"อรรถจักร์" ฉายภาพใหญ่ของ "การเมืองเครือญาติ" ความเหลื่อมล้ำ และการลุกฮือในอาเซียน ผ่านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผู้นำที่ส่งต่ออำนาจสู่ลูกหลาน "บองบอง มาร์กอส" กลับมาประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ ขณะที่พี่สาวเป็นวุฒิสมาชิก ลูกชายเป็นสมาชิกสภาผู้แทน "ฮุน มาเนต" นายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่มีพ่อคุมอำนาจอยู่ข้างหลัง อดีตนายกรัฐมนตรี "แพทองธาร" ก็มีพ่อครอบครองจนต้องหลุดออกจากอำนาจ "สอนไช สีพันดอน" ลูกชายของคำไต สีพันกอน และเครือข่ายสามตระกูลใหญ่ก็สืบทอดอำนาจในลาว
24 ก.ย. 2568 เฟซบุ๊กเพจ “ศูนย์วิจัยฯ มหาวิทยาลัยหน้าบางแห่งหนึ่ง” เผยแพร่ความเห็นของอรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ อรรถจักร์ฉายภาพให้เห็น "การเมืองเครือญาติ ความเหลื่อมล้ำ การลุกฮือในอาเซียน: ความเปลี่ยนแปลงและความสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (หรืออุษาคเนย์) กำลังเผชิญกับคลื่นของพลเมืองที่ก่อหวอดขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลและผู้มีอำนาจ ปรากฏการณ์ร่วมกันในหลายประเทศนี้แสดงให้เห็นถึงพลวัตทางประวัติศาสตร์ที่มีความเปลี่ยนแปลงและความสืบเนื่องซ้อนทับกันอยู่ ความเปลี่ยนแปลงที่ก่อเกิดขึ้นภายใต้ความสืบเนื่องทางอำนาจของอดีตกำลังท้าทายโครงสร้างทางสังคมเศรษฐกิจที่ดำเนินมาเนิ่นนาน
การเปลี่ยนไม่ผ่าน การเมืองเครือญาติ และความเหลื่อมล้ำ
ความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นตลอดเวลา แต่สถานะ/ความหมายของการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่เคยเหมือนเดิม ไม่เคยคงที่และไม่เป็นเส้นทางเดียวในประวัติศาสตร์ ความเปลี่ยนแปลงจึงมีหลายเฉดน้ำหนักที่วางไว้ใต้บริบทของความสืบเนื่อง อันหมายได้ถึง “การเปลี่ยนไม่ผ่านความสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์”
ความสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงให้อย่างน้อยสี่ด้านที่ดำรงอยู่มาเนิ่นนาน ได้แก่ การเมืองของเครือญาติ (Nepotism) ซึ่งนำมาสู่การส่งลูกหลานชนชั้นนำขึ้นครองอำนาจ Nepo baby ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ (Inequality) การขยายตัวของการผลิตนอกระบบ (Informal Sector) และการเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือน (Household Debt) กำลังกลายเป็นเงื่อนไขของการเคลื่อนไหวเพื่อความเปลี่ยนแปลง
การเมืองของเครือญาติ (Nepotism) ซึ่งนำมาสู่การส่งลูกหลานชนชั้นนำขึ้นครองอำนาจ Nepo baby เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่สำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Bongbong Macos กลับมาเป็นประธานาธิบดี ขณะที่พี่สาวเป็นวุฒิสมาชิก ลูกชายเป็นสมาชิกสภาผู้แทน Hun Manet เป็นนายกรัฐมนตรีที่มีพ่อคุมอำนาจอยู่ข้างหลัง อดีตนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ก็มีพ่อครอบครองจนต้องหลุดออกจากอำนาจและกำลังนำเขยของกระกูลขึ้นมาสู่ตำแหน่ง สอนไช สีพันดอน ลูกชายของคำไต สีพันกอน และเครือข่ายสามตระกูลใหญ่ก็สืบทอดอำนาจในลาว ไม่ว่าจะเป็นพมวิหาร สีพันดอน และไชยะสอน ลูกชายของ Joko Widodo ก็ได้เข้าสู่ตำแหน่งรองประธานาธิบดีด้วยวัยเพียง ๓๖ ปี และ Prabowo Subianto ก็เป็นลูกเขยของ Suharto Nauru’s Izzah Anwar เป็นลูกสาวของ Anwar Ibrahim เวียดนามนั้นแตกต่างออกไปบ้างเพราะพยายามจะหยุดการเมืองเครือญาตินี้ โดย Truong Thi Mai สมาชิกโปลิตบูโรหญิงของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามประกาศห้ามไม่ให้สมาชิกระดับสูงแต่งตั้งลูกหลานเข้ามามีตำแหน่ง
ความเหลื่อมล้ำ Inequality ซึ่งเป็นผลมาจากการครองอำนาจของกลุ่มชนชั้นนำ (ที่สามารถทำให้เกิดการแสวงหาค่าเช่าทางเศรษฐกิจ rent seeking ได้อย่างกว้างขวาง) ไทยอยู่ในอำดับต้นๆ ของโลกที่คนรวยสิบเปอร์เซ็นต์มีรายได้มากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ประชาชาติ คนรวยหนึ่งเปอร์เซ็นต์ในฟิลิปปินส์มีส่วนแบ่งมากกว่ายี่สิบเปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติ ชนชั้นนำหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของกัมพูชาและลาวนั้นครอบครองส่วนแบ่งประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ มาเลย์เซียและอินโดนีเซียนั้นคนรวยสิบเปอร์เซ็นต์มีส่วนแบ่งจากรายได้ประชาชาติประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ (ประมวลจาก WID World Inequality Data)
การขยายตัวของการผลิตนอกระบบ Informal Sector ได้ขยายตัวอย่างมากในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยมีแรงงานในระบบการผลิตนี้ประมาณ 20 ล้านคนหรือ 52 เปอร์เซ็นต์ของกำลังแรงงาน ฟิลิปปินส์กับเวียดนามจำนวนใกล้เคียงกันประมาณร้อยละ 70 ของกำลังแรงงาน กัมพูชา และลาว อยู่ที่ประมาณร้อยละ 83 อินโดนีเซียประมาณ 59 เปอร์เซ็นต์ของกำลังแรงงาน แต่ก็มีความแตกต่างในแต่ละพื้นที่ มาเลยเซียอยู่ที่ประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์
การผลิตของภาคการผลิตนอกระบบ/ไม่เป็นทางการในทุกประเทศมีสัดส่วนใน GDP ประมาณ 40 ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญเป็นภาคการผลิตที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมากมายมหาศาล ประเมินกันว่าคนอยู่ภาคการผลิตไม่เป็นทางการในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวนไม่น้อยกว่า 250 ล้านคน
การเพิ่มขึ้นของหนี้ครัวเรือน (Household Debt) เป็นมิติสำคัญที่ค้ำยันผู้คนในภาคการผลิตไม่เป็นทางการ เพราะชีวิตที่ไม่แน่นอนของผู้คนทำให้ต้องกู้หนี้ยืมสิน ประกอบกับผู้คนจำนวนมากเข้าไม่ถึงบริการด้านการเงินอย่างเป็นทางการได้ สัดส่วนของหนี้ครัวเรือนแต่ประเทศสูงมาก ไทยประมาณ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ของ GDP มาเลเซียอยู่ที่ 84.2 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขในอินโดนีเซียดูจะต่ำกว่า โดยอยู่ที่ประมาณ 16.50 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ต้องตระหนักว่าระบบข้อมูลเรื่องนี้ในอินโดนีเซียไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ (แต่อินโดนีเซียกำลังสร้างระบบการเงินใหม่เรียกว่า Fintech อันอาจจะทำให้มีการเก็บข้อมูลผู้กู้ที่ดีขึ้น) เวียดนามเพิ่มขึ้นจาก 20 เปอร์เซ็นต์ในปี 2565 มาเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสอดคล้องไปกับการเพิ่มขึ้นของภาคการผลิตไม่เป็นทางการ ตัวเลขในกัมพูชาและลาวไม่แน่นอนอย่างมาก แต่ก็มีผู้ประมาณไว้ว่าน่าจะเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ของ GDP
ความเปลี่ยนแปลงและความสืบเนื่องทางประวัติศาสตร์
ความเปลี่ยนแปลงและความสืบเนื่อง เป็นกรอบความคิดของการศึกษาประวัติศาสตร์เพื่อที่จะทำให้มองเห็นถึงความซับซ้อนของความเปลี่ยนแปลงของสังคม ความสืบเนื่องของการเมืองของเครือญาติ (Nepotism) เป็นปัจจัยทางโครงสร้างที่จรรโลงความเหลื่อมล้ำ แต่ขณะเดียวกันก็ได้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของผู้คนจำนวนมากในความพยายามจะหลีกหนีความยากจนและความเหลื่อมล้ำ
ความเหลื่อมล้ำที่ทวีมากขึ้นนี้ เป็นกระบวนการทางเศรษฐกิจที่ใช้ผู้คนจำนวนมากในสังคมมาเป็นฐานให้แก่ชนชั้นนำทางการเมือง ระบบเศรษฐกิจที่อยู่ภายใต้อำนาจการเมืองที่สืบเนื่องมานี้ จึงเป็นทั้งเศรษฐกิจทุนนิยมเกิดการควบรวมกันระหว่างนายทุนกับนักการเมืองอย่างแนบแน่นมากขึ้นกว่าเดิมจึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูงมากขึ้น
ความสืบเนื่องของความเหลื่อมล้ำและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นภายใต้ความเหลื่อมล้ำนี้ส่งผลกระทบผู้คนจำนวนมากในสังคม การปรับตัวเพื่ออยู่รอดและปรับตัว “เพื่ออนาคต” ได้แก่ การขยายตัวของภาคการผลิตไม่เป็นทางการ จำนวนของผู้คนเข้าสู่ภาคการผลิตไม่เป็นทางการสูงมากขึ้นในทุกชาติเอเซียอาคเนย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ “เมือง” ที่เพิ่มมาก
การขยายตัวของภาคการผลิตไม่เป็นทางการที่เกิดขึ้นภายใต้การควบคุมอำนาจทางเศรษฐกิจที่เป็นทางการของกลุ่มทุน ทุนการเงินในทุกประเทศก็แสวงหาผลประโยชน์ได้สะดวกด้วยการสนับสนุนอุ้มชูจากรัฐ ก่อให้เกิดปัญหา “หนี้ครัวเรือน” ในประเทศที่ระบบธนาคารเข้าถึงผู้คน และเกิด “หนี้นอกระบบ/หนี้จากการอุปถัมภ์ค้ำชู” ในประเทศที่ระบบธนาคารยังไม่ก้าวหน้าพอ (อินโดนีเซียน่าสนใจมาก, ธนาคารออมสินของไทยกำลังปรับเปลี่ยนบทบาทมากขึ้น) “หนี้ครัวเรือน” จึงมองได้อีกด้านหนึ่งว่าไม่ใช่เป็นเพียงปัญหาต่อระบบการเงินของประเทศเท่านั้น หากแต่มองในอีกด้านหนึ่ง คือการลงทุนเพื่ออยู่รอดและเพื่ออนาคตของคนใน “รัฐ” ที่ไม่ได้ดูแลประชาชน
ความสืบเนื่องของกลุ่มชนชั้นนำเป็นการจรรโลงความเหลื่อมล้ำให้ทวีสูงขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเงื่อนไขของความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ เพราะได้ก่อให้เกิด “คนกลุ่มใหม่” จำนวนมหาศาลขึ้นมาในแต่ละสังคม การเคลื่อนไหวทางสังคมการเมืองของ “คนกลุ่มใหม่” นี้ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนในสังคมไทย การเกิดขึ้นของสำนึกการมอง “อนาคตใหม่” ได้ส่งพลังไปยังหลายประเทศ เวียดนาม เกิดกลุ่ม Bloc 8406 และ 2006, กลุ่มที่ประกาศ the Manifesto on Freedom and Democracy for Vietnam การเคลื่อนไหวนี้ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจในพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม
ในฟิลิปปินส์ การเคลื่อนไหวต่อต้านประธานาธิบดีมาร์กอสและเครือข่ายชนชั้นนำได้ขยายออกเป็นคลื่นใต้น้ำและปะทุขึ้นมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง (ศาสนาจักรยังมีบทบาทน้อยมากเมื่อเทียบกับการเคลื่อนไหวที่เรียกกันว่า people power ในอดีต) ในอินโดนีเซียได้มีการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลของพลเมืองเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางหลังจากการตายของคนทำงานภาคไม่เป็นทางการ (ขับมอเตอร์ไซด์ส่งของ) ซึ่งผู้ประท้วงประกอบด้วยคนหนุ่มสาวเป็นส่วนใหญ่ พลเมืองในมาเลย์เซียรวมตัวกันเรียกร้องให้อันวาร์ อิบบราฮิม ลาออก (ข้ามเส้นชาติพันธ์ปรากฏมากขึ้นมาก New Democracy Movement) ในลาวก็มีการพูดในสื่อออนไลน์ถึงอนาคตของลาวและแสดงความต้องการที่จะมีผู้นำรุ่นใหม่ที่ดูดีเหมือนพิธาของประเทศไทย
กรณีไทยและกัมพูชานั้นคล้ายคลึงกันในด้านที่กลุ่มชนชั้นนำเบนความไม่พอใจของผู้คนในประเทศของตนด้วยกระแส “ชาตินิยม” โดยหันแหไปจากปัญหาภายในไปสู่การสร้างศัตรูระหว่างกันจนทำให้เกิดการปะทะกันตามพื้นที่ชายแดน แต่หากความขัดแย้งดำเนินต่อไปนานขึ้น แรงปะทุต่อต้านรัฐบาลจะเกิดขึ้นในกัมพูชาอย่างแน่นอน ส่วนในไทยนั้น กระแส “ชาติ-ทหารนิยม” อาจจะนำมาซึ่งรัฐบาลใหม่ทีมีหน้าตาไม่เหมือนเดิมหลังการเลือกตั้งครั้งใหม่ในอนาคตอันใกล้
เอเชียตะวันออกเฉียงใต้: ทางแยก ทางเลือก สู่อนาคต
ความสืบเนื่องของอำนาจเดิมในเอเชียตะวันออกเฉียงใด้ได้ทำให้ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมเศรษฐกิจสังคมแต่อย่างใด้ กลุ่มชนชั้นนำยังคงครองอำนาจเหนือประชาชนพลเมืองมาโดยตลอด แม้ว่ามีความเปลี่ยนแปลงของผู้คนพลเมืองที่ต้องการที่จะอยู่รอดด้วยการแผ้วถางทางเดินชีวิตทางเศรษฐกิจในภาคการผลิตไม่เป็นทางการก็ตาม
ความสืบเนื่องทางอำนาจกับความเปลี่ยนแปลงของผู้คนภายใต้อำนาจนี้ จึงเป็นเสมือน “คลื่นใต้น้ำ” ที่รอวันสะสมกำลังให้แรงกล้ามากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ความสืบเนื่องและความเปลี่ยนแปลงที่กำลังดำเนินอยู่นี้ อยู่ในบริบทใหม่ทางด้านภูมิรัฐศาสตร์ การขยายอิทธิพลของจีน ข้อพิพาทหมู่เกาะฟิลิปปินส์ การปรับดุลอำนาจของอเมริกา สภาวะสงครามในพื้นที่อื่นสภาวะอากาศแปรปรวน ฯลฯ ยิ่งทำให้สังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงตกอยู่ในการเป็น “จุดเปลี่ยนแปลง” ที่สำคัญมากที่สุดของประวัติศาสตร์
หากเลือกผิดก็อาจเป็นจุดที่ไม่สามารถหวนกลับมาได้ (เช่น พม่า) ซึ่งเป็นการเปลี่ยน (ไม่ผ่าน) ทางการเมืองอย่างแท้จริง
