Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย สมาคมรักษ์ทะเลไทย สมาคมเครือข่ายรักเลอันดามัน และ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ส่งจดหมายเปิดผนึก กรณี มาตรา 69 ขอให้รัฐสภายึดมั่นในหลักการ ห้ามมิให้ใช้วิธีล้อมจับด้วยอวนตาถี่ในเวลากลางคืนตามกฎหมายเดิม“ เปิดข้อกังวล บรรจง นะแส ที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย ต่อการปล่อยให้อวนตาถี่ทำลายทะเลไทย เรียกร้องให้ร่วมกันคัดค้านมาตรา 69 พ.ร.บ.ประมง

วานนี้ (28 ส.ค.68) สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย ร่วมกับ สมาคมรักษ์ทะเลไทย สมาคมเครือข่ายรักเลอันดามัน มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงรัฐบาล สมาชิกรัฐสภา และ คณะกรรมาธิการร่วมกันสองสภา กรณีมาตรา 69 พ.ร.บ.ประมง เรื่องอวนล้อมจับตาถี่ในเวลากลางคืน โดยขอให้รัฐสภายึดมั่นในหลักการ ห้ามมิให้ใช้วิธีล้อมจับด้วยอวนตาถี่ในเวลากลางคืนตามกฎหมายเดิม“

จดหมายระบุว่า “ตามที่ทราบกันแล้วว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการร่วมกันของสองสภาได้พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายประมงเกือบเสร็จสิ้นแล้ว เหลือประเด็นเดียวที่ประชาชนในสังคมมีความเห็นแย้งว่า รัฐสภาไทย ไม่ควรเปิดช่องให้มีการใช้ “อวนล้อมจับที่มีขนาดช่องตาอวนเล็กกว่า 2.5 ซม.ทำการประมงในเวลากลางคืน” ซึ่งหมายถึง “การใช้เครื่องปั่นไฟส่องสว่างล่อสิ่งมีชีวิตในทะเล สัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อนและสัตว์น้ำขนาดเล็ก มารวมฝูง แล้วตีวงล้อมจับด้วยอวนตาถี่ขนาด 6 มิลลิเมตร”

การทำประมงด้วยเครื่องมือนี้ในเวลากลางคืนประกอบแสงไฟล่อ จะทำลายห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศทะเล โดยดึงเอาสิ่งมีชีวิตในฐานปิรามิดห่วงโซ่อาหารขนาดเล็กชั้นเดียวกันออกจากระบบมากเกินไป กระทบต่อสัตว์น้ำเศรษฐกิจและสัตว์น้ำหายากในระบบนิเวศทะเลไทยในชั้นปิรามิดห่วงโซ่อาหารที่สูงกว่า และจะมีผลกระทบลุกลามไปยังกลุ่มผู้ใช้ทรัพยากรทางทะเลอื่นๆ เช่น ชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็กและชาวประมงพาณิชย์อื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำในขนาดที่มีคุณค่าและมูลค่ามากกว่า รวมถึงกลุ่มผู้ใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำเพื่อการนันทนาการและการอนุรักษ์   

กอร์ปกับ การจับสัตว์น้ำขนาดเล็กเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจยังสามารถใช้อวนตาถี่ในวิธีการอื่นที่มีประสิทธิภาพสูงเพียงพอกัน จับสัตว์น้ำกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน เช่น กลุ่มอวนช้อน ยก ครอบ ด้วยอวนตาขนาด 6 มิลลิเมตรในเวลากลางคืน และ อวนล้อมจับด้วยอวนตาขนาด 6 มิลลิเมตรในเวลากลางวัน ได้อยู่แล้ว

จึงไม่มีเหตุจำเป็นทั้งทางเศรษฐกิจ/สังคมใดๆ เลยที่รัฐสภาไทยจะแก้ไขกฎหมายประมง มาตรา 69 เพื่อตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจของคนกลุ่มเดียว โดยที่ไม่มีหลักประกันทางวิชาการใดสามารถคาดการณ์ความรุนแรงของผลกระทบได้เลย 

อนึ่ง ปัจจุบันเราทราบว่า มีแนวโน้มที่จะได้ข้อยุติในชั้นกรรมาธิการร่วมกันของสองสภาว่า อาจอนุญาตให้ใช้อวนล้อมจับตามมาตรา 69 ได้ตั้งแต่ 12 ไมล์ทะเลออกไป จากที่เคยอ้างว่าจะทำในเขตทะเลห่างไกล โดยให้นำผลการศึกษาวิจัยของทางราชการและการรับฟังความคิดเห็นมาพิจารณาประกอบด้วย นั้น เราเห็นว่า เป็นแนวคิดที่พอรับฟังได้ แต่ยังมีข้อกังวลความไม่ชัดเจนอยู่มาก เช่น การไม่ควรให้ใช้ประกอบแสงไฟล่อ หรือการทำในพื้นที่ใด

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราต้องการสื่อสาร คือ เราไม่ต้องการการต่อรองขอให้ผ่านกฎหมายมาตรา 69 ไป โดยใช้แนวการเขียน “รูปประโยคในมาตรา 69” เพื่อให้นำไปสู่การมอบอำนาจให้ฝ่ายข้าราชการดำเนินการศึกษาวิจัย ที่ประชาชนภาคส่วนต่างๆ อาจไม่มีโอกาสมีส่วนร่วม หรือมีส่วนร่วมพอเป็นพิธี แล้วนำไปสู่การอนุญาตให้ใช้เครื่องมือชนิดนี้ได้ในที่สุด, หรือเขียนให้ซับซ้อน แต่ซ่อนการอนุญาตให้ทำประมงชนิดนี้ได้ หรือใช้เทคนิคภาษา จากไม่ควรใช้แสงไฟล่อ ไปเป็นให้ใช้แสงไฟล่อได้ เป็นต้น

เราได้หารือกับเพื่อนพี่น้องในวงการทางทะเล และปัญหาทางสิ่งแวดล้อมในประสบการณ์ต่างๆ เราพบว่า ที่ผ่านมาประชาชนมีบทเรียนที่เจ็บปวดมาก เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยของหน่วยงานภาครัฐ ที่ไม่ตอบสนองต่อหลักการความยั่งยืน ไม่ครอบคลุมรอบด้าน ขาดการมีส่วนร่วม ไม่มีกรอบขอบเขตแน่ชัด ลักไก่แอบทำ จนประชาชนแทบไม่เหลือความเชื่อมั่น หากงานวิชาการผูกขาดอยู่ในมือของฝ่ายข้าราชการเท่านั้น บางท่านมองว่า อาจเกิดกรณีทำประมงอวนล้อมจับด้วยอวนตาถี่ตามมาตรา 69 กันอย่างแพร่หลาย โดยอ้างว่าได้รับอนุญาตให้ทำได้เพื่อศึกษาวิจัย ซึ่งจะกลายเป็นผลเสียมากกว่า ไม่ต่างจากการได้ทำการประมงจริงๆ แต่เพียงใช้คำว่า “เพื่อการศึกษาวิจัย” บังหน้าเฉกเช่นการล่าวาฬเพื่อการวิจัยในต่างประเทศ

เราเห็นว่า “ให้เรายอม ให้ประชาชนยอมให้ผ่านมาตรา 69 ไปได้แบบมีข้อกังขา เท่ากับเรายอม ให้นำทรัพยากรทางทะเลและสัตว์น้ำของประเทศไปเป็นเดิมพัน แต่ในทางตรงกันข้ามหากเกิดผลร้ายขึ้น? ผู้ที่ได้รับประโยชน์ไปแล้วในกรณีนี้ พวกเขามีอะไรที่จะต้องจ่ายคืนให้สังคมบ้าง หากไม่เป็นไปอย่างที่เขาอ้าง มีอะไรที่พวกเขาควรนำมาวางเดิมพัน เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมบ้าง กรณีตัวอย่าง มาตรา 57 ในกฎหมายฉบับเดียวกันนี้ กำหนดให้รัฐมนตรี ประกาศ ชนิด ขนาด พันธ์สัตว์น้ำที่ไม่ควรทำการประมง ปรากฎว่าตลอดสิบปีไม่สามารถประกาศออกมาแม้แต่ชนิดเดียว จนเกิดการจับลูกปลาเศรษฐกิจกันตามใจชอบ ก็เพราะอิทธิพลของกลุ่มประมงด้วยอวนตาถี่ชนิดนี้ เกิดความสูญเสียอย่างรุนแรงตลอดมา

เราขอยืนยันแนวคิด ที่ขอให้รัฐสภายึดมั่นในหลักการ “ห้ามมิให้ใช้วิธีล้อมจับด้วยอวนตาถี่ในเวลากลางคืน” ตามกฎหมายเดิม แน่นอนว่า เราไม่มีอำนาจใดที่จะบีบบังคับ เราไม่ได้รับสิทธิใดไปยอมประนีประนอมทั้งสิ้น หากกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภา และสภาผู้แทนราษฎร เห็นว่าการเพิ่มข้อยกเว้นให้ศึกษาวิจัยแล้วค่อยให้อนุญาตให้ใช้ทีหลังภายใต้เงื่อนไข เพื่อประนีประนอมและเชื่อถือได้ ย่อมเป็นอำนาจและความรับผิดชอบอันชอบธรรมของสภาผู้แทนราษฎรเอง 

พวกเรา ในนามภาคประชาสังคม เครือข่ายประมงพื้นบ้าน องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ครูอาจารย์ ต่างๆ ได้ลงแรงเสียสละกันอย่างเต็มที่ ขอให้รัฐสภาได้ตรึกตรองกฎหมายประมงมาตรา 69 มาตลอดเกือบสองปีที่ผ่านมา เราคิดว่า กรรมาธิการร่วมกันของสองสภาและรัฐสภา มีข้อมูล ข้อคิดเห็นจากสังคมฝ่ายต่างๆ เพียงพอในการตัดสินใจแล้ว ขอให้ท่านได้พิจารณาตัดสินใจตามความรับผิดชอบของท่านที่เห็นสมควรเถิด

เราหวังว่ารัฐบาลและสมาชิกรัฐสภา จะได้ให้คำมั่นแก่สาธารณชนเป็นสัญญาประชาคม เราหวังว่าผู้ที่จะได้ผลประโยชน์จากอวนล้อมจับในเวลากลางคืนในทะเลตะวันออกและอื่นๆ รวมทั้งพรรคการเมืองที่สนับสนุน จะผ่าเผย ยืดอก แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ประกาศให้ “พันธะสัญญาสาธารณะ” แก่ประชาชน ว่าจะเลือกใช้มาตรา 69 ว่าอย่างไร”

บรรจง นะแส : ความกังวลต่อการปล่อยให้อวนตาถี่ทำลายทะเลไทย: ร่วมกันคัดค้าน มาตรา 69

ในวันเดียวกัน บรรจง นะแส ที่ปรึกษาสมาคมรักษ์ทะเลไทย ได้แสดงความกังวลต่อสิ่งแวดล้อมทะเลไทย กับการปล่อยให้อวนตาถี่ทำลายทะเลไทย: ร่วมกันคัดค้าน มาตรา 69 ผ่าน สื่อเถื่อน ว่า

“รัฐบาลกำลังพิจารณาอนุญาตการใช้อวนตาถี่ (อวนล้อมจับ) ตามมาตรา 69 โดยอ้างเหตุผลด้านเศรษฐกิจ แต่หากกฎหมายนี้ผ่านไป จะเป็นการทำลายสมดุลทางทะเลไทยอย่างร้ายแรง สร้างผลเสียต่อสัตว์น้ำ ระบบนิเวศ และอนาคตการประมงของประเทศ

1. กระทบสัตว์น้ำวัยอ่อนและเศรษฐกิจฐานราก

• เขตทะเล 12 ไมล์ มีสัตว์น้ำวัยอ่อนจำนวนมาก ไม่ได้มีแต่ปลากะตัก

• อวนล้อมจับด้วยแสงไฟ ทำให้สัตว์น้ำถูกจับตั้งแต่ยังไม่โตเต็มวัย

• มูลค่าความเสียหายต่อสัตว์น้ำ 1 ลำ คิดเป็นกว่า 7,385 บาทต่อวัน หรือ 2,600 ล้านบาทต่อปี

กล่าวคือ หากยังคงใช้อวนตาถี่ จะเป็นการ “ฆ่าอนาคต” ของสัตว์น้ำไทยตั้งแต่ยังไม่โตพอ

2. กระทบระบบนิเวศทางทะเล

• ปลาขนาดเล็ก เช่น ปลากะตัก คืออาหารหลักของสัตว์น้ำกว่า 50 ชนิด

• วาฬบรูด้า 1 ตัว ต้องกินปลาขนาดเล็กวันละ 600–700 กิโลกรัม

• การลดลงของปลากะตักจากการใช้อวนตาถี่ จะส่งผลต่อห่วงโซ่อาหารทั้งระบบ

นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะประมง แต่เป็นการคุกคามระบบนิเวศของทะเลไทยทั้งหมด

3. การใช้ค่า MSY ไม่เหมาะสม

• ข้อมูล MSY (Maximum Sustainable Yield) ของปลากะตัก ยังไม่เพียงพอจะใช้เป็นเหตุผลรองรับการอนุญาตจับ

• การอนุญาตให้ใช้อวนล้อมจับกลางคืน ขัดต่อมาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้าตาม พ.ร.ก.ประมง 2558

• หากเร่งรัดใช้กฎหมายโดยไม่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน จะทำลายความพยายามอนุรักษ์ที่ทำมานาน

4. เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนใหญ่ ไม่ใช่ประมงพื้นบ้าน

• ประเทศไทยมีเรือที่ได้ประโยชน์จากอวนตาถี่เพียง 175 ลำ จากทั้งหมดกว่า 650 ลำ

• ในจำนวนนั้น 48.57% เป็นเรือใหญ่ (60–150 ตันกรอส) และ 11.43% เป็นเรือใหญ่พิเศษ (มากกว่า 150 ตันกรอส)

• ขัดกับหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะเป็นการเอื้อทุนใหญ่ แต่ซ้ำเติมชาวประมงพื้นบ้านกว่า 478 ลำ

5. ข้อมูลปริมาณการจับปลากะตักยืนยันความเสี่ยง

• จากอดีต (พ.ศ. 2515–2538) ปริมาณการจับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่เมื่อเข้าสู่ยุค พ.ศ. 2557–2567 ปริมาณกลับทรงตัวต่ำลงและเสี่ยงลดลงอีก

• ปริมาณอนุญาตจับปลากะตัก 234,758 ตัน แต่จับได้จริงเพียง 134,858 ตัน แสดงถึงความเสื่อมโทรมของทรัพยากร

นี่คือสัญญาณชัดว่า การเร่งใช้อวนตาถี่ยิ่งจะซ้ำเติมปัญหาการฟื้นฟู

มาตรา 69 ที่เปิดทางให้อวนตาถี่ คือการเอื้อประโยชน์แก่ทุนไม่กี่ราย แต่กลับสร้างความเสียหายมหาศาลต่อ ทะเลไทย ระบบนิเวศ สัตว์น้ำ และเศรษฐกิจชุมชนประมง

จดหมายเปิดผนึก

ถึงรัฐบาล สมาชิกรัฐสภา และ คณะกรรมาธิการร่วมกันสองสภา

กรณีมาตรา69 อวนล้อมจับตาถี่ในเวลากลางคืน

 

           ตามที่ทราบกันแล้วว่าขณะนี้คณะกรรมาธิการร่วมกันขอ งสองสภาได้พิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายประมงเกือบเสร็จสิ้นแล้ว เหลือประเด็นเดียวที่ประชาชนในสังคมมีความเห็นแย้งว่า รัฐสภาไทย ไม่ควรเปิดช่องให้มีการใช้ “อวนล้อมจับที่มีขนาดช่องตาอวนเล็กกว่า2.5 ซม.ทำการประมงในเวลากลางคืน” ซึ่งหมายถึง “การใช้เครื่องปั่นไฟส่องสว่างล่อสิ่งมีชีวิตในทะเล สัตว์น้ำเศรษฐกิจวัยอ่อนและสัตว์น้ำขนาดเล็ก มารวมฝูง แล้วตีวงล้อมจับด้วยอวนตาถี่ขนาด 6 มิลลิเมตร”

การทำประมงด้วยเครื่องมือนี้ในเวลากลางคืนประกอบแสงไฟล่อ จะทำลายห่วงโซ่อาหารในระบบนิเวศทะเล โดยดึงเอาสิ่งมีชีวิตในฐานปิรามิดห่วงโซ่อาหารขนาดเล็กชั้นเดียวกันออกจากระบบมากเกินไป กระทบต่อสัตว์น้ำเศรษฐกิจและสัตว์น้ำหายากในระบบนิเวศทะเลไทยในชั้นปิรามิดห่วงโซ่อาหารที่สูงกว่า และจะมีผลกระทบลุกลามไปยังกลุ่มผู้ใช้ทรัพยากรทางทะเลอื่นๆ เช่น ชาวประมงพื้นบ้านขนาดเล็กและชาวประมงพาณิชย์อื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำในขนาดที่มีคุณค่าและมูลค่ามากกว่า รวมถึงกลุ่มผู้ใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำเพื่อการนันทนาการและการอนุรักษ์   

กอร์ปกับ การจับสัตว์น้ำขนาดเล็กเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจยังสามารถใช้อวนตาถี่ในวิธีการอื่นที่มีประสิทธิภาพสูงเพียงพอกัน จับสัตว์น้ำกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน เช่น กลุ่มอวนช้อน ยก ครอบ ด้วยอวนตาขนาด 6 มิลลิเมตรในเวลากลางคืน และ อวนล้อมจับด้วยอวนตาขนาด 6 มิลลิเมตรในเวลากลางวัน ได้อยู่แล้ว

จึงไม่มีเหตุจำเป็นทั้งทางเศรษฐกิจ/สังคม ใดๆเลยที่ รัฐสภาไทยจะแก้ไขกฎหมายประมง มาตรา 69 เพื่อตอบสนองความต้องการทางเศรษฐกิจของคนกลุ่มเดียว โดยที่ไม่มีหลักประกันทางวิชาการใดสามารถคาดการณ์ความรุนแรงของผลกระทบได้เลย 

อนึ่ง ปัจจุบันเราทราบว่า มีแนวโน้มที่จะได้ข้อยุติในชั้นกรรมาธิการร่วมกันของสองสภา ว่า อาจอนุญาตให้ใช้อวนล้อมจับตามมาตรา69 ได้ตั้งแต่ 12 ไมล์ทะเลออกไป จากที่เคยอ้างว่าจะทำในเขตทะเลห่างไกล โดยให้นำผลการศึกษาวิจัยของทางราชการและการรับฟังความคิดเห็นมาพิจารณาประกอบด้วย นั้น เราเห็นว่า เป็นแนวคิดที่พอรับฟังได้ แต่ยังมีข้อกังวลความไม่ชัดเจน อยู่มาก เช่น การไม่ควรให้ใช้ประกอบแสงไฟล่อ หรือการทำในพื้นที่ใด 

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เราต้องการสื่อสาร คือ เราไม่ต้องการ การต่อรองขอให้ผ่านกฎหมายมาตรา69 ไป โดยใช้แนวการเขียน “รูปประโยคในมาตรา69” เพื่อให้นำไปสู่การมอบอำนาจให้ฝ่ายข้าราชการดำเนินการศึกษาวิจัย ที่ประชาชนภาคส่วนต่างๆ อาจไม่มีโอกาสมีส่วนร่วม หรือมีส่วนร่วมพอเป็นพิธี แล้วนำไปสู่การอนุญาตให้ใช้เครื่องมือชนิดนี้ได้ในที่สุด, หรือเขียนให้ซับซ้อน แต่ซ่อนการอนุญาตให้ทำประมงชนิดนี้ได้ หรือใช้เทคนิคภาษา จากไม่ควรใช้แสงไฟล่อ ไปเป็นให้ใช้แสงไฟล่อได้ เป็นต้น

เราได้หารือกับเพื่อนพี่น้องในวงการทางทะเล และปัญหาทางสิ่งแวดล้อมในประสบการณ์ต่างๆ เราพบว่า ที่ผ่านมาประชาชนมีบทเรียนที่เจ็บปวดมาก เกี่ยวกับการศึกษาวิจัยของหน่วยงานภาครัฐ ที่ไม่ตอบสนองต่อหลักการความยั่งยืน ไม่ครอบคลุมรอบด้าน ขาดการมีส่วนร่วม ไม่มีกรอบขอบเขตแน่ชัด ลักไก่แอบทำ จนประชาชนแทบไม่เหลือความเชื่อมั่น หากงานวิชาการผูกขาดอยู่ในมือของฝ่ายข้าราชการเท่านั้น บางท่านมองว่า อาจเกิดกรณีทำประมงอวนล้อมจับด้วยอวนตาถี่ตามมาตรา69 กันอย่างแพร่หลาย โดยอ้างว่าได้รับอนุญาตให้ทำได้เพื่อศึกษาวิจัย ซึ่งจะกลายเป็นผลเสียมากกว่า ไม่ต่างจากการได้ทำการประมงจริงๆ แต่เพียงใช้คำว่า “เพื่อการศึกษาวิจัย” บังหน้าเฉกเช่นการล่าวาฬเพื่อการวิจัยในต่างประเทศ

เราเห็นว่า “ให้เรายอม ให้ประชาชนยอมให้ผ่านมาตรา 69 ไปได้แบบมีข้อกังขา เท่ากับเรายอม ให้นำทรัพยากรทางทะเลและสัตว์น้ำของประเทศไปเป็นเดิมพัน แต่ในทางตรงกันข้ามหากเกิดผลร้ายขึ้น? ผู้ที่ได้รับประโยชน์ไปแล้วในกรณีนี้ พวกเขามีอะไรที่จะต้องจ่ายคืนให้สังคมบ้าง หากไม่เป็นไปอย่างที่เขาอ้าง มีอะไรที่พวกเขาควรนำมาวางเดิมพัน เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมบ้าง กรณีตัวอย่าง มาตรา 57 ในกฎหมายฉบับเดียวกันนี้ กำหนดให้รัฐมนตรี ประกาศ ชนิด ขนาด พันธ์สัตว์น้ำที่ไม่ควรทำการประมง ปรากฎว่าตลอดสิบปีไม่สามารถประกาศออกมาแม้แต่ชนิดเดียว จนเกิดการจับลูกปลาเศรษฐกิจกันตามใจชอบ ก็เพราะอิทธิพลของกลุ่มประมงด้วยอวนตาถี่ชนิดนี้ เกิดความสูญเสียอย่างรุนแรงตลอดมา

เราขอยืนยันแนวคิด ที่ขอให้รัฐสภายึดมั่นในหลักการ “ห้ามมิให้ใช้วิธีล้อมจับด้วยอวนตาถี่ในเวลากลางคืน” ตามกฎหมายเดิม แน่นอนว่า เราไม่มีอำนาจใดที่จะบีบบังคับ เราไม่ได้รับสิทธิใดไปยอมประนีประนอมทั้งสิ้น หากกรรมาธิการร่วมกันของรัฐสภา และสภาผู้แทนราษฎร เห็นว่าการเพิ่มข้อยกเว้นให้ศึกษาวิจัยแล้วค่อยให้อนุญาตให้ใช้ทีหลังภายใต้เงื่อนไข เพื่อประนีประนอมและเชื่อถือได้ ย่อมเป็นอำนาจและความรับผิดชอบอันชอบธรรมของสภาผู้แทนราษฎรเอง 

พวกเรา ในนามภาคประชาสังคม เครือข่ายประมงพื้นบ้าน องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ครูอาจารย์ ต่างๆ ได้ลงแรงเสียสละกันอย่างเต็มที่ ขอให้รัฐสภาได้ตรึกตรองกฎหมายประมงมาตรา 69 มาตลอดเกือบสองปีที่ผ่านมา เราคิดว่า กรรมาธิการร่วมกันของสองสภาและรัฐสภา มีข้อมูล ข้อคิดเห็นจากสังคมฝ่ายต่างๆ เพียงพอในการตัดสินใจแล้ว ขอให้ท่านได้พิจารณาตัดสินใจตามความรับผิดชอบของท่านที่เห็นสมควรเถิด

เราหวังว่ารัฐบาลและสมาชิกรัฐสภา จะได้ให้คำมั่นแก่สาธารณชนเป็นสัญญาประชาคม เราหวังว่าผู้ที่จะได้ผลประโยชน์จากอวนล้อมจับในเวลากลางคืนในทะเลตะวันออกและอื่นๆ รวมทั้งพรรคการเมืองที่สนับสนุน จะผ่าเผย ยืดอก แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ประกาศให้ “พันธะสัญญาสาธารณะ” แก่ประชาชน ว่าจะเลือกใช้มาตรา69 ว่าอย่างไร 

ด้วยความนับถือ

สมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย

สมาคมรักษ์ทะเลไทย

สมาคมเครือข่ายรักเลอันดามัน

มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง