ร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข จวนได้ข้อสรุป ‘ศศินันท์’ เผยภาคประชาชนเข้ามามีส่วนรวมในกรรมการได้มากขึ้น และถึงมาตรา 112 จะโดนล็อกไม่ให้นิรโทษกรรม แต่จะยังคงหาช่องทางอื่นเพื่อช่วยเหลือต่อไปโดยเฉพาะประเด็น ‘บัญชีแนบท้าย’ สุดท้ายแม้มีกฎหมายออกมาแต่เมื่อสมการทางการเมืองเปลี่ยน ก็ยังต้องพูดคุยกับพรรคการเมืองต่างๆ
19 ก.ย.2568 ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.เขตกรุงเทพ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ….ของคณะกรรมาธิการวิสามัญหลังจากเมื่อวานนี้ (18 ก.ย.) ใน กมธ.มีการพิจารณาประเด็นสำคัญ 2 เรื่องคือการหามาตรการช่วยเหลือคดีแพ่ง และสัดส่วนของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่จะตั้งขึ้นมาตามกฎหมาย
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
สส.จากพรรคประชาชนอัพเดตว่า ตอนนี้การพิจารณาได้มาถึงช่วงท้ายๆ ของร่างกฎหมายแล้ว มีการถกเถียงกันเยอะคือ มาตรการที่จะใช้กับคดีแพ่งและให้มีการคืนทรัพย์สินที่จำเลยถูกสั่งจ่ายเป็นค่าเสียหาย เรื่องนี้เป็นประเด็นขึ้นมาเพราะก่อนหน้านี้จะขอให้แก้ไขมาตรา 3 เพื่อให้รวมนิรโทษกรรมมาตรา 112 หรืออย่างน้อยที่สุดก็ให้มีการนิรโทษกรรมแก่เด็กและเยาวชนด้วย ที่ประชุมกลับไม่ให้ผ่าน แต่กับคนบางกลุ่มนอกจากจะได้นิรโทษกรรมแล้วยังจะมีทั้งการคืนเงินที่ถูกยึด ทั้งให้ยกเลิกสถานะล้มละลาย
“เรียกว่าไปสุดมากๆ ในส่วนของกลุ่มก้อนการเมืองฟากหนึ่ง แต่คนอีกกลุ่มหนึ่ง อย่างที่คุณทิชา ณ นคร ว่าไว้ในห้องคือ เรากลับปิดตาข้างหนึ่ง หรือทิ้งคนอีกกลุ่มหนึ่งไว้โดยไม่ได้สนใจใยดีเลย” ศศินันท์กล่าวถึงความเห็นของทิชาที่ยกประเด็นที่ กมธ.ไม่โหวตนิรโทษกรรมให้กับคดี 112 ของเยาวชน ในระหว่างที่มีการพิจารณามาตรการช่วยเหลือในคดีแพ่งแก่กลุ่มแกนนำพันธมิตร
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายประเด็นมาตรา 8 นี้ตามบันทึก iLaw พบว่าที่ประชุม กมธ.ตัดส่วนที่เกี่ยวกับการคืนค่าเสียหายหรือทรัพย์สินให้แก่ผู้ที่ได้รับการนิรโทษกรรมออกไป
เมื่อถามความเห็นของศศินันท์ถึงประเด็นที่ประชุม กมธ.มีการเพิ่มเรื่องให้คณะกรรมการทำแผนแก้ไขผู้กระทำความผิดที่อายุต่ำกว่า 18 ปีในขณะกระทำความผิดเสนอไปยังพนักงานอัยการหรือศาลพิจารณาให้ใช้มาตรการพิเศษ แทนการดำเนินคดีอาญา หรือยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาตามกฎหมายศาลเยาวชนฯ ซึ่งอยู่ใน มาตรา 9/1 ตามที่ปรากฏในบันทึกสรุปผลการประชุมของ กมธ.
ศศินันท์เห็นว่า สิ่งที่ กมธ.เพิ่มเข้ามาเป็นเพียงมาตรการที่เอามาใช้ ‘แทน’ การนิรโทษกรรมในคดีที่ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามมาตรา 3 เพื่อให้อย่างน้อยมีมาตรการอื่นแทนการนิรโทษกรรม
“การจะนิรโทษกรรมเยาวชนอย่างตรงไปตรงมาที่สุดก็คือ การแก้ไขมาตรา 3 ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพระราชบัญญัติฉบับนี้เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นมาตราที่ยกเว้นความผิดบางมาตราซึ่งรวมถึงมาตรา 112 ด้วย เราก็เห็นว่าเรื่องนี้เป็นมาตราสำคัญที่จะมีการโต้แย้งกันมากที่สุด เราเสนอไปว่าอย่างน้อยๆ ก็นิรโทษกรรมเยาวชนก็ได้ แต่เราก็ไม่ชนะในการลงมติ”
สส.พรรคประชาชนระบุว่า เท่าที่ได้ปรึกษากับทิชาที่ทำเรื่องเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนมาตลอด และคุ้นเคยกับมาตรการของศาลเยาวชนเป็นอย่างดี มีความเห็นว่า มาตรการตามมาตรา 9/1 ที่เพิ่มเข้ามา สุดท้ายจะมีปัญหาในการบังคับใช้ และอาจไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องนี้ได้จริง จากที่เคยทำคดีเยาวชนฯ มามักพบว่าศาลมีทัศนคติไม่ดีต่อเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองอยู่แล้ว ทำให้สุดท้ายอาจไม่มีเยาวชนที่ได้นิรโทษกรรมเลย อีกทั้งมาตรการแบบนี้ยิ่งทำให้เห็นชัดถึงการเลือกปฏิบัติ กลุ่มอื่นสามารถนิรโทษกรรมให้ได้ แต่คดีเด็กและเยาวชนกลับมาใช้มาตรการอื่นทดแทน
“ถ้านิรโทษกรรมเลย อัยการและศาลเขาไม่ต้องมาใช้ดุลพินิจแล้วว่าจะเข้าหรือไม่เข้า การเปิดประตูไว้เท่านี้ก็เหมือนการแก้เกี้ยวว่ามีการนิรโทษกรรมให้เด็กและเยาวชนแล้วนะ แต่ต้องใช้กระบวนการของศาลเยาวชนแทน ซึ่งอาจเกิดปัญหาในอนาคตได้เหมือนกันถ้าไม่ได้เขียนวิธีการไว้ให้ชัดเจนแล้วให้ใช้ดุลพินิจของศาลมากจนเกินไปอาจลิดรอนสิทธิในการนิรโทษกรรมเด็กและเยาวชนในคดีมาตรา 112 ได้เหมือนกัน” ศศินันท์กล่าวถึงปัญหาที่มอบให้ศาลเยาวชนฯ เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจสุดท้าย
ศศินันท์ กล่าวว่า กมธ.ยังได้พิจารณาเรื่องสัดส่วนของคณะกรรมการที่จะตั้งขึ้นมาตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องหาสมดุลระหว่างหน่วยงานของรัฐกับประชาชนที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย แม้ว่า กมธ.บางส่วนจะมีความเห็นแตกต่างกันออกไป แต่เราต้องการผลักให้มีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วยเพราะว่าการนิรโทษกรรมไม่ได้มีแต่เรื่องของกฎหมายทั้งหมด แต่เป็นเรื่องทางการเมืองด้วย
สส.พรรคประชาชนกล่าวต่อว่า แม้ว่าในที่ประชุม กมธ.มีการพูดว่าควรจะเอาฝ่ายตุลาการเข้ามาในคณะกรรมการด้วยหรือไม่ แต่เนื่องจากต้องพิจารณาถึงเจตจำนงทางการเมืองของผู้ที่ถูกดำเนินคดีด้วยจึงมองว่าควรเป็นส่วนฝ่ายบริหาร หรือคนที่มองจากมุมทางการเมืองหรือมีจุดยึดโยงกลับมาที่ประชาชนได้ เช่น ผู้ทรงคุณวุฒิที่ถูกเลือกมาจากฝ่ายนิติบัญญัติ หรือ สส.ที่ได้รับเลือกมาจากประชาชนทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ตัวแทนจากที่ประชุมอธิการบดี 1 คน และมีสัดส่วนที่มาจากภาคประชาสังคมด้วย 1 คนที่จะให้ประธานสภาเป็นผู้เสนอ ที่เหลือก็จะเป็นฝ่ายบริหาร
ทั้งนี้ คณะกรรมการดังกล่าวจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะนิรโทษกรรมให้คดีใดบ้าง ตามฐานความผิดในบัญชีแนบท้ายของร่างกฎหมาย
ศศินันท์เล่าว่า เดิมทีพรรคประชาชนไม่อยากให้มีบัญชีแนบท้ายเนื่องจากอาจไม่ครอบคลุมความผิดที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ เพราะ 20 ปีที่ผ่านมาบริบทการใช้กฎหมายก็เปลี่ยนไป มีการใช้กฎหมายหลายฉบับหลายมาตรามาดำเนินคดีทางการเมือง ถ้ามีการกำหนดฐานความผิดทางกฎหมายเอาไว้ในบัญชีแนบท้ายจะมีคดีที่ตกหล่นแน่นอน คณะกรรมการนี้จึงมีความสำคัญ เพราะการนิรโทษกรรมครั้งนี้ไม่ได้เป็นการนิรโทษกรรมแค่เหตุการณ์เดียว แต่เป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกันมา 20 ปี การใช้คณะกรรมการก็จะมีความยืดหยุ่นมากกว่าในการพิจารณาบางกรณี และครอบคลุมฐานความผิดมากกว่า ดังนั้นจึงพยายามทำให้หยืดหยุ่นด้วยการไม่ให้มีบัญชีแนบท้าย แล้วให้คณะกรรมการที่ตั้งมาตามกฎหมายพิจารณาเป็นหลัก แต่เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่โหวตแพ้ตั้งแต่แรกเหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ศศินันท์ระบุว่า ใน กมธ.ก็คุยเปิดช่องว่า ยังสามารถเพิ่มฐานความผิดได้ตลอดในช่วงที่ กมธ.ยังพิจารณากันอยู่ ถ้ามีคดีไหนเพิ่มเติมก็เพิ่มเข้ามาในบัญชีแนบท้ายได้ แต่ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วเพราะว่าช่วงการพิจารณาแค่ 2 เดือนเราไม่มีทางรู้ได้หมดว่ายังมีคดีตามฐานความผิดใดบ้าง
“ร่างของพรรคประชาชนที่สภาไม่รับหลักการ เราใช้คณะกรรมการเป็นหลัก ไม่ได้มีบัญชีแนบท้ายเพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนในความขัดแย้ง 20 ปีมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการนิรโทษกรรมได้ แต่พอตอนนี้มีคณะกรรมการ มีบัญชีแนบท้าย อาจจะแคบลงมานิดนึง”
ศศินันท์กล่าวว่า การประชุม กมธ.สัปดาห์หน้า เรื่องฐานความผิดตามบัญชีแนบท้ายก็จะเป็นประเด็นสำคัญที่จะมีการพิจารณากันว่า สุดท้ายแล้วจะสามารถเปิดประตูให้มีการเพิ่มคนที่จะได้รับการนิรโทษกรรมมากแค่ไหน หรือจะเพิ่มเติมเข้าไปได้หรือไม่ว่าให้รวมถึงฐานความผิดที่เกี่ยวเนื่องกันในคดีซึ่งจะสามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการได้ หรือจะเปิดช่องให้คณะกรรมการพิจารณาฐานความผิดอื่นนอกจากในบัญชีแนบท้ายได้เป็นรายกรณี ซึ่งทางพรรคประชาชนจะพยายามสู้เพื่อให้คดีตามมาตรา 112 เข้ามาสู่การพิจารณาของคณะกรรมการได้ เพื่อให้คนได้เข้าสู่กระบวนการนิรโทษกรรมได้มากที่สุดและเปิดประตูให้กว้างที่สุด
