Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ในฮ่องกง การสมรสระหว่างคนรักเพศเดียวกันยังไม่ได้รับการรับรองทางกฎหมาย แต่ในช่วงที่ผ่านมากำลังมีความพยายามเสนอร่างกฎหมายชีวิตคู่ ซึ่งจะเป็นกฎหมายที่ทำให้คู่รักหลากหลายเพศมีสิทธิแบบเดียวกับคู่รักชาย-หญิง แม้ว่าจะยังไม่ได้รับรองสิทธิระดับเดียวกับคู่สมรสก็ตาม แต่ทว่ากฎหมายคู่ชีวิตยังคงถูกต่อต้าน ทั้งจากกลุ่มนักการเมืองในสภาฯ และกลุ่มอนุรักษนิยม ที่อ้างเรื่องการทำลายสถาบันการสมรสแบบดั้งเดิม 'ชาย-หญิง' และถึงขั้นอ้างเรื่องความมั่นคง

 

ตอนนี้ฮ่องกงกำลังมีการพิจารณาร่างกฎหมายคู่ชีวิตสำหรับคู่รักหลากหลายทางเพศ ซึ่งจะอนุญาตให้คู่รักหลากหลายทางเพศจดทะเบียนคู่ชีวิตได้แทนการจดทะเบียนสมรส โดยจะทำให้คู่รักเหล่านี้มีสิทธิในแบบเดียวกับกับคู่รักชาย-หญิงแค่ในบางด้านเท่านั้น

สภานิติบัญญัติฮ่องกง หรือ LegCo ได้เปิดรับความคิดเห็นต่อร่างกฎหมาย ซึ่งมีการเขียนแสดงความคิดเห็นเข้าไปจำนวนมากกว่า 10,700 ฉบับ ทั้งจากการสนับสนุนจากกลุ่ม LGBTQ+ และกลุ่มต่อต้านที่มักจะใช้วาทะ อ้างว่า พ.ร.บ.คู่ชีวิต จะเป็นภัยต่อสถาบันการแต่งงานแบบชาย-หญิงดั้งเดิม

โฆษณา - Advertising

แม้ว่านักกิจกรรม LGBTQ+ ในฮ่องกงจะวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายนี้ว่าไม่ได้ให้ความคุ้มครองสิทธิบุคคลหลากหลายทางเพศครอบคลุมมากพอ แต่ก็ยังมองว่าอย่างน้อยมันก็เป็นความก้าวหน้าก้าวเล็กๆ ในสังคมฮ่องกงที่ยังคงล้าหลังในเรื่องนี้ ทำให้กลุ่ม LGBTQ+ เรียกร้องให้ LegCo ผ่านร่างกฎหมายนี้ แต่ทว่ามีสมาชิก LegCo จำนวนมากที่คัดค้านกฎหมาย พ.ร.บ.คู่ชีวิต ของฮ่องกง โดยอ้างเรื่องที่ว่ามันจะ 'บ่อนทำลาย' การสมรสแบบดั้งเดิม หรือถึงขั้นอ้างเรื่องความมั่นคง

ขณะที่จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง ซึ่งเป็นคนที่หนุนหลังกฎหมายฉบับนี้ ก็กำลังกังวลว่าการต่อต้านของนักการเมืองใน LegCo จะกลายเป็นการขัดกับคำสั่งของศาลสูงสุดของฮ่องกง ซึ่งมีคำสั่งให้รัฐบาลต้องออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรับรองสถานะความสัมพันธ์ระหว่างคนรักเพศเดียวกันภายในวันที่ 27 ต.ค.ที่จะถึงนี้ ซึ่งหมายความว่าเดดไลน์กำลังใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว

จุดเริ่มต้นของข้อเสนอ 'กฎหมายคู่ชีวิต' ในฮ่องกง

เรื่องนี้เริ่มต้นมาจากกรณีที่นักกิจกรรมสนับสนุนประชาธิปไตยรายหนึ่งชื่อจิมมี ชาม (Jimmy Sham) หรือ Sham Tsz Kit ได้เคยแต่งงานกับคู่รักเพศเดียวกันของเขาที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เมื่อปี 2556 แล้วเมื่อเขากลับมาที่ฮ่องกง ก็กลับไม่ได้รับการรับรองสถานะความสัมพันธ์ของเขากับคู่รัก ทำให้เกิดการร้องเรียนเรื่องนี้ต่อศาลจนกลายเป็นคดีชื่อ "Sham Tsz Kit v Secretary of Justice"

คำตัดสินของศาลสูงสุดฮ่องกง ได้กลายเป็นการวางแนวทางกฎหมายเพื่อรับรองสถานะคู่ชีวิตให้คู่รักที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยที่ศาลสูงสุดของฮ่องกงได้ตัดสินว่าภายในเวลา 2 ปีนับจากที่มีคำพิพากษานี้ รัฐบาลฮ่องกงจะต้องออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการรองรับสถานะคู่รักเพศเดียวกัน ซึ่งจะครบกำหนดเส้นตายภายในวันที่ 27 ต.ค.นี้

จอห์น ลี เคยพยายามโน้มน้าวสมาชิกสภา LegCo ของฮ่องกง ที่ต่อต้านร่างกฎหมายนี้ให้หันมาสนับสนุน โดยบอกว่าถ้าพวกเขาขัดต่อคำตัดสินของศาลสูงสุด "ก็จะส่งผลกระทบร้ายแรงตามมาได้"

ในฮ่องกงตอนนี้ไม่มีทั้งการรับรองการแต่งงานระหว่างคนรักเพศเดียวกัน และไม่มีการจดทะเบียนคู่ชีวิตระหว่างคนรักเพศเดียวกัน

สิ่งที่พอจะมีอยู่บ้าง คือการที่คู่รักเพศเดียวกันมีสิทธิทางกฎหมายบางส่วน แต่ก็น้อยมาก ซึ่งเป็นสิทธิที่มาจากคำตัดสินต่างๆ ของศาล เช่น สิทธิในการขอวีซาให้กับคู่รักเพศเดียวกันที่มาจากต่างชาติ สิทธิที่ข้าราชการจะสามารถให้คู่รักเพศเดียวกันของตัวเองรับสวัสดิการได้ด้วยแบบเดียวกับคู่รักชาย-หญิง และสิทธิในการเป็นผู้ปกครองบุตรหรือเป็นผู้ดูแลบุตรร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ก็มีสิทธิอีกหลายด้านที่ยังห่างไกลจากคู่รักชาย-หญิง

การจดทะเบียนคู่ชีวิตที่รัฐบาลฮ่องกงเสนอมีอะไรบ้าง

รัฐบาลฮ่องกงได้เสนอกลไกให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถจดทะเบียนคู่ชีวิตได้ แต่ก็มีข้อจำกัดที่จะต้องมีการจดทะเบียนคู่ชีวิตจากประเทศอื่นๆ ภายนอกฮ่องกงมาแล้วเท่านั้น และต้องมีคู่รักคนใดคนหนึ่งเป็นชาวฮ่องกง นอกจากนี้ ทางการยังย้ำชัดเจนว่า การจดทะเบียนคู่ชีวิตนี้ไม่ได้เทียบเท่ากับการจดทะเบียนสมรส โดยจะมีการจัดให้สำนักงานกฎหมายรัฐธรรมนูญและกิจการแผ่นดินใหญ่ (CMAB) เป็นผู้ดูแลการจดทะเบียนในเรื่องนี้ แทนการไปจดทะเบียนที่กรมตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเป็นผู้ดูแลการจดทะเบียนสมรสของชาวต่างชาติ

ทางการฮ่องกง เผยว่า แนวทางนี้ "จะไม่เป็นการขัดกับจุดยืนของรัฐบาลในการรักษาไว้ซึ่งระบบการแต่งงานของคู่รักชาย-หญิงในระบบผัวเดียวเมียเดียว"

กฎหมายดังกล่าวนี้จะอนุญาตให้คู่รักเพศเดียวกันที่จดทะเบียนคู่ชีวิตในฮ่องกง สามารถเป็นตัวแทนจัดการในเรื่องการแพทย์ของคู่รักตัวเองได้ รวมถึงเป็นผู้ดูแลจัดการเรื่องต่างๆ หลังการเสียชีวิตของคู่รัก เช่น คนที่เป็นคู่รักเพศเดียวกันไปเยี่ยมคู่ของตนเองที่หมดสติ หรืออยู่ในสภาพที่ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ พวกเขาก็สามารถตัดสินใจแทนคู่ของพวกเขาได้ และถ้าหากคู่ของพวกเขาเสียชีวิต พวกเขาก็จะมีสิทธิในการเป็นผู้ระบุตัวคู่ของตัวเอง รวมถึงเป็นผู้ดำเนินการจัดงานศพให้กับคู่ของตัวเองได้

อย่างไรก็ตาม การจดทะเบียนคู่ชีวิตก็ยังไม่ได้ให้สิทธิแบบเดียวกับการแต่งงาน อย่างเช่นการอุปการะบุตรในฐานะพ่อแม่นอกเหนือจากการเป็นแค่ผู้ปกครอง และไม่ได้ให้สิทธิในการไปเยี่ยมคู่รักตัวเองในเรือนจำด้วย

เรื่องนี้ชาว LGBTQ+ ในฮ่องกงมองอย่างไร

นักกิจกรรม LGBTQ+ ในฮ่องกง มองว่า ร่างกฎหมายคู่ชีวิตของฮ่องกงไม่ได้ก้าวหน้ามากพอในการคุ้มครองสิทธิของคู่รักเพศเดียวกัน มีความยากลำบากที่ต้องมีการจดทะเบียนในต่างประเทศก่อนถึงจะมาจดทะเบียนอีกรอบในฮ่องกงได้ ซึ่งจะสร้างภาระหรืออุปสรรคให้กับบางคน

อย่างไรก็ดี พวกเขาก็มองว่า การมีโครงร่างของกฎหมายคุ้มครองเรื่องนี้ไปก่อน ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย นอกจากนี้ มันยังเป็นโอกาสที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศได้มากขึ้นด้วย เช่น จะทำให้เห็นสถิติของการจดทะเบียนในเรื่องนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงจำนวนประชากรผู้มีความหลากหลายทางเพศที่มีอยู่ในฮ่องกงได้

นอกจากนี้ กลุ่ม LGBTQ+ ต่างๆ ยังได้ทำกิจกรรมเรียกร้องให้มีการสนับสนุนร่างกฎหมายนี้ด้วย เริ่มจากตัวของชาม (Sham) ที่ได้ล่ารายชื่อสนับสนุนกฎหมายนี้ ทำให้ได้รับลายเซ็นแล้วอย่างน้อย 1,016 ราย ทางด้าน กลุ่ม LGBTQ+ ในฮ่องกง 4 กลุ่ม ได้แก่ Hong Kong Marriage Equality, Dear Family, Pink Alliance, และ Covenant of the Rainbow ต่างก็ร่วมเปิดล่ารายชื่อด้วยเช่นกัน

มีการสร้างความตระหนักรู้ด้วยการแสดง โดยนักแสดงเพศสภาพนอนไบนารีชื่อ 'โฮลก เชน' (Holok Chen) ในชื่อการแสดงว่า "Cry Me a Rainbow" เขาสวมผ้าคลุมสีรุ้งแล้วก็แสดงการร้องไห้ที่หน้าอาคาร LegCo ในวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ 2 ของการประชุมหารือร่างกฎหมาย พ.ร.บ.คู่ชีวิต นอกจากนี้ยังมีการทำกิจกรรมแสดงการสนับสนุนร่างกฎหมายนี้และกล่าวประณามกลุ่ม สส. ในสภานิติบัญญัติที่ใช้คำเหยียดในเชิงเกลียดกลัวคนรักเพศเดียวกัน

ไม่กี่วันหลังจากการแสดงของเชน ก็มีกลุ่มนักกิจกรรมไม่ทราบชื่ออีกกลุ่มหนึ่ง ได้แสดงออกประท้วงเชิงสัญลักษณ์โดยการแต่งตัวเป็นสัตว์ประหลาดที่หน้าสำนักงานจดทะเบียนสมรส "คอตตอนทรีไดรฟ์" เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในเชิงเสียดสีกลุ่มนักการเมืองที่ทำให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศดูเป็นผู้ร้าย

มีข้อสังเกตว่าในช่วงที่ฮ่องกงกำลังมีการปราบปรามการประท้วงและการแสดงออกบนท้องถนนนับตั้งแต่ที่มีการออกกฎหมายความมั่นคง การประท้วงและแสดงออกในที่สาธารณะเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่หาได้ยาก

วาทกรรมของฝ่ายต่อต้าน

เป็นที่น่าสังเกตว่า กลุ่มนักการเมือง LegCo ในตอนนี้เต็มไปด้วยกลุ่มที่ไม่ใช่ฝ่ายประชาธิปไตย หลังจากที่เมื่อปี 2564 มีการปรับระบบการเลือกตั้งให้มีการคัดกรองคนที่ถูกมองว่า "รักชาติ" ซึ่งหมายถึงรักชาติจีน เท่านั้นถึงจะเป็น สส.ได้ ทำให้มีการอ้างเรื่องนี้มากีดกันนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยออกไป และพอมีการเสนอร่างกฎหมายจดทะเบียนคู่ชีวิต นักการเมืองในสภาส่วนใหญ่ที่เป็นสาย "รักชาติ" สายอนุรักษ์นิยมเหล่านี้ก็พากันต่อต้าน

นักการเมืองเหล่านี้อ้างว่า การรับรองคู่ชีวืตเพศเดียวกันจะเป็นผลเสียต่อค่านิยมครอบครัวแบบดั้งเดิม และอ้างว่าจะเป็นการเปิดทางไปสู่การออกกฎหมายสมรสเท่าเทียมต่อไป ทั้งที่รัฐบาลปฏิเสธแล้วว่าไม่เป็นความจริง

นักการเมือง 2 คนที่เป็นฝ่ายต่อต้านสิทธิ LGBTQ+ ในฮ่องกงมาโดยตลอด คือ จูเนียส โฮ (Junius Ho) กับพริสซิลลา เหลียง (Priscilla Leung) ต่างก็แสดงการต่อต้านด้วยโวหารที่สุดโต่งกันทั้งคู่ โดยที่โฮ กล่าวว่า แค่การจดทะเบียนคู่ชีวิตก็จะนับเป็นการ "ทำร้ายคนรุ่นอนาคตเป็นหมื่นๆ รุ่น" และถึงขั้นเรียกร้องให้จีนเข้ามาแทรกแซงคำตัดสินของศาลสูงสุดฮ่องกง ส่วน เหลียง เปรียบเทียบการจดทะเบียนคู่ชีวิตว่าเป็นเสมือนการ "เปิดกล่องแพนโดรา" ซึ่งหมายถึงกล่องแห่งความชั่วร้ายในปกรณัมกรีก

พริสซิลลา เหลียง (Priscilla Leung) (ที่มา: แฟ้มภาพ HKFP)

มีการเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชนต่อร่างกฎหมายนี้ด้วย มีบางส่วนที่เขียนระบุในเชิงสนับสนุน เช่น คนรักสองเพศที่ใช้ชื่อว่า ‘Lo’ ได้บอกว่า แนวทางร่างกฎหมายนี้จะช่วยลบการตีตราคนรักเพศเดียวกัน ทำให้สังคมหันมามองว่าคนรักเพศเดียวกันก็เป็นคู่รักที่ไม่ต่างจากคนรักชาย-หญิง อีกตนหนึ่งคือ แมนดี หว่อง เป็นเลสเบียนที่เป็นชาวคริสต์ เธอบอกว่าความสัมพันธ์ทุกรูปแบบควรจะได้รับการเคารพและได้รับการรับรอง

ขณะที่มีบางส่วนเขียนต่อต้านร่างกฎหมายคู่ชีวิต โดยอ้างว่ามันเป็นการฝ่าฝืน "มาตรฐานศีลธรรม" ของจีน และจะทำให้อัตราการเกิดต่ำลงได้ บ้างก็อ้างว่าความสัมพันธ์ของคนรักเพศเดียวกันเป็น "ความคิดแบบตะวันตก" ถึงขั้นอ้างเรื่องเป็นห่วงความมั่นคงของชาติ บ้างก็อ้างว่าจะกลายเป็นการดึงดูดคนรักเพศเดียวกันให้มาฮ่องกงมากขึ้น บ้างก็อ้างว่าจะเป็นการทำให้เด็กได้รับรู้เรื่องคนรักเพศเดียวกันอ้างว่าเป็นการ "ละเมิดสิทธิเด็ก"

อย่างไรก็ตาม เหลียง ฮุย-หลิง (Leung Hui-ling) นักศึกษานิติศาสตร์ ได้เขียนระบุว่า การออกกฎหมายจดทะเบียนคู่ชีวิตในฮ่องกงมีความสำคัญ เพราะจะเป็นการรักษาหลักนิติธรรมเอาไว้ รัฐบาลควรจะต้องทำตามคำสั่งของศาลสูงสุด อีกทั้งกฎหมายนี้ก็จะทำให้ฮ่องกงก้าวหน้าทัดเทียมโลกได้ในเรื่องพัฒนาการทางสังคมอย่างการยอมรับเพศวิถีที่หลากหลาย ซึ่งในฮ่องกงมีการกีดกันไม่ยอมให้สิทธิคุ้มครองทางกฎหมายต่อบุคคลเหล่านี้มาเป็นเวลานานแล้ว

แฮนนา คัง (Hannah Kan) ผู้หญิงข้ามเพศที่เป็นคนรักได้ทุกเพศได้เรียกร้องให้นักการเมืองมองเห็นประโยชน์ของกฎหมายฉบับนี้ แทนที่จะใช้อคติที่มีอยู่เดิมต่อชาว LGBTQ+ เอามาตัดสิน

"มันเป็นเรื่องน่ากลัวในการเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศในฮ่องกง แล้วมันก็น่ากลัวมากเป็นสองเท่าสำหรับผู้ที่เป็นคนข้ามเพศ" คัง กล่าว

คัง ยังพูดถึงเพื่อนของเขาที่เป็นทรานส์เลสเบียน หรือหญิงข้ามเพศรักหญิงว่า เธอต้องหลบซ่อนตัวเอง เพราะฮ่องกงไม่ยอมรับ ไม่รับรองทั้งเพศสภาพคือความเป็นหญิงข้ามเพศของเธอ แล้วก็ไม่รับรองเพศวิถีคือความเป็นเลสเบียนของเธอด้วย การขาดการรับรองเช่นนี้ เป็นการเปิดทางให้เกิดการกีดกันเลือกปฏิบัติต่อเธอได้

คัง กล่าวว่า "การที่ไม่มีการรับรองนั้นนับว่าเป็นการกีดกันเลือกปฏิบัติที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ซึ่งเรื่องนี้ควรจะหมดไปสักทีถ้าหากฮ่องกงยังอยากจะได้ชื่อว่าเป็น 'ไข่มุกแห่งตะวันออก' อยู่"

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising