ซีอีโอวัย 51 ปีของบริษัท Kiantama หนึ่งในบริษัทเบอร์รี่รายใหญ่ที่สุดของฟินแลนด์ประกาศลาออก หลังถูกตัดสินจำคุก 3 ปี 6 เดือน และห้ามประกอบกิจกรรมธุรกิจจนถึงปี 2572 ในข้อหาค้ามนุษย์แรงงานไทยหลายสิบคน
เวอร์นู วาซันตา ซีอีโอวัย 51 ปีของบริษัท Kiantama หนึ่งในบริษัทเบอร์รี่รายใหญ่ที่สุดของฟินแลนด์ | ที่มาภาพ: Jouni Porsanger / Str / Lehtikuva
สื่อเฮลซิงกิไทมส์รายงานเมื่อวันที่ 5 กันยายน /ถ68 ว่า เวอร์นู วาซันตา ซีอีโอวัย 51 ปีของบริษัท Kiantama หนึ่งในบริษัทเบอร์รี่รายใหญ่ที่สุดของฟินแลนด์ประกาศลาออก หลังถูกตัดสินจำคุก 3 ปี 6 เดือน และห้ามประกอบกิจกรรมธุรกิจจนถึง ปี 2572 ในข้อหาค้ามนุษย์คนงานไทยหลายสิบคน
“แม้ว่าคำพิพากษาจะยังไม่เป็นที่สิ้นสุด ผมเชื่อว่าการลาออกจะเป็นประโยชน์กับบริษัทมากที่สุด" เวอร์นู วาซันตา ระบุในแถลงการณ์ที่ออกโดยบริษัทเคียนทามา ทั้งนี้ เขาประกาศลาออกจากฝ่ายกรรมการและฝ่ายบริหารของบริษัทโดยมีผลทันที หลังจากที่เขาเป็นผู้่นำธุรกิจของครอบครัวมาตั้งแต่ปี 2544
และในคดีนี้ กัลยากร พงษ์พิศ พลเมืองสัญชาติไทย อายุ 54 ปี ผู้ช่วยของเวอร์นูก็ถูกตัดสินจำคุก 3 ปีด้วย โดยกัลยากรหรือทุเรียน เป็นผู้ประสานงานจัดหาคนงานไปเก็บเบอร์รี่ตามโควต้าของ 3 บริษัท ได้แก่ Kristo&Kumppanit และ Polarica ในประเทศสวีเดน และ Kiantama ในฟินแลนด์ ตามรายงานของไทยพีบีเอส
ศาลแขวงแลพแลนด์ของฟินแลนด์พบว่าคนงานเก็บเบอร์รี่สัญชาติไทยถูกหลอกลวงเกี่ยวกับโอกาสทางด้านรายได้และสภาพความเป็นอยู่ในฟินแลนด์ ก่อนจะถูกรับสมัครเข้ามาเก็บผลผลิตในปี 2565 ระหว่างที่พำพักในฟินแลนด์ แรงงานเหล่านี้ตกอยู่ในสภาพเงื่อนไขของการขูดรีด ซึ่งเทียบเท่ากับการบังคับแรงงาน
แรงงานเก็บเบอร์รี่แต่ละคนต้องเก็บบิลเบอร์รี่และลินกอนเบอร์รี่กว่า 2400-4000 กิโลกรัมในช่วงฤดูกาลประมาณ 10 สัปดาห์ แม้ว่าภาระงานหนักอึ้ง และกินเวลาตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงมืดค่ำโดยไม่มีวันหยุด คนงานส่วนใหญ่กลับได้ค่าจ้างเพียงไม่กี่ร้อยยูโรหลังการหักค่าใช้จ่าย
การหักค่าใช้จ่ายครอบคลุมถึงค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าที่พัก และค่ายานพาหนะ คนงานเก็บเบอร์รี่หลายคนเซ็นข้อตกลงกู้ยืมและค้ำประกันค่าเดินทางให้กันและกันก่อนเดินทางมาฟินแลนด์ และหลังเพิ่งมาถึงฟินแลนด์ได้ไม่นาน หนังสือเดินทางของคนงานเหล่านี้ก็จะมักถูกผู้ดูแลค่ายนำไปเก็บไว้ เพื่อลิดรอนสิทธิการเดินทาง
ศาลระบุอีกว่าแรงงานเบอร์รี่ตกอยู่ในสภาวะพึ่งพาบริษัทและผู้ประสานงานทั้งในด้านการเงินและการเดินทาง โดยพวกเขาไม่ได้รับแจ้งข้อมูลว่ามีสิทธิในการนำเบอร์รี่ไปขายเองได้ ส่งผลให้แรงงานเหล่านี้ไม่มีทางเลือก และจำใจต้องทำงานเพื่อชำระหนี้ภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทกำหนด
แม้ศาลยอมรับว่าส่วนที่พักของคนงานไม่ได้โหดร้ายผิดมนุษย์มนา และเป็นไปตามมาตรฐานของทางการ แต่ภาพรวมของโครงการมีลักษณะหลอกลวงและขูดรีดกลุ่มเปราะบาง ประเด็นที่เป็นข้อโต้เถียงอีกประการหนึ่งคือเรื่องอาหาร คนงานเก็บเบอร์รี่ถูกเรียกเก็บค่าอาหาร 8 ยูโรต่อวัน แต่อาหารที่ได้มักประกอบด้วยซุปหัวปลาและเครื่องในไก่ และถูกนำให้คนงานโดยใส่มาในถัง อาหารเหล่านี้ปกติแล้วเย็นชืดและบางครั้งก็ถูกทิ้งไว้ไม่ได้กิน