เมื่อถามว่าในเมื่อประเด็นมาตรา 112 ถูกล็อกห้ามนิรโทษกรรมไว้ด้วยมาตรา 3 แล้ว ทางออกก็คงไม่ใช่การนิรโทษกรรมแล้วหรือไม่? สส.พรรคประชาชนตอบว่า ใช่และเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย แต่อาจจะต้องลองหาวิธีดูว่าจะมีกระบวนการอื่นที่ไม่ใช่การนิรโทษแทนได้หรือไม่ แต่ใจจริงก็อยากให้เปิดบัญชีแนบท้ายไว้เพราะอาจยังมีคดีที่มีข้อหาอื่นเกี่ยวเนื่องกัน มีหลายคดีมากที่มีหลายข้อหาพ่วงกันอยู่ใน 1 คดี เช่น คดีชุมนุมที่มีข้อหามาตรา 112 อยู่ด้วย บางคดีอาจมีเป็น 10 ข้อหาใน 1 คดี หากมี 9 ข้อหาที่ได้นิรโทษกรรมแต่มาติดอยู่ข้อหาเดียวคือมาตรา 112 สุดท้ายก็จะไม่ได้นิรโทษกรรม
เมื่อถามว่าจะคาดหวังให้มีการช่วยเหลือผู้ที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ได้แค่ไหน มีข้อห่วงกังวลอะไรหรือไม่ เนื่องจากแม้สัดส่วนของคณะกรรมการถูกแก้ไขให้เพิ่มสัดส่วนจากสภาผู้แทนราษฎรและภาคประชาชนเข้ามาได้แล้ว แต่โดยรวมพรรคภูมิใจไทยก็เข้าร่วมด้วยถึง 3 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 9 ที่นั่ง) โดยพรรคภูมิใจมีจุดยืนชัดเจนเรื่อง 112
ศศินันท์ตอบในประเด็นนี้ว่า สุดท้ายการเมืองก็ต้องพูดคุยหาทางออกกันอยู่ดี การมีคณะกรรมการและกฎหมายฉบับนี้ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำผ่านกระบวนการของฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ในกระบวนการทางการเมืองการพูดคุยระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ อย่างตอนนี้ที่สมการทางการเมืองเปลี่ยนไป ก็อาจจะมีช่องทางอื่นๆ หรือว่าแนวคิดอื่นๆ ที่จะเอาไปพูดคุยกันเพิ่มเติมกันระหว่างพรรคการเมืองในการผ่านเรื่องนี้ไป
“ว่ากันตามตรง พรรคการเมืองอื่นๆ ที่ได้ไปคุย แม้ในสภาอาจจะดูเหมือนทุกคนแข็งกันในเรื่องนี้ แต่ในการอภิปรายล่าสุดก่อนที่จะมีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ทีท่าของแต่ละพรรคก็อ่อนลง อาจจะไม่ได้เดือดเหมือนตอนที่มีการอภิปรายรายงานของ กมธ.นิรโทษกรรมที่ดุเดือดมากกับมาตรา 112 แต่ในการตั้ง กมธ.ชุดล่าสุดนี้ไม่ได้ดุเดือดเหมือนตอนนั้น ท่าทีแต่ละพรรคก็เหมือนจะเข้าใจมากขึ้น เรื่องมาตรา 112 ถ้าไปในช่องทางอื่นที่ไม่ใช่นิรโทษกรรมตรงๆ เขาก็เห็นด้วย ขึ้นอยู่กับเราว่าใช้วิธีการสื่อสารสาธารณะอย่างไรมากกว่าที่จะทำให้คนได้ประโยชน์จากการนิรโทษกรรมครั้งนี้มากที่สุด”
