่า ทางครอบครัวสงสัยการตายของหลานชายตั้งแต่วันเกิดเหตุ แต่ในขณะนั้นครอบครัวไม่รู้ข้อมูลว่าจะมีเหตุผิดปกติจึงได้ทำพิธีศพและฌาปนกิจศพ ในวันที่ 15 พ.ย. 2568 ปรากฏว่าพบช้อนปริศนาในเตาเผาศพ ขณะที่สิทธิพร หิรัญพูล สัปเหร่อ วัดสามัคคีสโมสร ระบุว่า หลังจากเปิดเตาเผาพบช้อนอยู่ในกองกระดูกบริเวณส่วนหัวของพลทหารเพรชรัตน์ ตนเองได้เห็นช้อนอันนี้พร้อมกับญาติของผู้ตายตอนเปิดเตา และเป็นไปไม่ได้ว่าจะมีช้อนอยู่ในเตาเผา เพราะก่อนเผาได้ตรวจสอบทรัพย์สินตามร่างกายของพลทหารเพรชรัตน์ ไม่มีใครเอาช้อนไปใส่ไว้อย่างแน่นอน
หลังจากที่พบช้อนในเตาเผาศพพลทหารเพรชรัตน์ครอบครัวได้สอบถามไปที่เรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12 แต่ไม่มีคำตอบใดกลับมา ทางกองทัพแจ้งว่าอยู่ระหว่างผู้บังคับบัญชาพิจารณา และอ้างมีสถานการณ์ชายแดน ทำให้ครอบครัวยังไม่เคยได้คำตอบใดๆ จนขณะนี้เวลาผ่านมากว่า 3 เดือน

พลทหารเพชรัตน์ กำลังยิ่ง

ช้อนที่พบในเตาเผาศพพลทหารเพชรัตน์
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
กองทัพบกแถลงข้อข้องใจการเสียชีวิต “พลทหารเพชรัตน์”
หลังจากนั้น เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 2569 พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพลทหารเพชรัตน์ว่า พลทหารเพชรรัตน์ กำลังยิ่ง สังกัด กรมปืนใหญ่ที่ 2 รักษาพระองค์ ค่ายพรหมโยธี จ.ปราจีนบุรี มีอาการหมดสติ ในระหว่างถูกจำขังในเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12 โดยมีกลุ่มเพื่อนพลทหารที่ถูกจำขังด้วยกันจำนวนหลายนาย เป็นผู้พบเหตุ ทางหน่วยจึงได้รีบมีการส่งตัวเข้ารักษาที่โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ทันที และเสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลาต่อมา โดยแพทย์ระบุเป็นการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว ยืนยันไม่มีร่องรอยการถูกสัมผัสเพื่อทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด
จากการตรวจสอบพบว่าระหว่างถูกขัง 10 วัน พลทหารเพชรัตน์ไม่มีการทะเลาะวิวาทหรือมีเพื่อนพลทหาร ที่อยู่ด้วยกันได้ทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด
โดยทางหน่วยต้นสังกัด และกองทัพภาคที่ 1 ได้ให้รายละเอียดว่า พลทหารเพชรรัตน์ถูกจำขังตามความผิดทางวินัยฐานขาดราชการ โดยในวันเกิดเหตุเมื่อ 10 พ.ย. 2568 เวลาประมาณ 18.07 น. เพื่อนที่อยู่ด้วยกันยืนยันว่าผู้เสียชีวิตยังดูมีอาการปกติ แต่พอเวลา 18.18 น. อยู่ดีๆ ได้หมดสติล้มลง เพื่อนพลทหารจึงได้เข้าช่วยเหลือ ทางหน่วยได้นำส่งห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ ซึ่งแพทย์ได้ดำเนินการตามขั้นตอนการรักษา แต่ไม่เป็นผล แพทย์ระบุ พลทหารเพชรรัตน์เสียชีวิตในเวลา 19.28 น. จากผลการตรวจชันสูตรพลิกศพ พบว่าไม่มีร่องรอยการทำร้ายร่างกาย ไม่มีสมองช้ำ หรือเลือดออกในสมอง
ในช่วงนั้นทางกองทัพได้ประสานชี้แจงทางครอบครัวและญาติให้ได้รับทราบตามข้อเท็จจริง ซึ่งไม่ติดใจ และมีความเข้าใจต่อเหตุที่เกิดขึ้น ทางหน่วยฯ จึงดูแลอำนวยความสะดวกในการจัดพิธีศพ พร้อมติดตามเรื่องสิทธิสวัสดิการต่างๆ ตามแบบธรรมเนียมอย่างเหมาะสม
พลตรีวินธัยกล่าวต่อว่า แต่จากการที่มีบางบุคคลได้นำกรณีนี้มานำเสนอซ้ำกับสังคม จึงทำให้ประชาชนตั้งข้อสงสัยต่อสาเหตุการเสียชีวิตในมุมต่างๆ ซึ่งอาจไม่ตรงกับพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ พยานบุคคลที่ในกรณีนี้มีอยู่จำนวนมาก และข้อเท็จจริงทางกฎหมายตามระบบราชการ หากญาติหรือครอบครัวหรือบุคคลใดเปลี่ยนใจกลับมาเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ และมีความกังวลสงสัยในช่วงนี้ ทางหน่วยต้นสังกัดยินดี และพร้อมให้รายละเอียด สามารถประสานทางหน่วยงานต้นสังกัด หรือหน่วยทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกลุ่มเพื่อนพลทหารจำนวนมากที่อยู่ด้วยกันตลอดเวลาในช่วงก่อนเหตุ และระหว่างเกิดเหตุ เพื่อจะให้ข้อมูลข้อเท็จจริง หรือทำความเข้าใจเพิ่มเติมให้ได้ตลอดเวลา
ต่อมาวันที่ 23 ก.พ. 2569 พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมเกี่ยวกับการพบช้อนในเตาเผาศพพลทหารเพชรรัตน์ยืนยันว่า แพทย์ได้ทำการชันสูตรซึ่งมีการตรวจเอกซเรย์ และผลการตรวจทางวิทยาศาสตร์อื่นๆ ยืนยันได้ว่าไม่มีสิ่งแปลกปลอม และเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว รวมทั้งการตรวจสภาพร่างกายก็ไม่พบร่องรอยความบอบช้ำจากการถูกทำร้าย ยืนยันว่าไม่มีการปฐมพยาบาลในกรณีที่ พลทหารเพชรรัตน์ มีอาการลมชักก่อนเสียชีวิต พร้อมระบุว่าอาการหัวใจล้มเหลวมักจะเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่หน่วยได้นำส่งโรงพยาบาลในทันที ส่วนที่สังคมตั้งข้อสงสัยว่าทำไมทหารต้องพกช้อนติดตัวนั้น พลตรีวินธัยกล่าวว่า เนื่องจากในบางครั้งสถานการณ์ช่วงการฝึกจะมีการรับประทานอาหารในพื้นที่นอกหน่วย จึงต้องมีการพกช้อนประจำตัวไว้รับประทานอาหาร เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของหลายหน่วยรวมทั้งหน่วยนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ยืนยันว่าเป็นคนละประเด็นกัน สิ่งสำคัญคือสาเหตุการเสียชีวิตที่ต้องพิสูจน์และยืนยันว่าเป็นไปโดยธรรมชาติหรือไม่ เนื่องจากเมื่อมีกำลังพลเสียชีวิตก็เป็นความสูญเสียของกองทัพบกด้วยเช่นเดียวกัน
ด้าน แม่ทัพภาคที่ 1 สั่งตั้งกรรมการสอบคดีพลทหารเพชรรัตน์เสียชีวิต พร้อมปมพบช้อนหลังฌาปนกิจ โดยแม่ทัพภาคที่ 1 ได้สั่งการให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนจากส่วนกลาง เพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมครอบคลุมทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทั้งหน่วยต้นสังกัดและญาติผู้เสียชีวิต นอกจากนี้กองทัพภาคที่ 1 ได้ดำเนินการปรับย้าย ผู้บัญชาการเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 12 (ผบ.รจ.มทบ.12) ไปช่วยราชการ บก.มทบ.12 เป็นการชั่วคราวในระหว่างการสอบสวนเพิ่มเติม

มณฑลทหารบกที่ 12 ตั้งโต๊ะชี้แจงกรณีพลทหารเพชรัตน์เสียชีวิต
วันที่ 24 ก.พ. 2569 มณฑลทหารบกที่ 12 ตั้งโต๊ะชี้แจงกรณีพลทหารเพรชรัตน์เสียชีวิต โดยมีการเชิญญาติและนิชนันท์ อดีตผู้สมัคร สส.ชลบุรี เขต 10 พรรคประชาชน มาร่วมรับฟัง ตัวแทนมณฑลทหารบกที่ 12 ระบุว่า เนื่องจากข้อมูลในการชี้แจงบางเรื่องมีข้อมูลในชั้นความลับเกี่ยวตัวพลทหารเพรชรัตน์เอง ข้อมูลบางส่วนอาจจะไม่สามารถเปิดเผยต่อบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติได้ ขอให้สื่อมวลชนออกจากห้องไปก่อน และรอฟังจากทางญาติ นิชนันท์ อดีตผู้สมัคร สส.ชลบุรี เขต 10 พรรคประชาชน จึงได้ยกมือขอให้สื่อมวลชนอยู่รับฟังด้วย เนื่องจากไม่มีข้อมูลอะไรที่น่าจะปกปิด ตัวแทนมณฑลทหารบกที่ 12 ได้ตอบกลับว่าขอให้เป็นการเปิดเผยจากทางญาติ ไม่ใช่การเปิดเผยจากเวทีชี้แจงครั้งนี้ ทางกองทัพยินดีเปิดเผยข้อมูลกับทางญาติแต่ไม่สามารถเปิดเผยให้สื่อมวลชนรับทราบด้วยได้ เนื่องจากอาจขัดกับระเบียบของทางราชการ
นิชนันท์ อดีตผู้สมัคร สส.ชลบุรี เขต 10 พรรคประชาชน ได้สอบถามว่าก่อนที่สื่อมวลชนจะออกจากห้องพักไป ทางครอบครัวอยากสอบถามว่าจะขอดูกล้องวงจรปิดวันนี้เลยได้หรือไม่ ตัวแทนมณฑลทหารบกที่ 12 ระบุว่า เรื่องกล้องวงจรปิดต้องผสานฝ่ายเทคนิคของมณฑลทหารบกที่ 12ไปเปิดให้ เจ้าหน้าที่รับปากจะพาครอบครัวไปดูกล้องวงจรปิดต่อไป