เมื่อพิจารณาประเด็นต่างๆ เหล่านี้แล้ว ศาลเห็นว่าการกระทำต่างๆ เหล่านี้ถือเป็นความผิดร้ายแรง จำเลยทั้งสองถูกตัดสินว่ามีกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์จำนวน 62 ครั้ง คดีนี้คำตัดสินมีเนื้อหายาวกว่า 200 หน้า และนำไปสู่การตรวจสอบระบบแรงงานตามฤดูกาลของฟินแลนด์ และกรอบการปฏิบัติของการรับสมัครแรงงานในอุตสาหกรรมเบอร์รี่ โดยเฉพาะแรงงานต่างชาติจากประเทศห่างไกล ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ยังไม่มีระเบียบกำกับดูแลเท่าที่ควรอีกครั้ง
อนึ่ง ทนายของฝ่ายจำเลยระบุว่าอาจจะดำเนินการเพื่อสู้คดีต่อในชั้นศาลอุทธรณ์
สส. ปชน. ร้อง 'อนุทิน' อย่านำผู้พัวพันในคดีเข้า ครม.
กรุงเทพธุรกิจรายงานว่าเมื่อ 6 กันยายน 2568 สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี เขต 7 พรรคประชาชน (ปชน.) เรียกร้องให้อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี "ทบทวนถึงความเหมาะสมและคำนึงถึงความรู้สึกของพี่น้องประชาชนที่จับตาการตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ไม่ให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี โดยตนจะดำเนินการตามกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติเพื่อให้กระบวนการคดีนี้ในฝั่งไทยเร่งสอบสวนและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด และเห็นว่าคดีที่เพิ่งตัดสินจากทางฟินแลนด์ ควรถูกนำมาร่วมพิจารณาประกอบ เพื่อเร่งดำเนินการเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างเร็วที่สุด”
สวัสวัต ระบุในเฟสบุ๊คอีกว่า "โดยส่วนตัว ผมไม่สามารถเห็นชอบ ให้ รมต. ที่ผมได้อภิปรายไปเรื่องคดีค้ามนุษย์ กลับกระทรวงแรงงานได้อย่างแน่นอน” ทั้งนี้ สหัสวัตเคยพูดเรื่องนี้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อ มี.ค. ที่ผ่านมา โดยอ้างอิงสำนวนคดีจากฟินแลนด์ และสำนวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ส่งไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ในการอภิปรายดังกล่าว ฟินแลนด์ "มีคำตัดสินแค่ในส่วนของคดีการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ แต่วันนี้มีคำตัดสินคดีค้ามนุษย์เพิ่ม ถ้า … ประกอบการตัดสินของศาลฟินแลนด์ในวันนี้ มีแนวโน้มสูงมากที่จะเป็นน้ำหนักเพิ่มเติมในการเอาผิดอดีตรัฐมนตรีและข้าราชการระดับสูง”
สำนวนคดีของดีเอสไอเมื่อต้นปี 2567 มีข้อกล่าวหาว่า มี "อดีตข้าราชการฝ่ายการเมืองระดับรัฐมนตรี 2 คน และผู้บริหารระดับสูง กระทรวงแรงงาน อีก 2 คน”เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย โดยตามรายงานล่าสุดเกี่ยวกับสหัสวัตระบุว่า "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในขณะนั้น...เดินทางไปเยี่ยมบริษัทดังกล่าวถึงประเทศฟินแลนด์" และ "มีหลักฐานเป็นแชทและกล่องเงินระหว่างทุเรียนและข้าราชการระดับสูงในกระทรวงแรงงาน"
ในการสัมภาษณ์เมื่อต้นปี 2567 สุชาติ ชมกลิ่น อดีต รมว. แรงงาน ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหา รวมถึงขอสงวนสิทธิ์ในการดำเนินการทางกฎหมาย และอธิบายความแตกต่างขององค์ประกอบเรื่องการค้ามนุษย์ระหว่างไทยและฟินแลนด์ ในช่วงไล่เลี่ยกัน ไพโรจน์ โชติกเสถียร ปลัดกระทรวงแรงงานให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ของกระทรวงแรงงานไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และหากข้อกล่าวหาไม่เป็นความจริงก็จะฟ้องผู้ที่ตั้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน
