Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
  • หลังจากที่รัฐบาลทรัมป์ของสหรัฐฯ ตัดงบประมาณช่วยเหลือต่างประเทศโดยส่วนใหญ่ รวมถึงงบประมาณสนับสนุนสื่อสาธารณะในพื้นที่ที่ขาดเสรีภาพสื่อ ส่งผลกระทบให้กัมพูชาสูญเสียสื่ออิสระที่คอยเป็นปากเสียงให้คนตัวเล็กๆ รายงานปัญหาของประเทศ และขาดความคิดเห็นโต้ตอบรัฐบาลฮุนเซน-ฮุนมาเนต คนทำงานสื่อสูญเสียงานเดิม จำเป็นต้องไปทำงานอื่นเพื่อยังชีพ รวมถึงส่งผลกระทบเรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้มีแต่มุมมองโฆษณาชวนเชื่อรัฐบาลด้วย

เดิมทีแล้ว หน่วยงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศสหรัฐ หรือยูเอสเอด (USAID) เคยเป็นหน่วยงานจากสภาคองเกรสของสหรัฐฯ ที่อนุมัติเงินทุนเกือบ 272 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อส่งเสริม "สื่ออิสระและการไหลเวียนอย่างเสรีของข้อมูลข่าวสาร" ซึ่งหมายถึงการให้เงินทุนแก่การทำสื่อและการพัฒนาด้านข้อมูลข่าวสารในที่ต่างๆ ของโลกที่ยังขาดแคลนสื่ออิสระนอกเหนือจากสื่อฝ่ายรัฐบาล

แต่ทว่า หลังจากที่ในปีนี้รัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ปรับโครงสร้างองค์กรยูเอสเอดและยุบรวมกับกระทรวงการต่างประเทศ ก็เป็นเหตุให้เกิดการตัดงบประมาณตรงส่วนนี้ รวมถึงมีการสั่งปิดสื่อสาธารณะอย่าง วอยซ์ออฟอเมริกา (VOA) และ เรดิโอฟรีเอเชีย (RFA) ที่เป็นแหล่งข่าวสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่คอยถ่วงดุลเรื่องเล่ากระแสหลักจากผู้มีอำนาจ

การตัดงบประมาณยูเอสเอด ส่งผลเลวร้ายต่อสื่ออิสระในพื้นที่มากกว่า 50 ประเทศ เช่น อัฟกานิสถาน, พม่า และกัมพูชา ทำให้สื่ออิสระที่ควรจะเป็นกระบอกเสียงทางเลือกนอกเหนือจากฝ่ายรัฐบาลอำนาจนิยม ไม่มีงบประมาณเพื่อปฏิบัติงานต่อ เสี่ยงต่อความอยู่รอด นักข่าวตกงาน การแพร่กระจายข้อมูลบิดเบือนเพิ่มมากขึ้นเพราะขาดสื่ออิสระคอยตรวจสอบถ่วงดุล

ในประเทศกัมพูชานั้น มีความพยายามดิ้นรนที่จะทำให้สื่อต่างๆ ที่อยู่นอกเหนืออิทธิพลของภาครัฐยังคงสามารถอยู่ได้ สื่อเหล่านี้มีความสำคัญในการรายงานข่าวที่ภาครัฐไม่พูดถึง เช่น เรื่องความถดถอยของประชาธิปไตย, สิทธิชนพื้นเมือง, ปัญหาอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ออนไลน์, อาชญากรรมต่อสิ่งแวดล้อม, การรายงานข่าวเชิงวิพากษ์วิจารณ์ รวมถึงการรายงานข่าวหัวข้ออ่อนไหวอื่นๆ

โฆษณา - Advertising

การถูกตัดงบประมาณความช่วยเหลือทำให้ข่าวทางเลือกทั้งหลายเหล่านี้ลดลงอย่างชัดเจน ทำให้นักข่าวและห้องข่าวอิสระที่เหลืออยู่ไม่กี่แห่งต้องแสวงหาแหล่งทุนรายใหม่ ผู้บริจาครายใหม่ หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนไปเป็นสื่อเชิงพาณิชย์เพื่อหางบประมาณทดแทน ในขณะที่นักข่าวอาวุโสที่ทำข่าวในประเด็นเหล่านี้ก็ห้องหันไปทำอาชีพอื่นเพื่อยังชีพ กลุ่มคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมก็ขาดสื่อที่จะช่วยส่งเสียงให้พวกเขา

ลาน ลา ชาวกูยที่อาศัยอยู่ในจังหวัดมณฑลคีรี (Mondulkiri) ที่มักจะรับฟังสื่อ RFA ภาคภาษาเขมรเป็นประจำบอกว่า เมื่อสื่อแห่งนี้ปิดตัวลงพวกเขาก็รู้สึกไร้ที่พึ่งและไม่รู้ว่าจะทำให้ปัญหาของพวกเขาเป็นที่รับรู้ได่อย่างไร เขามองว่า "สื่ออิสระมีความสำคัญมากและจำเป็นต่อการแพร่กระจายข้อมูลข่าวสารให้กับชุมชนท้องถิ่น"

สื่อ RFA ภาคภาษาเขมรเคยถูกรัฐบาลสั่งระงับออกอากาศปี 2560 ช่วงที่มีการปราบปรามสื่ออิสระ มีนักข่าวหลายคนต้องหนีออกจากประเทศ หลายคนถูกคุมขัง แต่ก็มีการรายงานข่าวอยู่จนกระทั่งต้องปิดตัวลงในปีนี้ ทำให้สื่ออิสระที่มีอยู่น้อยอยู่แล้วในกัมพูชาลดลงไปอีก และสื่อที่รายงานข่าวคนตัวเล็กตัวน้อยในกัมพูชาก็มักจะต้องอาศัยเงินทุนจากสหรัฐฯ รวมถึง สมาคมพันธมิตรนักข่าวกัมพูชา CamboJA ด้วย ในทางตรงกันข้าม อดีตนายกรัฐมนตรี ฮุนเซน ผู้ครองอำนาจมาอย่างยาวนานก่อนส่งต่อให้ลูกชายเมื่อปี 2566 ได้กล่าวชื่นชมทรัมป์ที่ตัดงบประมาณสื่อ RFA อ้างว่าเป็นการกำจัด "ข่าวปลอม"

แต่ ลา ผู้เป็นชาวกูยที่อาศัยอยู่ในจังหวัดมณฑลคีรี ไม่คิดเช่นนั้น ลาบอกว่าสื่ออิสระเหล่านี้มีความสำคัญต่อการสร้างความตระหนักรู้เรื่องปัญหาที่คนในชนบทและกลุ่มชนพื้นเมืองต้องเผชิญ โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินและอาชญากรรมต่อป่า ซึ่งเป็นปัญหาในกัมพูชามายาวนาน

เซีย ดาวี นักกิจกรรมด้านสิทธิที่ดินทำกิน จากบึงตาม็อก (Boeung Tamok) ก็มองแบบเดียวกันว่า การขาดสื่ออิสระได้ส่งผลต่อความเป็นธรรมในสังคม ทำให้พวกเขารู้สึกสูญเสียแหล่งในการเรียกร้อง เสมือนถูกปิดหูปิดตาไม่ให้ได้ยินหรือรับรู้อะไร เสี่ยงต่อการทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคมเพิ่มมากขึ้น

กระทบเรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

การขาดสื่ออิสระและสื่อจากต่างชาติในกัมพูชา ยังส่งผลต่อเรื่องปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาด้วยเพราะทำให้ขาดสื่อที่เป็นกลางในการรายงานข่าวข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น นอกเหนือจากสื่อที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลฮุนมาเนต มีชาวกัมพูชาจำนวนมากที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่สื่อว่ารายงานข่าวความขัดแย้งแบบมีอคติลำเอียงหรือรายงานไม่หมดทุกด้าน สาเหตุหนึ่งของปัญหานี้คือการที่กัมพูชาขาดผู้สังเกตการณ์ เพราะสื่ออิสระหดหาย

มีนักข่าวหลายคนที่จะต้องทิ้งอาชีพเดิมของตัวเองไปทำอาชีพอื่นๆ เพราะสื่อของตัวเองไม่มีรายได้จนต้องปิดตัวไป เช่น เมียะส์ ดา อดีตนักข่าว VOA ที่ต้องผันตัวไปเป็นพนักงานขายเครื่องสำอางเพื่อเลี้ยงชีพ เธอบอกว่าเธอรู้สึกสูญเสียบางส่วนในตัวเองไป เพราะสำหรับเธองานข่าวไม่ใช่แค่งานเลี้ยงชีพแต่คือการเป็นกระบอกเสียงให้กับกลุ่มคนที่เสียงของเขาไม่เคยถูกรับฟัง

นักข่าวอิสระในกัมพูชาและในภูมิภาคอาเซียนมักจะต้องอาศัยการสนับสนุนจากสหรัฐฯ และองค์กรพัฒนาสื่อระดับโลกเป็นหลักในการที่จะทำงานสื่อที่รายงานยาวๆ อย่างละเอียดได้ เช่น ประเด็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น กรณีของเม็ง ครอย ปันล็อก (Meng Kroy Punlok) นักข่าวจากพนมเปญที่เขียนเรื่องสิทธิที่ดินทำกิน  ปัญหาสิ่งแวดล้อม และประเด็นการเมืองโดยอาศัยเงินทุนที่ให้แก่ผู้สื่อข่าวอิสระ เขาบอกว่าการถูกตัดเงินทุนทำให้เขาขาดรายได้ แต่เขาก็ไม่อยากเลิกทำข่าว เพราะรู้สึกว่าทิ้งงานนี้ไม่ได้

ในความเป็นจริง สื่ออิสระในกัมพูชาก็มักจะถูกปราบปรามหรือปิดกั้นจากอำนาจของรัฐบาลอยู่แล้ว โดยที่รัฐบาลกัมพูชามักจะกล่าวหาสื่อที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากตะวันตกว่ารับใช้ผลประโยชน์ต่างชาติหรือเข้าข้างฝ่ายค้าน มีสื่อหลายแห่งถูกรัฐบาลสั่งปิดหรือสั่งห้าม แต่เรื่องการตัดงบประมาณก็ยิ่งทำให้สิ่ออิสระอยู่รอดได้ยากขึ้น

เคยมีการสำรวจโดยศูนย์เพื่อสื่ออิสระกัมพูชาระบุว่า มีนักข่าวมากกว่าร้อยละ 70 ที่บอกว่าพวกเขามีความกังวลเรื่องการเงิน มีร้อยละ 91 ระบุว่าพวกเขารู้สึกไม่ปลอดภัยเนื่องจากงานที่พวกเขาทำ

เรียบเรียงจาก

Months After US Aid Cuts, Cambodia’s Free Press Still Scrambles to Survive, Camboja News, 18-08-2025
https://cambojanews.com/months-after-us-aid-cuts-cambodias-free-press-still-scrambles-to-survive/

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising