แม่ทัพภาค 2 ย้ำ สร้างรั้วชายแดนต้องหารือทุกฝ่าย เน้นความปลอดภัย ยึดเงื่อนไข-ข้อตกลงร่วมกัน ลั่น กองทัพพร้อมทำทุกอย่างที่เป็นประโยชน์ - ผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว IOT ลงพื้นที่อุบล ระบุได้ข้อมูลครอบคลุมครบถ้วน - กองทัพบกชี้แจงข้อเท็จจริง “ปราสาทคนา” ยันไม่มีการรุกล้ำพื้นที่ชายแดน
4 ตุลาคม 2568 พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวถึงกรณีการสร้างรั้วในพื้นที่แนวชายแดนที่กองทัพภาคที่ 2 ได้เสนอไปยังกองทัพบกว่า จะสร้างจุดใดเป็นที่แรกนั่น ว่าในพื้นที่ความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 มีทั้งพื้นที่ที่จัดระเบียบเขตแดนแล้ว 29 หลัก แต่ยังมีบางพื้นที่ที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน จึงต้องไปดูว่าจุดไหนที่เห็นตรงกัน แล้วก็สามารถก่อสร้างได้ อย่างพื้นที่ช่องจอม จะมีอยู่หนึ่งพื้นที่ที่ต้องสร้างในโอกาสครบรอบ 75 ปี ไทย-กัมพูชา เพื่อที่จะเป็นการทำไว้เป็นอนุสรณ์ ส่วนจะเริ่มได้เมื่อไหร่นั้นทางกองทัพ ต้องหารือกับรัฐบาล ตรงไหนที่เป็นประโยชน์ทางกองทัพพร้อมที่จะดำเนินการ
ส่วนที่นายกรัฐมนตรีมอบอำนาจให้กองทัพได้ดำเนินการอย่างเต็มที่นั้น พลโทวีระยุทธ บอกว่า ถึงอย่างไรก็ต้องบูรณาการร่วมกันทั้งหมดทั้งกองทัพและรัฐบาล การจะก่อสร้างใดๆ ต้องมีการหารือกัน
ทั้งนี้ จะเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงหรือไม่ในการสร้างรั้วตามพื้นที่ชายแดน พลโทวีระยุทธ ระบุว่า บางพื้นที่ที่สร้างไม่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องสร้าง และต้องดูในความปลอดภัย รวมถึงเงื่อนไขและข้อตกลงร่วมกัน ทุกอย่างต้องทำเป็นขั้นตอนทางกองทัพยินดี สุดท้ายแล้วการจะสร้างหรือไม่สร้างต้องคุยกับทุกฝ่าย และให้ความเห็นชอบร่วมกัน
พื้นที่ช่องจอม จะเป็นพื้นที่แรกที่จะสร้างรั้วชายแดนใช่หรือไม่ พลโทวีระยุทธ บอกว่า ก่อนหน้านี้เห็นเพียงแค่ข้อเสนอ และเป็นพื้นที่ที่มีความเห็นชอบร่วมกัน ว่า จะสร้างในโอกาสครบรอบ 75 ปีความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา แต่จะสร้างหรือสร้างก็อยู่ที่จะต้องไปหารือกันต่อไป
ผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว IOT ลงพื้นที่อุบล ระบุได้ข้อมูลครอบคลุมครบถ้วน
คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ( IOT) จาก 3 ประเทศ ประกอบด้วย บรูไน มาเลเซีย และสิงคโปร์ จำนวน 4 นาย นำโดย ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซีย ประจำกรุงเทพมหานคร เดินทางมาตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานในพื้นที่ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 (กองกำลังสุรนารี) โดยรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ ห้องประชุมโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี และเดินทางไปพื้นที่ช่องบก บริเวณต้นพญาสัตบรรณ/จุดเหยียบกับระเบิดหรือตรวจพบทุ่นระเบิด
พล.จัตวา ซัมซุล ริซัล บิน มูซา ผู้ช่วยทูตทหารมาเลเซียประจำประเทศไทย หัวหน้าคณะ IOT กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ไม่ได้มาเพื่อกล่าวหาว่าฝ่ายใดถูกหรือผิด แต่มาเพื่อรับทราบข้อเท็จจริงปัญหาในพื้นที่พิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ตามบันทึกข้อตกลงจากผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย -กัมพูชาโดยวันนี้ได้รับทราบข้อมูลอัพเดท จากกองทัพภาคที่ 2 ซึ่งครอบคลุมและครบถ้วน จะนำข้อเท็จจริงที่ได้รายงานให้หน่วยเหนือได้ทราบ จากนั้นหน่วยเหนือจะได้พูดคุยกันและมาจบที่การประชุมทวิภาคี ไทย-กัมพูชา
ขณะที่กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า ปัจจุบันกองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม เตรียมพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์ ส่วนหน่วยในพื้นที่ได้วางกำลังควบคุมระยะสำคัญที่จะได้เปรียบทางยุทธวิธี จัดตั้งจุดศูนย์กลาง เพิ่มมาตรการเฝ้าตรวจ รวมถึงเส้นทางที่มีการเก็บกู้ระเบิด ปรับปรุงแผนเผชิญเหตุให้สอดคล้องกับสถานการณ์
กองทัพบกชี้แจงข้อเท็จจริง “ปราสาทคนา” ยันไม่มีการรุกล้ำพื้นที่ชายแดน
ทีมโฆษกกองทัพบก Army Spoke Team รายงานว่า พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้เปิดเผยข้อมูล กรณีปราสาทคนา ที่ตั้งอยู่บริเวณชายแดน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ว่าปัจจุบันมีสภาพเป็นสิ่งปรักหักพัง หลงเหลือเพียงแนวกำแพงศิลาแลงสูงประมาณ 1.6 ม. ยาวประมาณ 25 ม.แนวเดียวเท่านั้น ตัวปราสาทตั้งอยู่บริเวณห่างจากขอบหน้าผามาทางฝั่งไทยประมาณ 100 ม. มีองค์ประกอบคือ สระน้ำ 2 แห่ง คือสระน้อยและสระใหญ่
บริเวณใกล้เคียงปราสาทต่ำลงไปทางขอบหน้าผามีฐานทหารกัมพูชา ตั้งอยูู่เป็นแนวไปทางทิศใต้ โดยมีฐานทหารของไทย โดย ฉก.ทพ.26 อยู่บริเวณใกล้เคียงปราสาทไปทางทิศเหนือ ควบคุมพื้นที่ 2 แห่งคือ ฐานสระใหญ่และฐานสระน้อย
ที่ผ่านมาฝ่ายไทย เข้าไปตรวจสอบสภาพพื้นที่เป็นประจำ เพื่อไม่ให้ฝ่ายกัมพูชา มีการไปปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมไปใช้งานเป็นที่ตั้งสำหรับปฏิบัติการทางทหาร และบางครั้งฝ่ายกัมพูชา ก็จะเข้ามาพบกับฝ่ายไทย โดยฝ่ายกัมพูชา ไม่ได้มีทีท่าจะขยับคืบเข้ามาควบคุมบริเวณพื้นที่ซากหรือกำแพงของปราสาท แต่อย่างใด
กระทั่งเกิดความขัดแย้งเหตุการณ์ปะทะกันที่ช่องบกเมื่อ พ.ค.68 เกิดความตึงเครียดตลอดแนว ทั้งสองฝ่ายจึงยังไม่มีการเข้าไปบริเวณซากกำแพง โบราณสถานดังกล่าว
สำหรับบันไดไม้ที่ฝ่ายกัมพูชาสร้างนั้นเป็นการสร้างเพื่อใช้สำหรับการส่งกำลังบำรุงขึ้นมายังฐานตรวจการณ์ที่อยู่บนแนวหน้าผา ซึ่งภายหลังพบว่ามีการใช้ในการเดินทางมาท่องเที่ยวของชาวกัมพูชาร่วมด้วย
ลักษณะของกำลังทหารกัมพูชาที่อยู่บนนั้นไม่มีท่าทีคุกคามเหมือนบางพื้นที่ และจุดเฝ้าตรวจของกัมพูชา ไม่มีลักษณะเป็นป้อมปราการทางทหาร เพื่อใช้สำหรับเตรียมการต่อสู้แต่อย่างใด
ซึ่งจากนี้ไป ทางกองกำลังสุรนารี จะดำเนินการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเฉพาะในพื้นที่ๆ ไม่มีเหตุความตึงเครียดในช่วงที่ผ่านมา
ที่มาเรียบเรียงจาก NBT Connext [1] [2] | เพจทีมโฆษกกองทัพบก Army Spoke Team
