นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ประเมิน "แพทองธาร" โอกาสรอด 50-50 กฎหมายเปิดให้ตีความได้กว้างไม่น่ามีใครตอบได้ชัดว่าจะรอดหรือไม่ แต่ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรแพทองธารหรือนายกฯ ใหม่ก็มีโจทย์ต้องตามแก้หลายเรื่องทั้งเสถียรภาพการเมืองในประเทศและปมพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา จนถึงเรื่องเศรษฐกิจ ด้าน "ณัฐวุฒิ" ยังไม่ประเมินการเมืองหลังคำวินิจฉัยขอรอดูผลพรุ่งนี้ก่อน แต่มองว่าถ้ารัฐบาลนี้ไม่รอดจะไปเข้าทางกัมพูชาที่ต้องการป่วนเสถียรภาพการเมืองไทยหรือไม่
28 ส.ค.2568 ที่รัฐสภา ก่อนเริ่มการประชุมของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ถึงการประเมินผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 1 (4) ประกอบมาตรา 160(4) และ(5) จากกรณีคลิปเสียงพูดคุยกันระหว่างแพทองธารกับฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชาถึงประเด็นการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา
ยุทธพรกล่าวว่ามีโอกาส 50-50 ที่ผลจะออกไปได้ทุกทางเนื่องจากว่าข้อกฎหมายเขียนเอาไว้กว้างทั้งในประเด็นมีความซื่อสัตย์สสุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่ และเป็นการละเมิดจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ จึงยังไม่น่ามีใครตอบได้ชัดเจนว่าตกลงแล้ว “ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” นั้นหมายถึงอะไรเว้นแต่วิญญูชนเท่านั้นที่จะตอบได้ และก็คงมีประเด็นเรื่องมาตรฐานจริยธรรมที่จะถูกหยิบขึ้นมาพิจารณา และศาลจะรับไว้พิจารณาทั้งสองประเด็นหรือไม่ ถ้าศาลรับทั้งสองประเด็น นายกฯ ก็ต้องพ้นไปจาก 2 ประเด็นนี้ถึงจะยังคงดำรงตำแหน่งต่อไปได้แต่ถ้าติดที่ประเด็นใดประเด็นหนึ่งจะไปต่อไม่ได้
นอกจากเรื่องประเด็นข้อกฎหมายแล้ว ยุทธพรยังมองว่ามีประเด็นเรื่องข้อเท็จจริงด้วยซึ่งวันนี้ก็ต้องพิสูจน์และก็ต้องดูว่าศาลจะพิจารณาถึงข้อเท็จจริงอย่างไรจากคำชี้แจงของนายกฯ และของผู้ร้อง รวมถึงผลจากการไต่สวนพยานอย่างฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามการจะมีผลวินิจฉัยออกมาทั้งจากการเป็นนายกรัฐมนตรีหรือจะตัดสิทธิทางการเมืองก็ต้องตีความอย่างเคร่งคลัดเพราะถือว่าเป็นผลที่จะเกิดขึ้นต่อบุคคลและตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญ
“ทั้งนี้ทั้งนั้นเมื่อกฎหมายกว้างก็วินิจฉัยได้หมด อย่างเช่นถ้ามีการหยิบจับเอามาตรฐานจริยธรรม พ.ศ. 2561 ข้อที่ 17 เรื่องเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่งขึ้นมาก็ต้องบอกว่าเรื่องนี้ในมาตรฐานจริยธรรม 2561 ไม่ได้ถือว่าเป็นมาตรฐานจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์หรือเป็นมาตรฐานจริยธรรมที่เป็นความผิดร้ายแรง เพราะฉะนั้นเมื่อไม่ได้เป็นมาตรฐานที่เป็นอุดมการณ์ก็ต้องไปดูในข้อที่ 27 ของมารตรฐานจริยธรรมก็บอกเอาไว้ว่า จะถือว่าร้ายแรงหรือไม่ต้องดู 3 อย่างคือ เจตนา พฤติการณ์ และความร้ายแรงของความเสียหาย ซึ่งในคำชี้แจงของนายกฯ ก็ได้เขียนในสามประเด็นนี้ไป
เรื่องแรก เจตนาก็เขียนไปว่าทำไปด้วยเจตนาอันดีไม่ได้ต้องการให้เกิดผลด้านลบต่อประเทศชาติและต้องการให้เกิดสันติภาพ ต้องการลดความขัดแย้ง
เรื่องที่สองคือเรื่องพฤติการณ์อย่างการกล่าวพาดพิงถึงแม่ทัพภาคที่ 2 หรืออะไรต่างๆ ทางผู้ที่ถูกพาดพิงก็บอกว่าไม่ติดใจอะไรแล้ว
เรื่องที่สามคือระดับความร้ายแรงของความเสียหาย แม้ว่าจะมีการพูดว่าอยากจะได้อะไรจะจัดให้ แต่นายกฯ ก็ชี้แจงไปว่านั่นคือเทคนิคเจรจาแล้วก็ประเทศชาติไม่ได้เสียประโยชน์ตนเองก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ยังไม่เกิดความเสียหายอะไรเกิดขึ้น ซึ่งศาลจะรับฟังคำชี้แจงของนายกฯ และรับฟังพยานในการไต่สวนหรือไม่เป็นเรื่องดุลพินิจของศาลเพราะกฎหมายเขียนไว้กว้าง
ยุทธพรกล่าวว่าหลังจากผลคำวินิจฉัยออกมาพรุ่งนี้จะเป็นคุณกับแพทองธารหรือไม่ สถานการณ์ทางการเมืองของไทยก็อาจจะเปลี่ยนไปพอสมควร
ถ้าผลออกมาเป็นคุณกับนายกฯ ก็อาจจะได้บริหารงานต่อ แต่ในแง่ความชอบธรรมทางการเมืองก็ยังต้องแก้โจทย์ต่างๆ ซึ่งการเมืองไทยหลังจากนี้มีสัญญาณที่ต้องดูอยู่ 3.5 เรื่องสัญญาณที่ 0.5 คือวันที่นายกฯ ขึ้นไต่สวนในศาลเมื่อ 21 ส.ค. สัญญาณแรกก็คือคดีมาตรา 112 ของทักษิณ ชินวัตร สัญญาณที่สองคือคดีของแพทองธารในวันพรุ่งนี้ สัญญาณที่สามก็คือคดีชั้น 14 ที่จะมีผลคำพิพากษาออกมาในวันที่ 9 ก.ย.นี้ ซึ่งเห็นแล้วสองสัญญาณคือสัญญาณเรื่องไต่สวนนายกฯ และคดีมาตรา 112 ของทักษิณ
นอกจากเรื่องทางคดีแล้วต่อให้แพทองธารได้เป็นนายกฯ ต่อก็ยังมีสัญญาณทางการเมืองที่ต้องแก้อีกสองส่วนคือการเมืองภายในประเทศและการเมืองระหว่างประเทศ
ยุทธพรกล่าวถึงการเมืองในประเทศที่จะต้องทำให้เสถียรภาพทางการเมืองกลับคืนมา ก็คือสภาพเสียงปริ่มน้ำของรัฐบาลและการเกิดสภาล่มรวมถึงการต้องปิดสภาบ่อยครั้งที่จะต้องทำให้ไม่เกิดขึ้นเพราะกระทบต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจและรัฐบาล อันนี้ยังไม่ได้รวมถึงการจะใช้มาตรา 5 และมาตรา 144 ที่จะเซตซีโร่ สส.กว่าครึ่งสภาก็ยังเป็นปัญหาที่จะต้องจับตากันต่อว่าจะส่งผลทางการเมืองอย่างไร แม้กระทั่งการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหลังจากนายกฯ ผ่านศาลรัฐธรรมนูญมาได้แล้ว
ส่วนการเมืองระหว่างประเทศ ปมความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่ยังไม่รู้ว่าจะกลับมาปะทุอีกครั้งเมื่อไหร่ซึ่งไม่มีใครคาดเดาได้ นอกจากนั้นยังมีเรื่องทางเศรษฐกิจที่ต้องเร่งฟื้นฟูในระยะสั้นให้กับประชาชน ทั้งการขับเคลื่อนโครงการงบประมาณต่างๆ ก็เป็นสิ่งที่รอนายกฯ อยู่
ยุทธพรกล่าวถึงกรณีถ้าคำวินิจฉัยเป็นลบ นายกฯ ไปต่อไม่ได้ ก็มีคำถามว่าจะเลือกนายกฯ คนใหม่กันได้หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลเหมือนกัน ถ้าเลือกได้นายกฯ คนใหม่ก็ต้องเจอโจทย์ทางการเมืองและเรื่องเศรษฐกิจอย่างที่กล่าวไป
รัฐบาลไม่รอดจะเข้าทางกัมพูชาหรือไม่?
ด้านณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกฝ่ายต่างก็ปฏิบัติหน้าที่กันครบถ้วนตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าผลจะออกมาเช่นไรก็ขอให้เคารพในกระบวนการยุติธรรมและขอให้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นยังคงดำรงสถานะและความเข้มแข็งของประเทศไทยในการเผชิญภัยคุกคามจากต่างประเทศซึ่งยังคาดเดาสถานการณ์ไม่ได้ในตอนนี้
อย่างไรก็ตาม ความน่าเชื่อถือของแพทองธารหลังจากนี้จะเป็นอย่างไรเพราะเกิดความไม่น่าเชื่อถือขึ้นแล้ว ณัฐวุฒิมองว่ายังต้องดูผลของคำวินิจฉัยก่อน การประเมินสถานการณ์หลังมีคำวินิจฉัยก็อาจจะทำได้แต่คงไม่ตรงข้อเท็จจริง สำหรับเขาแล้วขอรอฟังคำวินิจฉัยก่อน ซึ่งก็คงมีทั้งคนที่เห็นด้วยและเห็นต่าง แต่จะนำพาการเมืองไทยไปทางไหนนั้นก็รออีกวันเดียวพรุ่งนี้ถึงจะให้ความเห็นได้
แต่การจะแก้วิกฤติศรัทธาได้อย่างไรนั้น เขามองว่าคงเหมือนกับรัฐบาลอื่นๆ ก็ขึ้นกับผลงาน การผลักดันนโยบายและการแก้ไขปัญหาให้ปรากฏชัดต่อประชาชน รัฐบาลนี้ก็คงอยู่บนหลักนี้ก็ต้องพยายามทำงานเอาผลงานที่เป็นรูปธรรมออกมานำเสนอต่อประชาชนให้ได้ ต่อให้มีหรือไม่มีสถานการณ์นี้ถ้าไม่มีผลงานก็ย่อมถูกตั้งคำถาม แต่ถ้ามีผลงานวิกฤติศรัทธาหรือความนิยมที่มีปัญหาก็จะมีหนทางฟื้นคืนมาได้
“วันนี้สังคมไทยต้องตั้งหลักคิดกันดีๆ กรณีคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรี มันเกิดขึ้นจากความจงใจของผู้มีอำนาจจากประเทศกัมพูชาที่จะสร้างความปั่นป่วนทำลายเสถียรภาพทางการเมือง อาจจะมีเป้าหมายจนถึงขั้นล้มรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้นหากรัฐบาลชุดนี้มีอันเป็นไปทางการเมือง มันจะหมายถึงประเทศอีกฝ่ายเขาประกาศเป็นความสำเร็จของเขาหรือไม่ และถ้าหากเป็นเช่นนั้นสถานการณ์ต่อไปในช่วงเวลาที่ประเทศไทยขาดรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเกมของอีกฝั่งหนึ่งเขาจะเปิดฉากรุกเข้ามาอีกอย่างไร” ณัฐวุฒิกล่าว
