Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

วัฒนธรรมการกินเนื้อสัตว์ของพระในประเทศเถรวาท เช่น พม่า ไทย ลาว กัมพูชาและศรีลังกา ทำให้พระหลายรูปไม่รู้สึกลำบากใจที่จะไปซื้อเนื้อในตลาดหรือสั่งอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์นั่งกินต่อหน้าผู้คน พฤติกรรมนี้เป็นเรื่องที่รับไม่ได้สำหรับคนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวทิเบตพลัดถิ่นซึ่งเป็นสาวกของวัชรยาน ทั้งชาวอินเดียที่เป็นฮินดูและชาวทิเบตวัชรยาน แม้ฆราวาสจะกินเนื้อสัตว์บ้าง แต่ก็มีความคาดหวังว่าพระจะต้องไม่กินเนื้อ สำหรับพวกเขาแล้ว ความกรุณาหรืออหิงสาขั้นพื้นฐานที่เห็นได้ชัดเจนสะท้อนผ่านการไม่กินเนื้อสัตว์ด้วย

เถรวาทเน้นเสื้อผ้า วัชรยานเน้นอาหาร
สิ่งที่พระเถรวาทพยายามรักษาอย่างมากคือ การแต่งชุดพระในทุกที่ โดยเชื่อว่าการแต่งแบบฆราวาสจะเป็นอาบัติ เราจึงเห็นพระที่ไปอยู่ในประเทศหนาวเช่นยุโรป แม้จะใส่เสื้อกันหนาวแล้วก็ยังจะสวมอังสะหรือจีวรทับ ไม่ใช่แค่ให้คนเห็นว่าท่านเป็นพระ แต่เพราะเชื่อลึกๆ ด้วยว่าหากใส่แต่เสื้อผ้าของฆราวาสจะทำให้ขาดจากความเป็นพระ แม้ท่านจะใส่ถุงเท้า รองเท้าหรือหมวกเพราะอากาศหนาว ก็จะเลือกที่เป็นสีเดียวกับจีวร

ทั้งนี้พระหลายรูปก็พยายามปรับตัว เช่น เมื่อท่านมาเรียนที่อินเดีย ก็อาจไม่ต้องห่มจีวรทุกครั้ง เวลาไปฉันอาหารร่วมกันกับฆราวาสซึ่งมีทั้งหญิงและชาย ก็จะใช้ผ้าอาบน้ำคลุมไหล่เพื่อให้ดูสุภาพขึ้น (ไม่ต้องโชว์นม/ขนรักแร้) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การแต่งกายก็ยังดูรุงรังอยู่ดี เพื่อนอินเดียคนหนึ่งถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “ทำไมไม่ใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้นแบบสบายๆ” แน่นอนว่าเขาไม่รู้ว่าเถรวาทยึดมั่นกับการแต่งกายมากแค่ไหน แต่อย่างน้อยคำพูดเขาก็สะท้อนว่า หากท่านจะใส่กางเกงขาสั้น เขาก็ยังมองว่าท่านเป็นพระ ไม่จำเป็นต้องทำตัวให้ลำบากด้วยการแต่งทั้งชุดและดูรุงรัง

แต่ประเด็นคือ พระเถรวาทกลับไม่สนใจเรื่องเมนูอาหาร พวกเขานั่งกินเนื้อสัตว์ต่อหน้าคนอื่นๆ ได้ ซึ่งแน่นอนว่า สำหรับการตีความแบบเถรวาท ท่านไม่ได้ทำผิดอะไร เพราะท่านไม่ได้ฆ่าสัตว์ด้วยตัวเอง ไม่เห็น ไม่ได้ยินและไม่สงสัยเวลาที่คนอื่นทำมาให้ด้วย แต่สำหรับคนอินเดียซึ่งส่วนใหญ่คือฮินดู พวกเขาพยายามกินมังสวิรัติ และเมื่อเห็นว่า “นักบวช” กินเนื้อสัตว์ ก็จะรู้สึกแปลกๆ แม้จะไม่ได้ถามออกไปตรงๆ

