Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ใกล้ฤดูน้ำหลากน้ำเหนือท่วมทุ่ง เครือข่ายชาวนาภาคกลาง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และคณะได้ยื่นหนังสือร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการบริหารจัดการน้ำทุ่งแก้มลิงบางบาล บ้านแพน ผักไห่ และเจ้าเจ็ด ชาวนาเผยต้องรีบเก็บเกี่ยวก่อนชลประทานผันน้ำเข้าทุ่ง 15 ก.ย. ส่วนคณะกรรมการสิทธิฯ จะรับเรื่องไปตรวจสอบ เชิญหน่วยงานมาให้ข้อมูล หากพบนโยบายกระทบสิทธิจะชงรัฐบาลแก้ไขนโยบาย


เครือข่ายชาวนาภาคกลาง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ยื่นหนังสือร้องเรียนการจัดการน้ำทุ่งแก้มลิงบางบาล บ้านแพน ผักไห่ และเจ้าเจ็ด ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อ 23 ส.ค. 2568  ที่มา: เอื้อเฟื้อภาพจากวสุชน รักษ์ประชาไท


สภาพบ้านเรือนในชุมชนใกล้วัดอินทาราม พื้นที่หมู่ 9 ต.วัดะกู อ.บางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่ลุ่มต่ำ เริ่มประสบปัญหาน้ำท่วมขัง ภาพเมื่อ 23 ส.ค. 2568 ที่มา:  เอื้อเฟื้อภาพจากวสุชน รักษ์ประชาไท

เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2568 ที่ผ่านมา นายฐิติวัฒน์ กลีบมาลัย เครือข่ายชาวนาภาคกลาง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และคณะได้ยื่นหนังสือร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการบริหารจัดการน้ำทุ่งแก้มลิงบางบาล บ้านแพน ผักไห่ และเจ้าเจ็ด ต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

โดยในหนังสือร้องเรียน ระบุว่า “ด้วยพื้นที่ทุ่งแก้มลิงบางบาล บ้านแพน ผักไห่ และเจ้าเจ็ด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ในการหน่วงน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมเขตเมืองหลวงและพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ โดยเป็น 4 ใน 7 ทุ่งแก้มลิงรับน้ำของจังหวัด อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการดังกล่าวได้ก่อให้เกิดน้ำท่วมอย่างตั้งใจ และปัญหาเชิงโครงสร้างที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนทั้งในคันกั้นน้ำและนอกคันกั้นน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งการขาดกระบวนการมีส่วนร่วมตัดสินใจที่มากและครอบคลุมเพียงพอจากประชาชนในพื้นที่ การบริหารจัดการน้ำที่ไม่ตอบสนองต่อปฏิทินปลูกข้าวแบบเหลื่อมเวลา การวางหลักเกณฑ์และดำเนินการชดเชยเยียวยาไม่เป็นธรรมและไม่เพียงพอ รวมถึงการปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมจากบ่อทรายและบ่อขยะในพื้นที่ และผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและที่อยู่อาศัยของชุมชนริมน้ำที่ต้องเผชิญน้ำท่วมสูงผิดธรรมชาติและยาวนาน”

โดยตัวแทนยื่นหนังสือ “ขอร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โปรดอนุเคราะห์รับเรื่องร้องเรียนและพิจารณารายงานเฉพาะกรณีบางบาลที่ส่งมาด้วยนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่และกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สามารถยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา” ตอนหนึ่งของหนังสือร้องเรียนระบุ

โดยการยื่นหนังสือเกิดขึ้นระหว่างการจัดกิจกรรม “เวทีประชาเสวนาหาทางออกพื้นที่ทุ่งแก้มลิงบางบาล: คนในคัน คนนอกคัน คนเท่ากัน” จัดโดยสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ร่วมกับหลักสูตรประกาศนียบัตรสิทธิมนุษยชนสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปสม.) รุ่นที่ 4 และสภาเกษตรกรแห่งชาติ เมื่อวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2568 ที่วัดอินทาราม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ดำเนินการเสวนาโดย ผศ.ดร.อาทิตย์ ทองอินทร์ อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในเวทียังมีตัวแทนชาวนาเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นและยื่นหนังสือร้องเรียน โดยมี ผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะเดินทางมารับเรื่องร้องเรียนเพื่อพิจารณาตรวจสอบข้อร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการบริหารจัดการน้ำของรัฐ นอกจากนี้ ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สส.อยุธยา เขต 1 ยังเดินทางมารับเรื่องเพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาต่อในสภาผู้แทนราษฎรด้วย

โดย ผศ.ดร.อาทิตย์ กล่าวถึงความสำคัญของการจัดเวทีประชาเสวนาฯ ว่า “การไหลของน้ำในปัจจุบันนี้ มิได้เป็นไปตามธรรมชาติเพียงถ่ายเดียว แต่เป็นผลสำคัญจากการวิศวกรรมน้ำที่ทำให้น้ำไหลจากที่สูง (ทางอำนาจ) ลงสู่ที่ต่ำ (ทางอำนาจ) มาหน่วงพักขังไว้ในบริเวณที่มีค่าต่ำกว่าทางเศรษฐกิจและอำนาจต่อรอง เป็นระยะเวลายาวนับเดือน ในระดับน้ำที่สูง ท่วมจนมิดไม่เห็นหัวคน โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อย”

“พื้นที่กรุงเทพและปริมณฑลไม่ต้องเผชิญกับปัญหาระดับน้ำมากนักในฤดูน้ำหลาก ที่จำต้องระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเป็นสำคัญ มิได้เป็นเพราะภูมิประเทศที่สูงกว่า ซึ่งทุกท่านทราบดีว่ามิใช่เช่นนั้น บริเวณนี้คือพื้นที่ลุ่มต่ำและลาดเอียงไม่น้อยกว่าอยุธยา แต่เหตุที่กรุงเทพและปริมณฑลไม่ต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมน้ำหลากมากนัก นั่นเพราะมันมีพื้นที่อื่นที่รับและหน่วงน้ำเพื่อค่อย ๆ ทยอยผ่องถ่ายไว้ให้ และเราคงปิดตาข้างเดียวแสร้งไม่รับรู้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะขณะที่เรานอนหลับสบาย คนบางพื้นที่ต้องนอนบนขอบหน้าต่างชั้นสองในบางปีที่น้ำระบายมาก และนอนหลับท่ามกลางสภาวะน้ำท่วมถึงพื้นบ้านแทบทุกปี รวมทั้งรับมือกับความเสียโอกาสในด้านต่าง ๆ มาโดยตลอด”

“การปรับปรุงระบบและกระบวนการจัดการน้ำ ข้อกฎหมายที่เปิดทางให้กับการมีส่วนร่วมของพื้นที่ฐานราก และการชดเชย เยียวยา ให้มีความเป็นธรรมมากขึ้นจึงเป็นพันธกิจสำคัญทางรัฐศาสตร์ทั้งในการหนุนเสริมให้มีการเคารพ คุ้มครอง และส่งเสริมเติมสิทธิมนุษยชน และทั้งการพัฒนาที่ยั่งยืน” นักวิชาการจากสาขาวิชารัฐศาสตร์ มสธ. กล่าว

ชาวนาบางบาลชี้น้ำท่วมทุ่งเป็นผลจากนโยบายชลประทาน


“เวทีประชาเสวนาหาทางออกพื้นที่ทุ่งแก้มลิงบางบาล: คนในคัน คนนอกคัน คนเท่ากัน” เมื่อวันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม 2568 ที่วัดอินทาราม อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา

ในช่วงของกิจกรรมประชาเสวนาฯ นายอนุรักษ์ ชูประวัติ หรือกำนันจุก เกษตรกร ต.น้ำเต้า อ.บางบาล กล่าวว่าวันนี้ขอพูดในนามเกษตรกร ปัญหาน้ำท่วมทุ่งบางบาล มาจากการจัดสรรและบริหารน้ำที่ไม่ดีเท่าที่ควร หน้าน้ำก็มีมีการปล่อยน้ำชลประทาน มาลงทุ่ง อ.บางบาล อ.เสนา และ อ.ผักไห่ เมื่อผันน้ำเข้ามาในทุ่ง นาที่กำลังปลูกหากเก็บเกี่ยวไม่ทันก็จะได้รับความเสียหาย เมื่อการบริหารจัดการน้ำถือว่าทุ่งบางบาล เสนา ผักไห่เป็นทุ่งรับน้ำ ถามว่าชาวนาในเขตนอกคันกั้นน้ำเหล่านี้เต็มใจหรือเปล่า และมีค่าชดเชยให้กับการเป็นทุ่งรับน้ำหรือเปล่า

โดยในวันที่ 15 กันยายนนี้ กรมชลประทานก็จะผันน้ำเข้าทุ่งแล้ว น้ำจะท่วมทุ่งจนถึงเดือนพฤศจิกายน หลังน้ำลดชาวนาถึงจะได้ทำนาปรัง ช่วงเดือนธันวาคมถึงเมษายน ก็จะได้เกี่ยวข้าว แต่หลังจากนั้นแทบไม่มีเวลาเตรียมทำนาปี เพราะราชการห้ามเผาตอซังข้าว ที่ชาวนาอยากเผาตอซังข้าว เพราะใช้เวลากำจัดวัชพืชได้เร็วก็สามารถเตรียมทำนาได้ แต่ถ้าใช้วิธีอื่น เช่น หมักตอซังข้าว ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 เดือน ก็จะทำนาปีไม่ทันช่วงเวลาผันน้ำท่วมทุ่ง สำหรับชีวิตชาวนาถ้าไม่ให้ทำนาแล้วจะให้ทำอะไร มีคำกล่าวที่ว่า “ชาวนากระดูกสันหลังของชาติ” แต่ทำไมยิ่งทำยิ่งจน

โดยเขามีข้อเสนอเพื่อชดเชยการเป็นทุ่งรับน้ำ นอกจากเงินชดเชยต่อไร่ในช่วงน้ำท่วมทุ่งแล้ว อยากให้ราชการผ่อนผันให้ใช้วิธีเผาตอซังข้าวเพื่อกำจัดวัชพืช ซึ่งเป็นวิธีเตรียมแปลงเพาะปลูกที่ทำได้รวดเร็ว

นายฐิติวัฒน์ กลีบมาลัย เครือข่ายชาวนาภาคกลาง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ชาวนาอยากรู้สิทธิ ถ้าที่นากลายเป็นทุ่งรับน้ำ ชาวนามีสิทธิเรียกร้อง ฟ้องร้องค่าเสียหายได้ไหม ชาวนาบางรายเช่ามาทำนา เช่ามาปีหนึ่งจ่ายค่าเช่าทั้งปี แต่ใช้ทำนาจริงๆ ได้ 200 กว่าวัน วันที่เหลือกลายเป็นทุ่งรับน้ำ แต่ไม่มีมาตรการใดๆ มาช่วยเลย เวลาทำนา กรมชลประทานก็มาเก็บค่าไฟฟ้า

ปัจจุบันชาวนา ทำนาเป็นอาชีพ อยากได้เงินเอามาใช้จ่ายในครอบครัว เวลาที่น้ำหลากท่วงทุ่ง ผันน้ำมาเก็บ ชาวบ้านทำนาไม่ได้ ทุ่งบางบาล เสนา ผักไห่ ฯลฯ จึงเป็นที่มาขอค่าชดเชยไร่ละ 300 บาทต่อเดือนในช่วงน้ำหลาก

ที่ผ่านมาชาวนารับน้ำแทนพื้นที่กรุงเทพฯ แต่พอน้ำลด ชาวนากลับไม่ได้ใช้น้ำทำนา เพราะต้องเผื่อเอาน้ำไปทำน้ำประปาให้คนในเมืองก่อน แล้วเดี๋ยวต้องเอาน้ำไปดันน้ำทะเลหนุนสูง แล้วก็มีคำสั่งให้ชาวนาต้องชะลอทำนาไปก่อน กว่าจะทำนาได้ต้องรอน้ำทะเลหยุดหนุน แต่เวลาหน้าน้ำ น้ำมาเยอะ ก็ผันน้ำเข้าทุ่ง อ้างว่าเอาน้ำให้ชาวนาทำ แต่เราจะทำนาได้ยังไง เพราะน้ำมันท่วมทุ่ง นายฐิติวัฒน์กล่าว

ขณะที่ชาวนาอีกรายหนึ่งที่มาร่วมเวทีประชาเสวนาฯ หาทางออก เสนอด้วยว่า แทนการผันน้ำเหนือเข้าสู่ทุ่งรับน้ำในอยุธยา ทำไมกรมชลประทานไม่บรรเทาสถานการณ์น้ำเหนือด้วยการผันน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาเข้าสู่แนวคลอง ทั้งฝั่งซ้ายและขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น ผันน้ำไปตามคลองชลประทานทางด้าน อ.สรรพยา ชัยนาท แต่ต้องมีเจ้าหน้าที่คุมประตูระบายน้ำเพื่อไม่ให้น้ำล้นตลิ่ง หรือกรณีเปิดประตูระบายน้ำเพื่อผันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตก เข้าคลองเจ้าเจ็ดไปออกคลองบางยี่หน ออกแม่น้ำท่าจีน หรือเข้าคลองพระยาบันลือ ไปออกแม่น้ำท่าจีนก็ทำได้เช่นกัน ซึ่งถ้ากรมชลประทานช่วยระบายน้ำเข้าคลองต่างๆ ตั้งแต่ใต้เขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ก็จะช่วยให้สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ อ.บางบาลบรรเทาลง เพราะคนบางบาลไม่อยากให้น้ำท่วมสูงถึงบ้านชั้นสองจนอยู่ไม่ได้ แต่อยากให้ระดับน้ำลดลงอยู่ในระดับที่ชาวบ้านใช้ชีวิต หรือเดินทางสัญจรได้

สส.อยุธยา เขต 1 เสนอใช้เครือข่ายคลองชะลอผลกระทบน้ำท่วมทุ่ง


ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สส.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชน รับฟังข้อร้องเรียนของกลุ่มชาวนาทุ่งบางบาล

ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สส.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เขต 1 พรรคประชาชน ซึ่งมาร่วมเวทีประชาเสวนารับฟังข้อร้องเรียนของกลุ่มชาวนาด้วย กล่าวว่า ตามหลักเกณฑ์ถ้าเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำในอัตรา 1,800-2,000 ลบ.ม.ต่อวินาที ถึงจะเข้าเกณฑ์ประสบภัยพิบัติ แต่จริงๆ แล้ว ถ้าระบายน้ำในอัตรา 1,000 ลบ.ม. ต่อวินาที ชาวบ้านในทุ่งบางบาลก็เริ่มได้รับผลกระทบแล้ว ที่ผ่านมามีกรณีที่ชาวบ้านออกเงินซ่อมแซมความเสียหายหลังอุทกภัยไปแล้ว แต่ไม่ได้รับเงินเยียวยาเท่ากับความเสียหาย แต่ในปีนี้เปลี่ยนเกณฑ์เป็นจ่ายเหมา หลังคาเรือนละ 9,000 บาท อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อเสนอของประชาชนอยากให้มีการจ่ายเงินชดเชยค่าครองชีพ โดยจ่ายให้ผู้ประสบภัยทุกๆ สิ้นเดือน เพราะแต่ละเดือน  ครัวเรือนต่างก็มีค่าใช้จ่าย

ส่วนบทบาทของเขื่อนเจ้าพระยา มีหน้าที่ 2 อย่างคือ หนึ่ง ชะลอน้ำ สอง บังคับน้ำ เพื่อให้น้ำไหลเข้ามายังลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง กระจายไปยังพื้นที่ต่างๆ ไม่ใช่เขื่อนกักเก็บน้ำแบบเขื่อนขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนสิริกิติ์ หรือเขื่อนภูมิพล แต่กลายเป็นว่าบทบาทในช่วงหน้าน้ำ เขื่อนเจ้าพระยาพยายามคุมให้น้ำอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหลัก แต่ไม่กระจายสู่ทุ่งน้ำต่างๆ

สำหรับอยุธยา กลายเป็นกำแพงรับน้ำด่านสุดท้ายก่อนที่น้ำเหนือจะเข้าปริมณฑล และกรุงเทพมหานคร ที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือ พื้นที่ให้น้ำอยู่ หรือเบรกน้ำ น้ำวิ่งมาจากทางเหนือสู่อ่าวไทย เรามีเบรกที่เดียวคือที่อยุธยา น้ำมาขังที่จังหวัดอยุธยาของเรา น้ำมาอยู่ในพื้นที่ทุ่งรับน้ำ ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ จึงขอเสนอวิธีแก้สองอย่าง หนึ่ง เส้นเลือดฝอยอย่างเครือข่ายคลองต่างๆ ควรมีประสิทธิภาพได้มากกว่านี้ แต่ยังมีปัญหาเช่น ผักตบชวา และประตูระบายน้ำเสีย ทำให้น้ำระบายไม่ได้ สองคือ ทุ่งรับน้ำ ที่จะกระจายน้ำออกไปได้ ลดน้ำเหนือที่จะไหลมาอยู่ในพื้นที่นอกคันกั้นน้ำ ต้องเปลี่ยนวิธีคิดกรมชลประทานแทนท่จะผันน้ำมาจะอยู่ในลำน้ำอย่างเดียวที่มีบ้านเรือนประชาชนเยอะ แต่ควรกระจายน้ำออกตามคลองสองข้างทาง และเครือข่ายคลองเส้นเลือดฝอย

คณะกรรมการสิทธิฯ รับเรื่องไปตรวจสอบ เชิญหน่วยงานมาให้ข้อมูล

ผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ที่มารับฟังปัญหาในวันนี้ สืบเนื่องจากที่ผ่านมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีหลักสูตรประกาศนียบัตรสิทธิมนุษยชนสำหรับนักบริหารระดับสูง มีกลุ่มที่ทำเรื่องทุ่งรับน้ำบางบาล หลังจากที่ได้ฟังเรื่องราวที่ ผศ.ดร.อาทิตย์ นำเสนอ เวลาได้ยินคำว่าบางบาล ก็จะนึกถึงพื้นที่น้ำท่วม ทุ่งรับน้ำมาตลอด

เพราะฉะนั้นในฐานะของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีหน้าที่ปกป้องคนถูกละเมิดสิทธิ ต้องตรวจสอบถ้ามีการละเมิด จะต้องหาทางเยียวยาแก้ไข เรื่องนี้จึงถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของท่านตามหลักสิทธิมนุษยชน หากตัวแทนชาวนายื่นเรื่องร้องเรียน ทางคณะกรรมการสิทธิก็จะตรวจสอบเข้าสู่การกลั่นกรอง มีกระบวนการตรวจสอบ เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิ ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ

หลังจากนั้นทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะออกรายงาน นำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถ้ามีประเด็นทางกฎหมาย นโยบาย ที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายสิทธิ หน่วยงานต้องนำไปปรับปรุงแก้ไข ถ้าไม่แก้ไข ก็ไปร้องเรียนที่คณะรัฐมนตรี และสภาผู้แทนราษฎร

หากข้อมูลที่รับฟังมีประเด็นทางสิทธิมนุษยชนที่จะตรวจสอบ เป็นเรื่องที่กระทบสิทธิมนุษยชนหลายประเด็น ทั้งชีวิตความเป็นอยู่ อาชีพ สุขภาพเพราะคนที่ต้องอยู่กับน้ำท่วม จะได้รับผลกระทบทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิต เกิดความเครียด และยังกระทบกับสิทธิการศึกษา เพราะปิดโรงเรียน นักเรียนไม่ได้เรียน หรือไปสอบ ทั้งยังขาดสิทธิในการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร ที่ผ่านมาหน่วยงานราชการมีการรับฟังชาวนาแค่ไหน ต้องเป็นเรื่องที่ตรวจสอบในประเด็นเหล่านี้ รวมทั้งมิติในการเยียวยาที่เป็นธรรม สมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของชุมชนที่ต้องกลายเป็นพื้นที่รับน้ำ โดยการรับเรื่องร้องเรียนในวันนี้ นอกจากกรรมการสิทธิแล้วฯ ยังมีผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย และผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการเคารพสิทธิมนุษยชน มาร่วมรับหนังสือด้วย

ส่วนประเด็นค่าเยียวยาผู้ประสบภัย เหมาะสมหรือไม่นั้น ในประเด็นการเยียวยาที่เป็นธรรมถือเป็นหลักการที่สำคัญของสิทธิมนุษยชน ดังนั้นหลังจากที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้รับเรื่อง ก็จะตรวจสอบ โดยทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะไปดูระเบียบ กฎเกณฑ์การเยียวยาชดเชยของหน่วยงานราชการ ซึ่งถ้าพบว่าไม่เป็นธรรม จะจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อให้ปรับแก้ระเบียบให้เกิดความเป็นธรรมด้วย


ทุ่งแก้มลิงบางบาล ที่มา: สำนักงานชลประทานที่ 10 กรมชลประทาน

ทั้งนี้อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีขนาดพื้นที่ประมาณ 84,565 ไร่ เป็นที่ตั้งของทุ่งแก้มลิง บางบาล ซึ่งเชื่อมต่ออยู่กับทุ่งบ้านแพน ในอำเภอเสนา ภาพรวมที่ตั้งของอำเภอบางบาลมีลักษณะที่ราบลุ่มต่ำผืนใหญ่ ล้อมรอบด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และคลองโผงเผง (คลองบางหลวง) ซึ่งเป็นคลองที่เชื่อมระหว่างสองแม่น้ำข้างต้น ขณะเดียวกัน ก็มีคลองบางบาลไหลแยกจากจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่วัดจุฬามณีไหลผ่านที่ ตั้งแต่ตัวอำเภอไปบรรจบแม่น้ำน้อยที่บ้านสีกุกในลักษณะขนานไปกับคลองโผงเผง

จากเอกสารของคณะนักวิชาการผู้จัดเวทีประชาเสวนาฯ ทุ่งแก้มลิงบางบาลคือพื้นที่ตรงกลางระหว่างคลองโผงเผงทางตะวันตกกับคลองบางบาลทางตะวันออก มีเนื้อที่ประมาณ 27,450 ไร่ สัมพันธ์กับการไหลของน้ำเริ่มที่เส้นแยกจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่คลองโผงเผงที่ ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ไหลลงทิศตะวันตกเฉียงใต้ขนานหลายตำบลของ อ.บางบาลใน 2 ฟากฝั่งคลอง ไปบรรจบแม่น้ำน้อยที่ อ.เสนา เชื่อมเข้าทุ่งแก้มลิงบ้านแพน อ.เสนา ส่งผลให้ ต.น้ำเต้าสัมพันธ์ เชื่อมอยู่กับสองทุ่งและทำให้สองทุ่งนี้สัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ขาดจนมักถูกกำหนดในเชิงบริหารจัดการน้ำรวมกันว่าทุ่งบางบาล-บ้านแพน ส่วนสายแม่น้ำจะไหลลงเรื่อยจนถึง อ.บางไทร จ.อยุธยา ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำน้อยกับแม่น้ำเจ้าพระยาบรรจบกัน
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง