'จิราพร' ฉะ MOA สร้างรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเป็นรองแค่รัฐบาลรัฐประหาร แถมถูกฉีกตั้งแต่วันแรกที่ตั้งรัฐบาลอนุทิน 'อนุทิน' โต้ MOA ผูกพันแค่พรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน แต่ไม่ผูกพันทั้งรัฐบาล ยันยุบสภาตามข้อตกลง 31 ม.ค.69 และจะเสนอร่างแก้ รธน.ช่วง 14-25 ต.ค.นี้ ส่วน สส.ก็ได้เพิ่มที่ศรีสะเกษมาคนเดียว
30 ก.ย.2568 ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน ต่อที่ประชุมรัฐสภาวันที่สอง จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย เริ่มการอภิปรายรัฐบาลอนุทินโดยไล่เรียงตั้งแต่พรรคภูมิใจไทยออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านและผู้นำของประเทศเพื่อนบ้านยังประกาศว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนรัฐบาลภายใน 3 เดือนจนล่าสุดก็มีรัฐบาลอนุทินตามคำประกาศนั้น เหมือนกับจัดวางกันไว้
“นับเวลาดูแล้วไม่น่าเชื่อว่าประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่ใน 3 เดือนตามที่ผู้นำประเทศเพื่อนบ้านประกาศไว้จริงๆ เป็นที่น่าอัศจรรย์ว่าความเคลื่อนไหวของผู้นำประเทศเพื่อนบ้านสอดคล้องสอดประสานกับกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในประเทศไทยได้อย่างพอดิบพอดีได้อย่างน่าเหลือเชื่อเป๊ะราวกับจัดวาง”
อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลอนุทินนี้จิราพรมีข้อสังเกตว่าการทำข้อตกลงกับพรรคฝ่ายค้านในการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยนี้อาจยังมีข้อตกลงทางการเมืองที่ไม่เป็นที่เปิดเผยอยู่ด้วยแม้กระทั่งพรรคร่วมรัฐบาลก็ออกมาพูดว่ามีเรื่องที่พูดไม่ได้ ทั้งที่พรรคฝ่ายค้านที่ไปทำข้อตกลงก็หวังจะใช้ MOA นี้บังคับให้รัฐบาลอนุทินทำตามข้อตกลงที่ทำกันไว้ แต่ในความเป็นจริง MOA ก็ถูกฉีกตั้งแต่วันแรก
จิราพรยกตัวอย่างกรณีที่ข้อตกลงห้ามรัฐบาลดำเนินการให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก เพระาวันที่โหวตนายกฯ ก็พบว่ามีจำนวน สส.โหวตให้อนุทินมากกว่าจำนวนที่บรรดาสื่อต่างๆ คำนวนกันไว้อีกทั้งหลังจากนั้นมา สส.บางพรรคก็เตรียมย้ายเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทย และเธอเชื่อว่าก่อนยุบสภาภายใน 4 เดือนข้างหน้า พรรคภูมิใจไทยก็จะเร่งเครื่องเพิ่มจำนวน สส.อีก หากเป็นเช่นนี้รัฐบาลก็จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงมาก ซึ่งความพยายามของพรรคภูมิใจไทยเช่นนี้ก็เป็นการจงใจฉีกข้อตกลงที่ทำไว้กับผู้นำพรรคฝ่ายค้านและเมื่อไม่สามารถวางใจได้ว่าพรรครัฐบาลจะทำตามข้อตกลงได้หรือไม่แล้วจะเชื่อใจได้อย่างไรว่ารัฐบาลนี้จะทำภารกิจใน 4 เดือนนี้โดยทำตาม MOA และนโยบายที่แถลงเอาไว้
รัฐบาลอนุทินที่ทำข้อตกลงกับพรรคฝ่ายค้านด้วย MOA ไว้นั้น จริงๆ แล้วสิ่งที่รัฐบาลอนุทินควรแถลงต่อรัฐสภาคือการเอา MOA มาบรรจุในคำแถลงนโยบายแลอธิบายว่าจะทำตามข้อตกลงใน 4 เดือนได้อย่างไร เพราะที่อนุทินมาอ่านนโยบายเต็มไปหมดแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ฟังสิ่งที่ผู้นำฝ่ายค้านพูดไว้เลยว่าไม่ได้เลือกอนุทินมาบริหารแต่เลือกมาเพื่อให้ทำตาม MOA แล้วยุบสภา แม้ว่าข้อตกลงที่ทำมานี้จะไม่มีผลทางกฎหมายแต่ก็มีน้ำหนักทางการเมืองต่อรัฐบาลชุดนี้มากกว่านโยบายที่แถลง
“MOA มีสถานะและน้ำหนักต่อรัฐบาลชุดนี้มากกว่านโยบายที่นายอนุทิน ชาญวีรกูลมาอ่านให้ฟังเสียอีก และเป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐบาลนี้เกิดจาก MOA แต่ปรากฎว่าคนที่พูดถึง MOA น้อยกลับเป็นรัฐบาลเสียเอง แม้แต่วันแถลงนโยบายซึ่งเป็นวันที่สำคัญที่สุดท่านก็ไม่พูดถึง ถ้าดิฉันเป็นพรรคที่โหวตให้ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีดิฉันคิดว่าการทำแบบนี้ต้องถึงขั้นอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว”
จิราพรระบุถึงคดีต่างๆ ที่พัวพันกับทั้งอนุทินและรัฐมนตรีบางคน เช่น คดีฮั้ว สว. คดีเขากระโดงรัฐบาลจะเอาอย่างไร ประชาชนยังคงหวาดระแวงสงสัยว่าอนุทินจะเข้ามายุบคดีก่อนยุบสภา แม้ว่าก่อนหน้าวันแถลงนโยบายอนุทินจะให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าเขาไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้แต่ถูกกลั่นแกล้งการแถลงเช่นนี้ก็เหมือนกับแถลงนโยบายถึงข้าราชการแล้วว่าหากใครทำคดีเหล่านี้ต่อจะถือเป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่ ถ้าเช่นนั้นข้าราชการก็คงไม่กล้าทำอะไร ดังนั้นนโยบายที่อนุทินแถลงว่าจะยึดมั่นในหลักนิติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม นายกฯ จะให้คำมั่นสัญญาได้หรือไม่ว่าจะไม่มีการกลั่นแกล้งข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการทำคดีเหล่านี้และไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมใดๆ แต่เรื่องนี้แม้จะมีสมาชิกรัฐสภาลุกถามกันหลายคนก็ยังไม่ได้คำตอบ
จิราพรกล่าวถึง MOA ที่พรรคร่วมรัฐบาลทำกับบพรรคประชาชนว่า เรื่องสำคัญที่สุดใน MOA คือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อถูกนำมาใส่ในคำแถลงนโยบายก็มีเพียง 3 บรรทัด ทั้งที่รัฐบาลจะต้องบรรจุรายละเอียดถึงขั้นตอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตาม MOA อย่างไร
อีกทั้ง MOA นี้ยังสร้างปัญหาให้กับระบบรัฐสภาด้วยเพราะทำให้พรรคฝ่ายค้านมาตรวจสอบกันเองและทำให้พรรคฝ่ายค้านบางพรรคไม่สามารถอยู่อย่างไร้ตัวตนได้เพราะต้องมาโหวตนายกฯ และเป็นองค์ประชุมให้กับรัฐบาล ซึ่งทำให้การถ่วงดุลอำนาจในรัฐสภามีปัญหา เพราะเมื่อพรรครัฐบาลกับวุฒิสภาเป็นพวกเดียวกัน ทำให้มีการเชื่อมโยงอำนาจบริหารเชื่อมโยงกับองค์กรอิสระผ่านกลไก สว.ที่เป็นผู้ตั้งกรรมการ
“ความเป็นจริงทางการเมืองเหล่าทำให้เราไม่เห็นความเป็นไปได้ในการสร้างประชาธิปไตยด้วยการทำลายระบบรัฐสภา ทำลายระบบตรวจสอบและทำลายการถ่วงดุลอำนาจ”
จิราพรได้ถามอนุทินว่า เขาไม่รู้สึกว่าการแถลงนโยบายกับข้อตกลงที่ไปทำกับบพรรคประชาชนนั้นขัดกันหรือไม่ และเชื่อในนโยบายที่แถลงไปหรือไม่ว่าจะทำได้จริงอีกทั้งจะทำให้ข้อตกลงสำเร็จ หากเชื่อเช่นนั้นก็ต้องทำให้สมาชิกรัฐสภาเชื่อด้วยการลุกมาชวน สว.ให้ช่วยกันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและเปิดทางให้มีการทำประชามติ และจะต้องทำสัตยาบรรณร่วมกันระหว่างนายกฯ ผู้นำฝ่ายค้าน และสว.ว่าจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำประชามติ แล้วยุบสภา
“วันนี้เราไม่อาจรู้ว่า MOA จะนำไปสู่การสร้างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยได้จริงหรือไม่ แต่มีข้อสังเกตว่า MOA ฉบับนี้ทำให้เกิดรัฐบาลที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นรัฐบาลที่มีอำนาจเป็นรองก็เพียงแค่รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร รัฐบาลนี้ขาดอย่างเดียวคือมาตรา 44 เท่านั้น นอกนั้นมีครบ การกุมอำนาจเบ็ดเส็รจเด็ดขาดแบบนี้ เท่ากับว่าในอนาคตแม้มีการเปลี่ยนรัฐบาลไป แต่ประเทศไทยก็ยังต้องอยู่กับระบอบสีน้ำเงินไปอีกนับสิบปีการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยจาก MOA ด้วยวิธีแปลกประหลาดและพิศดารนี้เหมือนเป็นการชุบชีวิตพรรคสีน้ำเงินและฝ่ายอนุรักษนิยมให้กลับมามีอาวุธครบมือ ดิฉันจึงเห็นว่าการทำ MOA ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเดินเข้าใกล้ช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูประชาธิปไตยเลย แต่เป็นการฟื้นคืนชีพของฝ่ายอนุรักษนิยมและอำนาจพิเศษอย่างเต็มรูปแบบ” จิราพรกล่าวก่อนทิ้งท้ายว่าหลังจากนี้พรรคเพื่อไทยจะติดตามตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นต่อไป
“ไม่มีลุง ไม่มีอังเคิล ” อนุทิน แจง ไม่เคยรู้จักส่วนตัวกับฮุนเซน ปัดดูด สส.-ได้เพิ่มแค่ 1 จากศรีสะเกษ
อนุทิน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในฐานะนายกรัฐมนตรี ลุกชี้แจงรายประเด็นตามที่ถูกอภิปรายพาดพิงทำนองว่าตนกับผู้นำกัมพูชาน่าจะรู้อะไรกัน เพราะว่าผู้นำกัมพูชาเคยกล่าวไว้ว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนรัฐบาลใน 3 เดือน จริงๆ ตนไม่รู้จักผู้นำกัมพูชาเลยในทางส่วนตัว ที่รู้จักเพราะได้ติดตามนายกฯ แพทองธารไปทำงานที่นั่น ไม่ได้มีสัมพันธ์กันส่วนตัว ตนยืนยันได้ว่าไม่มีเบื้องลึกเบื้องหลัง
“ผมไม่เคยรู้จักผู้นำกัมพูชาในทางส่วนตัวเลย ผมเพิ่งเคยพบกับท่านสมเด็จเดโชฮุนเซนครั้งแรกอย่างเป็นทางการก็เพราะผมได้ติดตามท่านนายกฯ แพทองธารไปเยือนกัมพูชาเมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมานี้เอง ผมก็ได้ทำหน้าที่ รมว.มท. เป็นองค์ประกอบของคณะของท่านนายกฯ ไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ ที่เป็นส่วนตัว”
“เต็มที่ที่ผมมีที่นั่นผมก็มีเพื่อนๆ ที่รู้จักกันในกัมพูชา ไม่ได้เป็นผู้ที่มีอำนาจอะไรในรัฐบาลแห่งนั้น “ไม่มีลุง ไม่มี uncle” มีแต่เพื่อน และก็ไม่เคยได้พูดถึงเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน หรือการเสนอแนะอะไรที่เป็นการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัว”
อนุทินกล่าวต่อไปว่า ตนยังรู้สึกตกใจด้วยซ้ำ เมื่อกลับมาจากทริปที่ติดตามนายกฯ แพทองธารไปกัมพูชาในฐานะ รมว.มท. เพื่อนๆ ของตนที่รู้จักกัน โทรมาบอกว่า รู้ไหมที่เขาไม่ให้คุณเข้าไปในประชุมหลายที่ เพราะว่าเขาไปแจ้งผู้นำเขาไว้ว่าเจาจะปลดคุณออกจาก มท. 1 แต่ตอนนั้นตนก็ไม่เชื่อ จนกระทั่งได้รับการแจ้งอย่างเป็นทางการว่าพรรคเพื่อไทย (พท.) ต้องการกระทรวงมหาดไทยคืน และขอให้ตนไปเป็น รมว. สธ. ตนก็ถามท่านว่าท่านมีข้อเสนอมาเช่นนี้ ท่านไม่อยากให้ตนอยู่หรือ ท่านก็บอกว่าไม่ใช่ อยากให้อยู่ แต่ให้ไปอยู่ สธ. ตนก็ถามว่าตนทำไรผิดหรือ ตนคอยอยู่เคียงข้างท่าน ปกป้องเมื่อท่านนายกฯ ถูกกล่าวหา ท่านก็ทราบดี ท่านก็บอกว่าใกล้เลือกตั้งแล้ว พท. ต้องได้กระทรวงมหาดไทย ตนก็ถามว่าทำไมท่านจึงเชื่อว่าได้ มท.แล้วจะชนะการเลือกตั้ง ซึ่งตนเชื่อว่า นายกฯ แพทองธารไม่ได้พูดจากความต้องการของท่านเอง เพราะในที่สุดเลขาธิการนายกฯ ก็มายืนยันว่า “ไพ่ใบสุดท้าย คุณไปอยู่ สธ.” ตนคงไม่ต้องบอกว่าไพ่ใบสุดท้ายคืออะไร
อนุทินกล่าวต่อไปว่า เหตุผลที่ ภท.ถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ไม่ได้มีเพียงเรื่องการถูกเชิญออกจาก มท. แต่จังหวะนั้นก็มีกรณีคลิปเสียงอังเคิลด้วย พอถอนตัวออกมา ภท. ก็มารายงานตัวกับผู้นำฝ่ายค้าน และก็มองว่ารัฐบาลคงอยู่ต่อไปไม่ไหว เพราะว่าคนไม่เชื่อมั่นแล้ว เกียรติภูมิอธิปไตยของประเทศเกิดความเสียหาย ดีที่สุดคืออยากให้ท่านยุบสภาดีกว่า หลังจากนั้นก็มีการร้องไปศาลรัฐธรรมนูญ ท่านนายกฯ ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่เมื่อได้คุยกับพรรคปชน. ก็พบว่าปัญหาคือไม่มีคนยุบสภา จึงนำมาซึ่งการทำ MOA ร่วมกัน
ประเด็นเรื่อง MOA อนุทินกล่าวว่า MOA นี้เป็น MOA ระหว่างพรรค ภท. และ ปชน. ที่ทำร่วมกัน ไม่ได้มีผลผูกพันทั้งรัฐบาล เงื่อนไขใน MOA ก็จะทำให้ประเทศเดินหน้าไปได้ คือมายุบสภาใน 4 เดือน ขอย้ำว่าไม่เกิน 31 ม.ค. ยุบสภา อาจจะไวกว่านั้นก็ได้ ส่วน 14-15 ต.ค. นี้ ภท.ก็จะเสนอร่างแก้ไข รธน.
ส่วนประเด็นเรื่อง พรรค ภท. ต้องไม่ทำวิธีการใดๆ ที่จะทำให้เกิดเสียงข้างมากในพรรค อนุทินกล่าวว่า พรรค ภท. ได้ สส. เพิ่มเพียง 1 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งซ่อมที่ศรีสะเกษ ไม่ได้ไปดูดใครมา MOA ตนต้องทำตามอยู่แล้ว เป็นข้อตกลงเปิดเผย ตนเองก็มาจากการโหวตของ สส.ในสภาจำนวน 313 เสียง จึงต้องกราบเรียนผู้อภิปรายว่าไม่มีสิ่งใดแปลกอย่างที่ได้พาดพิง จากที่ท่านได้อภิปรายมา ท่านบอกว่าท่านต้องการให้ตนลุกขึ้นมายืนพูด ให้ตนคำสัญญาได้ไหมว่าจะไม่ใช้อำนาจหน้าที่ไปกดดันสั่งการชี้แนะข้าราชการประจำให้เปลี่ยนแนวทางในเรื่องเขากระโดง เรื่องฮั้ว สว. ตนก็ยืนยันว่าจะไม่มีการใช้อำนาจหน้าที่ รมว. มท. หรือตำแหน่งนายกฯ ไปให้พวกเขาช่วยเหลือใครก็ตามที่ทำผิดกฎหมาย
อนุทินกล่าวต่อไปว่า อีกประเด็นคือการที่ท่านพูดพาดพิงว่าตนและ สว.เป็น “ผู้ต้องหา” นี่เป็นการพูดผิด ต้องขอให้ท่านถอนคำพูดคำนี้ เพราะตนไม่ใช่ผู้ต้องหา เป็นเพียงผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเท่านั้น