ปี 2566 ผมได้มาเที่ยวอินเดียกับพระไทยรูปหนึ่ง ท่านมาทำวิจัยเรื่องชาวทิเบตพลัดถิ่น ขณะที่เราพักที่ Majnu Ka Tilla หรือทิเบตแคมป์ในเมือง Delhi ก็ได้เข้าไปกินอาหารในร้านหนึ่ง ทั้งสองคนสั่งเมนูที่เป็นเนื้อสัตว์ แต่ผู้จัดการร้านซึ่งเป็นชาวทิเบตเดินมาบอกว่า เขาทำเมนูนี้ให้ผมที่เป็นฆราวาสได้ แต่ขอให้พระช่วยเปลี่ยนเมนู เพราะเขาไม่อยากสนับสนุนให้พระกินเนื้อสัตว์ และหลวงพี่รูปนั้นก็เปลี่ยนเป็นเมนูมังสวิรัติ

สิ่งที่ตรงกันข้ามคือ พระวัชรยานทั้งในเมือง Dharamshala และ Delhi คือ Majnu Ka Tilla จะไม่ค่อยสนใจเรื่องการแต่งกาย หลายรูปจะใส่เสื้อยืด แขวนนาฬิกาข้อมือ ใส่รองเท้าผ้าใบ บ้างก็นุ่งกางเกงแบบฆราวาส (แต่มักเป็นสีพื้น ไม่ฉูดฉาด) หลายคนเป็นพนักงานของร้านค้าหรือโรงแรมที่เป็นของวัดด้วย นั่นคือเวลาไปซื้อของ เรามักจะเห็นผู้ชายใส่ชุดแบบเรียบง่ายจัดของในร้าน กวาดพื้น ขนของ ฯลฯ แต่โกนผม ซึ่งพวกเขาก็คือพระนั่นเอง จะแต่งกายเต็มรูปแบบก็ต่อเมื่อไปร่วมพิธีกรรม ซึ่งก็ยังได้รับความเคารพจากฆราวาสเหมือนเดิม



รูปที่ 1 และ 2:ร้านค้าของวัด ใน Majnu Ka Tilla ที่มีพระเป็นพนักงาน

แต่พระเหล่านี้จะไม่ไปซื้อเนื้อตามตลาด ไม่กินเนื้อสัตว์ให้ชาวบ้านเห็น แน่นอนว่าในชีวิตจริงเขาอาจแอบกินเนื้อบ้างก็ได้ เช่นเมื่อต้องคลุกคลีกับพระเถรวาทและถูกชวนไปกินอาหารที่ปรุงกันเอง สำหรับพระวัชรยาน การเน้นเรื่องความกรุณา (compassion) จะเกี่ยวโยงกับชีวิตประจำวันเช่นการกินอาหารด้วย ดังนั้น การรณรงค์ให้ไม่กินเนื้อสัตว์ นอกจากจะเป็นการสนับสนุนให้ไม่เกิดการฆ่าแล้ว ยังรวมถึงการต้อง “ไม่ทำร้ายจิตใจคนอื่นด้วยการไปซื้อเนื้อกินเนื้อสัตว์ให้ใครเห็น”

ศีล VS วัฒนธรรม
สำหรับพระเถรวาท การกินเนื้อสัตว์ไม่ได้ผิดศีล แต่การกินอาหารหลังเที่ยงวัน (ตีความมาจากคำว่า ยามวิกาล) ถือเป็นการละเมิดสิกขาบท สมมติว่า ถ้าพระฉันข้าวตอน 11.59 น. ถือว่าท่านยังรักษาศีลได้ดี แต่เมื่อท่านฉันเวลา 12.01 น. จะถือว่าท่านทำผิดวินัยทันที พูดง่ายๆ คือ การกินอาหารห่างกันแค่ 2 นาที จะเป็นตัวชี้วัดเลยว่า ท่านเป็นคนดีหรือไม่ดี เคารพหรือไม่เคารพพระวินัย การกำหนดเวลาเช่นนี้ดูจะไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย

ในขณะที่มหายานและวัชรยาน พระฉันข้าวในตอนเย็นได้ เพราะเมื่อหิวก็กินอาหารเพื่อให้ไม่ทรมาน แต่ที่สำคัญคือ ท่านต้องไม่กินเนื้อสัตว์ เพื่อไม่เป็นการสนับสนุนการฆ่า เหตุผลนี้ดูจะฟังขึ้นกว่ามาก อย่างน้อยก็มีหลักการเรื่องความกรุณาหรืออหิงสามารองรับ ต่างจากเถรวาทที่เป็นการรักษาศีลด้วยความเชื่อล้วนๆ เน้นรักษาจารีตวัฒนธรรมหรืออัตลักษณ์โดยไม่ตั้งคำถาม

Tenzin เพื่อนชาวทิเบตใน Majnu Ka Tilla บอกว่า “เวลาเห็นพระเถรวาทซื้อเนื้อหรือนั่งกินเนื้อสัตว์ ผมรู้สึกเหมือนเห็นยักษ์กำลังจับสัตว์กินต่อหน้าต่อตา” เมื่อพระอธิบายว่า “นั่นเป็นวัฒนธรรมของเถรวาท ซึ่งต่างจากวัฒนธรรมของฮินดูและวัชรยาน คุณควรเคารพวัฒนธรรมของเราเช่นกัน” เขาก็ตอบว่า “ในเมื่อท่านย้ายมาอยู่ในที่ต่างถิ่น ท่านควรศึกษาวัฒนธรรมและเคารพความรู้สึกของคนท้องถิ่นที่นี่บ้าง” หลวงพี่สุธี นศ.ปริญญาเอก ม.เดลี เล่าให้ฟังว่า “ผมก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้พระเถรวาทเข้าใจว่าการซื้อเนื้อและกินเนื้อเป็นเรื่องเลวร้ายแค่ไหนในสายตาของคนที่นี่ เพราะพวกเราชินกับการกินเนื้อสัตว์มาตลอด และยังวิจารณ์พวกกินเจว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือสาวกพระเทวทัตด้วย”

ร้านขายเนื้อในเมือง Dharamshala มักเป็นของคนอินเดีย ชาวทิเบตดูจะมีภาพลักษณ์ของคนไม่กินเนื้ออย่างมาก (แม้จะกินในที่ลับบ้าง) ส่วนใน Majnu Ka Tilla คนขายเนื้อ เช่น เนื้อวัว จะเป็นคนทิเบตเลย สันนิษฐานว่าอาจเพราะการอยู่ในเมืองหลวงซึ่งปรับตัวต่อความเป็นสมัยใหม่มากกว่า ทำให้เขาเปิดรับเรื่องการขาย/กินเนื้อได้มากขึ้น เช่นเดียวกับการแต่งกาย ใน Majnu Ka Tilla จะพบเห็นหญิงทิเบตแต่งกายเซ็กซี่บ้าง ขณะที่เมือง Dharmashala พวกเธอมักจะแต่งกายเรียบร้อยและเป็นชุดทิเบตด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ร้านขายเนื้อของคนทิเบตก็มักจะอยู่ในที่ปกปิด ใน Majnu Ka Tilla พบได้อย่างน้อย 2 ร้าน ร้านแรกเขียนป้ายด้วยภาษาทิเบตและทำลูกศรชี้เข้าไปในซอยเล็กๆ เนื้อหาระบุว่า “ที่ .. โซนัมชาคัง .. มีทั้งเนื้อสดและเนื้อแห้ง” (ดูรูปที่ 3) นั่นคือเจาะจงกลุ่มลูกค้าชาวทิเบตที่อยู่แถวนั้นและอ่านภาษาทิเบตได้ ขณะที่อีกร้านหนึ่งอยู่ด้านใน ไม่มีป้าย มีแต่ตาชั่งวางไว้หน้าบ้าน เนื้อวัวบางส่วนถูกแขวนไว้แต่ก็ปิดด้วยกระสอบสีขาว ซึ่งคนแถวนั้นเท่านั้นที่จะรู้ว่าเขาขายเนื้อ (ดูรูปที่ 4) แน่นอนว่า ร้านเหล่านี้ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง มีใบรับรองอาหารสะอาดด้วย


รูปที่ 3:ป้ายร้านขายเนื้อที่ร้านจริงๆ อยู่ในซอยของ Majnu Ka Tilla


รูปที่ 4:ร้านขายเนื้อในชุมชน ซึ่งไม่แขวนป้ายและใช้กระสอบปิดเนื้อสัตว์ไว้

บทส่งท้าย
ขณะที่ชาวเถรวาทอาจมองว่าพระไม่ควรใช้เงินหรือซื้อของ คนฮินดูและวัชรยานไม่มีปัญหากับการเห็นพระไปซื้อของในตลาด ไม่ว่าจะไปในชุดพระหรือนุ่งกางเกงสวมเสื้อยืดไป หากเป็นการซื้อของทั่วไป เช่น ผัก ผลไม้ เสื้อผ้า กางเกงใน กระเป๋าสะพายบ่า ฯลฯ เพราะนั่นเป็นการใช้ชีวิตทั่วไปที่ไม่ได้กระทบกับจริยธรรมอะไร การซื้อขายก็ยังเป็นสัมมาอาชีพอีกด้วย (ดูรูปที่ 5) แต่การซื้อเนื้อและกินเนื้อกระทบต่อจริยธรรมและชีวิตของผู้อื่นโดยตรง นั่นคือช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการฆ่าสัตว์มาขาย

รูปที่ 5:พระภิกษุสะพายกระเป๋ากำลังซื้อผลไม้จากริมถนนที่ Majnu Ka Tilla

ถ้ามองในมุมของมหายานและวัชรยาน พระดูจะเป็นมนุษย์มากกว่า ในแง่ที่พระก็ควรดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย ช่วยเหลือตัวเองได้ ทำงานได้ (เช่น ตามร้านค้าและโรงแรมของวัด) ถ้าจะคาดหวังในแง่คุณธรรม ก็ให้พระได้เป็นตัวอย่างของผู้ไม่เบียดเบียนและมีเมตตากรุณา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการต้องไม่กินเนื้อสัตว์ ขณะที่ชาวเถรวาทจะมองพระว่าพิเศษกว่าคนทั่วไปตรงที่รักษาศีลบางข้อเพื่อสร้างอัตลักษณ์ โดยอธิบายไม่ได้ด้วยซ้ำว่าการทำเช่นนั้นจะเกิดประโยชน์อะไร เช่น ทำไมการกินอาหารตอนบ่ายโมงจึงผิด หรือทำไมการใส่เสื้อยึดนุ่งกางเกงขายาวจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ

เราอาจมองว่า มุมมองข้างบนก็อคติตรงที่ใช้แว่นของมหายานมาตัดสินเถรวาทอยู่ดี ซึ่งก็แล้วแต่ว่าจะมองมุมไหน ผมแค่ต้องการสื่อให้เห็นว่า การไปอยู่ในวัฒนธรรมอื่นแล้วพยายามทำความเข้าใจวิธีคิดของเขา ปรับตัวเพื่อไม่ให้พฤติกรรมของเราทำร้ายจิตใจเขาถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ไม่เพียงแค่ช่วยให้เราใช้ชีวิตในสังคมใหม่ง่ายขึ้น แต่วัฒนธรรมใหม่ยังช่วยสะท้อนให้เราหันมาตั้งคำถามกับศีลหรือวัตรปฏิบัติของเราเองที่ทำมานานโดยไม่ค่อยได้ตั้งคำถามอีกด้วย
 

 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง