‘มาตรา 5’ (นามเดิมมาตรา 7) ว่าด้วยการใช้ ‘ประเพณีการปกครอง’ หากไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ โผล่ขึ้นมาอีกครั้งหลังห่างหายไปนาน มันมักถูกเสนอในฐานะเครื่องมือผ่าทางตันทางการเมืองมา 3 ครั้งใหญ่ในช่วงเวลาราวสองทศวรรษ ล่าสุด 2 นักวิชาการสายรอยัลลิสต์อย่าง ไชยันต์ ไชยพร และเจษฎ์ โทณะวณิก ก็ชี้โพรงไปที่มาตรา 5 อีกหากนายกฯ แพทองธารมีอันพ้นจากตำแหน่งและการเลือกนายกฯ ใหม่เกิดขึ้นไม่ได้ รายงานนี้รวบรวมการถือกำเนิด ที่มาที่ไป และการเรียกร้องให้ใช้มาตรานี้ในแต่ละช่วงเวลา
เสียงเรียกหา ‘มาตรา 5’ (นามเดิมมาตรา 7) หวนกลับมาอีกครั้งหลังห่างหายไปนาน นับเป็นมาตราที่ถูกเสนอใช้มาแล้วถึง 3 ครั้งใหญ่ในช่วงเวลาราวสองทศวรรษ ท่ามกลางบรรยากาศคุ้นเคยที่มีคนบางกลุ่มเริ่มรู้สึกว่าการเมืองไทยกำลังเดินมาถึงทางตัน (อีกแล้ว) กล่าวคือ หากนายกฯ หลุดจากเก้าอี้ สภาหานายกฯ ใหม่ไม่ได้ รักษาการนายกฯ ก็ยุบสภาไม่ได้อีก (ประเด็นนี้ยังถกเถียงกันอยู่)
สถานการณ์เช่นนี้ 2 นักวิชาการสายรอยัลลิสต์อย่าง ไชยันต์ ไชยพร และเจษฎ์ โทณะวณิก จึงชี้โพรงไปที่มาตรา 5 ในรัฐธรรมนูญ กุญแจดอกสำคัญในการไขออกจาก ‘ทางตัน’ ซึ่งแม้จะไม่ได้กระแสตอบรับมากนัก แต่ก็ถือเป็นหมุดหมายที่น่าจับตามอง
ว่าแต่ มาตรา 5 ที่มีใจความโดยย่อว่า ‘เมื่อไม่มีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญกล่าวไว้ก็ให้หันไปใช้ประเพณีการปกครองแทน’ มีที่มาที่ไปอย่างไร ใครเป็นผู้ถือกุญแจดอกนี้บ้าง เคยถูกนำมาใช้และตีความแบบไหนบ้าง
งานชิ้นนี้จะพาคุณนั่งไทม์แมชชีนย้อนกลับไปดูเส้นทางประวัติศาสตร์ของมาตรา 5 ตั้งแต่คลอดออกมาลืมตาดูโลกจนข้ามยุคข้ามสมัยมาถึงปัจจุบัน
กำเนิดจากปากกระบอกปืน ให้สภาฯ เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด
ถ้ากดคอนโทรล Z ย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้นของมาตรานี้ จะพบว่าเป็นมาตราที่กำเนิดขึ้นจากปากกระบอกปืนในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2502 มาตรา 20 ซึ่งเป็นมาตราสุดท้าย
ความน่าสนใจของมันคือ เป็นฉบับแรก (และเป็นฉบับเดียว) ที่ระบุชัดเจนว่า ให้อำนาจสภาเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดเกี่ยวกับประเพณีการปกครองฯ
รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2502 “มาตรา ๒๐ ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย
ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวแก่การวินิจฉัยกรณีใดตามความในวรรคก่อนเกิดขึ้นในวงงานของสภา หรือเกิดขึ้นโดยคณะรัฐมนตรีขอให้สภาวินิจฉัย ให้สภาวินิจฉัยชี้ขาด”
อาจารย์นิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ อย่างวรเจตน์ ภาคีรัตน์ และปริญญา เทวานฤมิตรกุล อธิบายถึงที่มาตรงกันว่า มาตรานี้เขียนขึ้นมาเพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมาย เพราะการเขียนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มักจะมีข้อความสั้นๆ โดยไม่ลงรายละเอียดเยอะ มีแค่ 20-30 มาตราเท่านั้น ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเขียนมาตราทำนองนี้เผื่อไว้ หากเกิดกรณีที่ในรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนถึงจึงค่อยยกขึ้นมาใช้ ตรงข้ามกับฉบับถาวรที่เขียนเนื้อหาเป็นร้อยๆ มาตราอย่างละเอียดยิบ จึงไม่มีความจำเป็นต้องนำมาเขียนในฉบับถาวรแล้ว
เบื้องหลังของผู้ให้กำเนิดมาตรานี้ก็คือ เจ้าคุณอรรถการีย์นิพนธ์ (สิทธิ จุณณานนท์ 2438-2520) นักกฎหมายฝ่ายอนุรักษนิยมระดับ ‘ปรมาจารย์’ ในยุคสามจอมพล (สฤษดิ์ ถนอม ประภาส) ผู้สร้างต้นแบบสำคัญของรัฐธรรมนูญหลายฉบับหลังปี 2500 (ยกเว้นฉบับธานินทร์ กรัยวิเชียร ปี 2519)


เจ้าคุณอรรถการีย์นิพนธ์ (สิทธิ จุณณานนท์ 2438-2520)
ที่มาภาพจาก 101.world
แม้มาตรานี้จะคลอดปี 2502 แต่ก็ยังอยู่รอดปลอดภัยมาจนถึงปัจจุบัน จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่เผอิญมีคนเอาไปใส่ไว้ในมาตรา 7 (อ.ปริญญาแอบกระซิบว่าเป็นหนึ่งใน สสร. ปี 2540) ทั้งๆ มันที่เป็นฉบับถาวรแล้วก็ตาม จึงทำให้รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกที่มีมาตรานี้พ่วงติดมา และยังถือเป็นฉบับแรกที่ถูกนำมาใช้จริงอีกด้วย (รัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้บอกไว้ชัดว่าใครจะเป็นผู้วินิจฉัย ‘ประเพณีการปกครอง’ ต่างจากฉบับแรกที่ระบุไว้ชัดว่าคือ สภา)
อย่างไรก็ดี ข้อสังเกตหนึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับแรกๆ ที่มีมาตราทำนองนี้ (2502-2534) จะระบุเพียงประโยคสั้นๆ ไว้ว่า “ให้วินิจฉัยตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย” โดยไม่มีคำสร้อยต่อท้ายใดๆ จนกระทั่งฉบับ 2540 นี่เองถึงจะมีคำว่า ‘อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข’ เข้ามาต่อท้าย
ครั้งที่ 1 : กลุ่มพันธมิตรฯ ขอนายกพระราชทาน
ต้องบอกก่อนว่าในประเด็นนายกพระราชทาน หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเคยเกิดขึ้นครั้งแรกในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ที่ในหลวง ร.9 ทรงแต่งตั้งสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกฯ ผ่านอำนาจการใช้มาตรา 7 (ม. 22 ในขณะนั้น) แต่จริงๆ แล้วการแต่งตั้งครั้งนั้นมีรองประธานสภานิติบัญญัติเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ซึ่ง เป็นไปตามกรอบของรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นการใช้พระราชอำนาจตามมาตรา 7 อย่างที่เข้าใจกัน

ที่มาภาพ: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับ วันที่ 27 เมษายน 2549
ความเข้าใจแบบผิดๆ ตรงนี้เองอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้ฝ่ายต่อต้านทักษิณ (และฝ่ายนิยมเจ้า) เริ่มความเคลื่อนไหวเรียกร้องการถวายพระราชอำนาจคืนพระมหากษัตริย์ จนนำไปสู่การหยิบยกมาตรา 7 มาใช้ตีความเพื่อขอนายกพระราชทานเป็นครั้งแรก ในการขับไล่ทักษิณออกจากการเมืองไทย
จุดเริ่มต้นของแนวคิดการถวายคืนพระราชอำนาจ ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลมาจากหนังสือปกเหลืองที่ชื่อ ‘พระราชอำนาจ’ ที่เปิดตัวช่วงกลางปี 2548 เขียนโดยประมวล รุจนเสรี ซึ่งต้องการทดสอบกระแสความนิยมเจ้า ณ ช่วงเวลานั้นว่าประชาชนยังคงศรัทธาและเชื่อมั่นว่ากษัตริย์เป็นที่พึ่งสุดท้ายของบ้านเมืองอยู่หรือไม่ ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ทำให้เขารู้สึก “ตื้นตันใจ”
เนื้อหาในหนังสือเล่มนี้พูดถึงการถวายคืนพระราชอำนาจ และการพยายามตีความ ‘นิติราชประเพณี’ ของกษัตริย์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา จนถึงกษัตริย์รัชกาลที่ 9 เข้ากับ ‘มาตรา 7’ ซึ่งนับเป็นความพยายามครั้งแรกๆ ที่ผู้เขียนระบุไว้ในหน้า 97 ว่า “ยังไม่มีนักรัฐศาสตร์ผู้ใด มหาวิทยาลัยใดหยิบยกขึ้นมาพิจารณา” จึงอาจเรียกได้ว่าหนังสือปกเหลืองเล่มนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อรูปอุดมการณ์ของม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ขยายตัวในเวลาต่อมา

คนที่ชูประเด็นการถวายพระราชอำนาจคืนสถาบันกษัตริย์คนแรกๆ คือเสนาะ เทียนทอง ก่อนที่สนธิ ลิ้มทองกุล จะขยายความต่ออย่างยิ่งใหญ่ในเครือข่ายภาคประชาชน จนทำให้ความเคลื่อนไหวของพวกเขาค่อยๆ ยกระดับไปสู่ข้อเสนอการขอนายกพระราชทานผ่านการใช้มาตรา 7 ในนาม ‘พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย’ ที่เปิดตัวในวันที่ 9 ก.พ. 2549
รูปธรรมของการเคลื่อนไหวเริ่มจากการมีข่าวว่า สว.อิสระกลุ่มหนึ่งเตรียมทูลเกล้าฯ ขอรัฐบาลพระราชทานตามมาตรา 7 ในวันที่ 27 ก.พ.2549 ต่อมาพวกเขารวมตัวกันไปยื่นขอนายกพระราชทานมาตรา 7 ในวันที่ 5 มี.ค.2549 โดยมี สว.อิสระ นักวิชาการ ราชนิกูล แพทย์อาวุโส ศิลปินแห่งชาติ ฯลฯ จำนวนกว่า 100 รายชื่อ รวมไปถึงมีกลุ่มผู้ใช้แรงงาน องค์กรชาวนา องค์กรนักศึกษาและ NGOs หลายองค์กร ก็เข้าร่วมสมทบในช่วงเวลานั้นด้วย นับเป็นความเคลื่อนไหวเชิงขบวนการครั้งแรกๆ ในการขอนายกพระราชทานอย่างเป็นทางการ

เสนาะ (ซ้าย) & ประมวล (ขวา) สองอดีต สส.พรรคไทยรักไทย
ปราศรัยบทเวทีพันธมิตรที่สนามหลวง เมื่อ 27 ก.พ. 2549
ที่มาภาพ: Posttoday

ที่มาภาพ: sanamluang2008
อย่างไรก็ดี แม้กระแสนายกพระราชทานจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ชนิดที่ว่าสามารถกางป้ายผ้าที่เขียนถึงในหลวงในที่สาธารณะได้อย่างโต้งๆ ทว่าในวันที่ 25 เมษายน 2549 กระแสนี้กลับต้องดับลง เพราะในหลวง ร.9 ทรงมีพระราชดำรัสปฏิเสธการใช้มาตรา 7 เพื่อขอนายกพระราชทาน โดยทรงเห็นว่าการเรียกร้องนี้ ‘ไม่เป็นประชาธิปไตย’ และ ‘เป็นการอ้างที่ผิด’ พร้อมพระราชทานข้อแนะนำต่อว่าให้ศาลต่างๆ ร่วมกันหาทางออกแก้วิกฤตการเมืองครั้งนั้นแทน ดั่งพระราชดำรัสว่า
พระราชดำรัสในหลวง ร.9 ถึงกรณีมาตรา 7
“ข้าพเจ้ามีความเดือดร้อนมาก ที่เอะอะอะไรก็ขอพระราชทานนายกฯ พระราชทาน ซึ่งไม่ใช่การปกครองประชาธิปไตย กลับไปอ่าน มาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญเป็นการอ้างที่ผิด อ้างไม่ได้”
“เมื่อก่อนมีอย่างเดียวมีศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ ศาลอาญา เดี๋ยวนี้มีศาลหลายอย่าง เมื่อมีก็ต้องไปดำเนินการ ก็ขอให้ไปปรึกษากับศาลอื่นๆ ด้วย จะทำให้บ้านเมืองปกครองแบบประชาธิปไตยได้… ก็เลยต้องมาขอร้องฝ่ายศาลให้คิดและช่วยกันคิด เดี๋ยวนี้ประชาชนทั่วไปหวังในศาล...”

หน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันพุธที่ 26 เมษายน 2549
นับตั้งแต่พระราชดำรัสวันที่ 25 เมษา 2549 หลังจากนั้นก็เริ่มเข้าสู่ยุคที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล เรียกว่า ‘ตุลาการภิวัฒน์’ ซึ่งหมายถึงการที่ศาลเริ่มมีบทบาททางการเมืองอย่างชัดแจ้ง ผ่านคำพิพากษาในหลายคดีทางการเมือง โดยเฉพาะในช่วงปี 2549-2551
จากปรากฏการณ์ตุลาการภิวัฒน์นี่เองที่ค่อยๆ ผลักสถานการณ์ทางการเมืองไปสู่ทางตันมากขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด มักจบด้วยการแทรกแซงของคณะรัฐประหาร และเรื่องราวก็วนหลูปซ้ำอีกจนกระทั่งมาตรา 7 ถูกนำกลับมาปัดฝุ่น
ครั้งที่ 2 : กปปส. ขอนายกคนดี ตามรอย 14 ตุลาฯ
การเรียกร้องนายกพระราชทานรอบแรกเงียบหายไปหลังจบด้วยการรัฐประหารโดย คมช. แต่เพียง 7 ปีต่อมา มาตรา 7 (ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550) ก็ถูกนำขึ้นมาปัดฝุ่นอีกครั้งโดย ‘ลุงกำนัน’ สุเทพ เทือกสุบรรณ บนเวที กปปส. เมื่อ 4 ธันวาคม 2556 โดยอ้างถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา (อีกครั้ง) ในกรณีสัญญา ธรรมศักดิ์ เพื่อเทียบเคียงกับสถานการณ์ในช่วงนั้น โดยสุเทพฯ เสนอให้ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกจากนายกรัฐมนตรี และลาออกจากรักษาการนายกฯ ด้วยเพื่อให้เกิดสุญญากาศ จากนั้นเตรียมใช้มาตรา 3 และ 7 ในการตั้งสภาประชาชน พร้อมเลือกคนดีเป็นนายกฯ จากนั้นก็ให้รองประธานวุฒิสภาฯ กราบบังคมทูลฯ เสนอนายกที่เหมาะสม
จนในที่สุดรัฐบาลทนแรงกดดันไม่ไหว จึงตัดสินใจยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 2 ก.พ.2557 แต่แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็ตัดสินให้การเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นโมฆะอีก จึงทำให้สถานการณ์ทางการเมืองค่อยๆ (ถูกทำให้) เดินไปสู่ทางตันอีกครั้ง ก่อนจะปูทางไปสู่การทำรัฐประหารในปี 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนกระทั่งพวกเขาสามารถทำคลอดรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 โดยมี
‘มีชัย ฤชุพันธุ์’ นั่งเก้าอี้ประธานร่างฯ
จาก ม.7 สู่ ม.5 และเนื้อหาที่ถูกแก้ตามข้อสังเกตพระราชทาน
แม้รัฐธรรมนูญปี 2560 จะผ่านการประชามติไปแล้ว แต่ภายหลังมีการแก้ไขเนื้อหาถึง 7 มาตรา หนึ่งในนั้นคือมาตรา 5 (หรือมาตรา 7 เดิม) โดยประยุทธ จันทร์โอชา ได้ กล่าวว่า ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมีกระแสรับสั่งลงมาให้แก้ไขตามข้อสังเกตพระราชทาน
แก่นหลักของการแก้ไขเนื้อหามาตรา 5 อยู่ที่ประเด็นว่าด้วยเรื่อง เจ้าภาพในการวินิจฉัย ซึ่งเดิมทีในรัฐธรรมนูญฉบับแรกสุดปี 2502 กุญแจดอกนี้อยู่ในมือของสภาผู้แทนราษฎร แต่เมื่อเวลาผ่านไปอำนาจการวินิจฉัยก็ได้เปลี่ยนมืออยู่หลายครั้ง ตั้งแต่สภานิติบัญญัติฯ สภาปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน จนล่าสุดไปอยู่ในมือของประธานศาลรัฐธรรมนูญ โดยเริ่มปรากฏการให้อำนาจอย่างชัดเจนครั้งแรกตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์ อุวรรณโณ (ถูกปัดตกไปในปี 2558) ไล่มาจนถึงฉบับผ่านประชามติของมีชัย ฤชุพันธุ์ ก่อนจะมีข้อสังเกตพระราชทานและถูกแก้ไขเนื้อหากลับไปเหมือนสมัยรัฐธรรมนูญ 2540
ทั้งนี้ หากนำฉบับผ่านประชามติเวอร์ชั่นแรก กับฉบับใช้จริงปี 2560 ที่ผ่านการแก้ไขตามข้อสังเกตพระราชทานแล้วมาเทียบกัน ในมาตรา 5 จะพบข้อสังเกตดังนี้
- ในฉบับผ่านประชามติได้เพิ่มเนื้อหาไว้ว่า ประธานศาลรัฐธรรมนูญคือเจ้าภาพในการนำเรียกประชุมเพื่อวินิจฉัย
- โดยมีผู้ร่วมประชุมจากผู้นำในองค์กรสำคัญทางการเมือง 8 ฝ่าย คือ 1) ประธานสภาผู้แทนราษฎร 2) ผู้นำฝ่ายค้าน 3) ประธานวุฒิสภา 4) นายกฯ 5) ประธานศาลฎีกา 6) ประธานศาลปกครองสูงสุด 7) ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และ 8) ประธานองค์กรอิสระ
- แต่พอตอนประกาศใช้จริงในฉบับปี 2560 พบว่าเนื้อหาส่วนที่ 1-2 กลับถูกตัดออกทั้งหมด
- คำถามสำคัญคือ เมื่อตัดประธานศาลรัฐธรรมนูญและผู้ร่วมวินิจฉัยร่วมออกหมดแล้ว ใครจะเป็นผู้มีอำนาจถือกุญแจวินิจฉัยดอกนี้ต่อไป
นรนิติ เศรษฐบุตร อดีต สนช. เคยตอบคำถามนี้ในปี 2561 โดยเขาเชื่อว่าคือศาลรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ศาลฯ มีอำนาจวินิจฉัยข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดีเจ้าของผลงานอย่างมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้ชี้แจงถึงการแก้ไขเนื้อหาในมาตรา 5 ครั้งนั้นไว้ว่า เป็นเพียงการกลับไปเป็นเหมือนฉบับปี 2550 ที่เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็ต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก่อน ส่วนปัญหาอะไรบ้างที่ต้องย้อนไปดูประเพณีการปกครองฯ มีชัยบอกว่าตอนนี้ปัญหายังไม่เกิด จึงไม่สามารถตอบได้
ขณะที่นักวิชาการสายรอยัลสิต์อย่าง ไชยันต์ ไชยพร มองว่าการตัดเจ้าภาพวินิจฉัยในมาตรา 5 ออกมีทั้งด้านบวกและลบ ด้านลบคือ “หากพระมหากษัตริย์ต้องเป็นผู้ตัดสิน ก็จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยตรง” ส่วนด้านบวกคือทำให้เห็นภาพว่ายามเกิดวิกฤตความขัดแย้งยังมีสิ่งที่เป็นศูนย์รวมจิตใจอยู่
มาตรา 5 เดิม (ฉบับผ่านประชามติ 2559)
“...เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
เมื่อมีกรณีตามวรรคสองเกิดขึ้น ให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญจัดให้มีการประชุมร่วมระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานองค์กรอิสระ เพื่อวินิจฉัย
ในการประชุมร่วมตามวรรคสาม ให้ที่ประชุมเลือกกันเองให้คนหนึ่งทำหน้าที่ ประธานในที่ประชุมแต่ละคราว ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งใด ให้ที่ประชุมร่วมประกอบด้วยผู้ดำรงตำแหน่งเท่าที่มีอยู่
การวินิจฉัยของที่ประชุมร่วมให้ถือเสียงข้างมาก ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
คำวินิจฉัยของที่ประชุมร่วมให้เป็นที่สุด และผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ”
มาตรา 5 ใหม่ (ฉบับที่ประกาศใช้ใน 2560)
“...เมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้กระทำการนั้นหรือวินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
ครั้งที่ 3 : มาตรา 5 เวอร์ชันใหม่ ตีความใหม่ใกล้ชิดประชาธิปไตยขึ้น?
ในแง่หนึ่ง เราอาจมองว่า มาตรา 5 ยังคงเป็นเงาตามหลอกหลอนตระกูลชินวัตรอย่างต่อเนื่องก็ได้ ปี 2568 หรือในยุคนายกฯ แพทองธาร วิกฤตจากปมคลิปเสียงสนทนาส่วนตัวที่ฮุนเซนนำมาปล่อย จนทำให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ในข้อกล่าวหาว่าฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 1 ก.ค.2568
จากจุดนี้เอง บรรดานักวิเคราะห์การเมืองออกมาแสดงความเห็นอย่างหลากหลาย ต่างจับตาว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 นี้ว่าแพทองธารต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ หรือไม่ ทิศทางการเมืองไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใด
หนึ่งในนั้นการวิเคราะห์คือ หากนายกฯ พ้นเก้าอี้ สภาอาจเกิดปัญหาใดที่ทำให้โหวตหานายกฯ คนใหม่ไม่ได้ รวมถึงรักษาการนายกฯ ก็ดันไม่มีอำนาจยุบสภาอีก สถานการณ์เช่นนี้จึงเดินมาสู่ ‘ทางตัน’ และบัดนั้นก็ถึงเวลาที่มาตรา 5 จะคัมแบ็ค
อย่างไรก็ดี การหวนกลับมาใช้มาตรา 5 ในครั้งนี้ มีผู้เสนออยู่ 2 แนวทางหลักเท่าที่ปรากฏในสื่อ โดยครั้งนี้นักวิชาการฝ่ายอนุรักษนิยมเริ่มตีความ ‘ประเพณีการปกครอง’ แตกต่างไปจากเดิม (เพราะมีลักษณะที่เกี่ยวพันกับพระมหากษัตริย์น้อยลง) นั่นคือ การใช้ประเพณีการเลือกตั้ง การยุบสภา และรัฐบาลเสียงข้างน้อย
ประเพณีการปกครอง = เลือกตั้ง
กรณีแรกเสนอโดยเจษฎ์ โทณะวณิก นักกฎหมายสายอนุรักษนิยม ซึ่งเสนอให้จัดการเลือกตั้งใหม่โดยใช้มาตรา 5 ตามรัฐธรรมนูญ โดยให้เหตุผลว่าประเทศไทยมี ‘ประเพณีการเลือกตั้ง’ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2475 จึงถือเป็นประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีรายละเอียดและขั้นตอน ดังนี้
- หากศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องจาก ป.ป.ช. ในคดี ม.144 ปมตัดงบหนี้แบงก์รัฐไปแจกเงินหมื่น แล้วตัดสินว่ามีความผิด
- ผลคือ ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่ กมธ.งบประมาณฯ ครม. สส.กว่า 300 คน และ สว.กว่า 100 คน จะพ้นจากตำแหน่ง
- ประกอบกับเรียกร้องให้พรรคประชาชน พากันลาออกจากตำแหน่ง สส.ทั้งหมด หากไม่มีนายกที่ตรงตามเงื่อนไข และต้องการให้เกิดการเลือกตั้งใหม่
- เมื่อเกิด 2 กรณีข้างต้นก็จะทำให้เกิด ‘สภาว่าง’
- จึงเข้าสู่เงื่อนไข มาตรา 5 ที่ระบุว่า เมื่อไม่มีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญใช้บังคับ ให้ใช้ประเพณีการปกครองฯ นั่นก็คือ ประเพณีการเลือกตั้ง
- หลังจากนั้น กกต.ก็จะไปถามศาลรัฐธรรมนูญว่าตนสามารถจัดเลือกตั้งได้หรือไม่ หากศาลเห็นว่าทำได้ ก็จะนำไปสู่การเลือกตั้งและได้นายกฯ คนใหม่ในที่สุด

ที่มาภาพ: เฟซบุ๊กเพจ คปท.
ยุบสภาและนายกฯ เสียงข้างน้อย
กรณีที่สองถูกนำเสนอ โดยไชยันต์ ไชยพร ซึ่งเสนอให้สภาเป็นผู้หยิบมาตรา 5 ขึ้นมาใช้ เพื่อลงมติกันว่าจะยุบสภา หรือให้มีนายกฯ เสียงข้างน้อยชั่วคราว (หากหานายกเสียงข้างมากไม่ได้) จากนั้นก็ให้ประธานสภาเป็นผู้กราบบังคมทูลฯ ขอใช้ตามพระราชอำนาจ (จริงๆ ข้อเสนอทำนองนี้ เขาเคยพูดถึงไว้แล้วในปี 63 หลังยุบพรรคอนาคตใหม่) โดยมีรายละเอียดใน 2 กรณีดังนี้
กราบทูลฯ ขอยุบสภา
- ในกรณีนี้ หากในสภาเห็นพ้องต้องกันว่าจำเป็นต้องยุบสภา ก็ลงมติเพื่อให้ได้มาซึ่งเสียงข้างมาก
- ให้ประธานสภากราบทูลฯ ว่าสภามีเจตนารมณ์ที่จะยุบสภาเพื่อให้การเมืองสามารถเดินหน้าต่อไปได้
- ไชยันต์ให้เหตุผลว่า เพราะ “อำนาจยุบสภาไม่ได้อยู่ที่นายกฯ ไม่ว่าในเงื่อนไขปกติหรือไม่ปกติ อำนาจยุบสภาสุดท้ายอยู่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”
กราบทูลฯ ขอนายกฯ เสียงข้างน้อย
- ในกรณีนี้ หากโหวตเลือกนายกฯ ใหม่แล้ว ไม่มีใครได้เสียงเกินครึ่งหนึ่ง
- ประกอบกับทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าจำเป็นต้องมีนายกฯ เสียงข้างน้อยชั่วคราว เข้ามาด้วย 2 เงื่อนไขสำคัญคือ เร่งสะสางงานสำคัญที่เหลืออยู่ และนำไปสู่การประกาศยุบสภาโดยเร็ว
- เมื่อไม่มีใครติดใจ ก็ให้ประธานสภานำกราบทูลฯ ขอนายกฯ เสียงข้างน้อยชั่วคราว
- “เพราะอำนาจในการแต่งตั้งนายกฯ โดยสุดท้ายก็คือพระมหากษัตริย์” ไชยยันต์กล่าวย้ำ

ที่มาภาพ: แฟ้มภาพประชาไท
อย่างไรก็ดี แม้รอบนี้จะไม่มีการพูดถึง ‘นายกพระราชทาน’ เหมือนเช่นในอดีต แต่ปิยบุตรก็เคยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า แนวคิดนี้ได้แอบติดตั้งไว้ในรัฐธรรมนูญ 2560 ผ่านมาตรา 272 ที่เปิดช่องให้มี ‘นายกฯ นอกบัญชีพรรคการเมือง’ ได้อยู่แล้ว
ทั้งหมดนี้คือเส้นทางประวัติศาสตร์ของ ‘มาตรา 5’ กุญแจดอกสำคัญที่ถูกส่งต่อจากอดีตสู่ปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของการตีความและวิธีการนำมาใช้ที่ต่างกันไปตามยุคสมัย และตามผู้ถือครองอำนาจนำในสังคมขณะนั้น สิ่งที่อาจจะน่าสนใจกว่าก็คือ ทำไมการเมืองไทยจึง (เสมือน) มี ‘ทางตัน’ บ่อยนัก
