กสม.ถกปกป้องนักสิทธิมนุษยชนภาคตะวันออกถูกข่มขู่คุกคาม หลังเปิดโปงธุรกิจขยะเถื่อนมูลค่ามหาศาล ด้าน EnLaw–PI ชี้นักปกป้องสิทธิฯ ไร้การคุ้มครองจี้ปกป้องด่วน ด้าน กสม. เตรียมประสานหน่วยงานรัฐ–ตำรวจ–กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมป้องกันการละเมิดสิทธิฯ ด่วน
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2568 ที่ห้องประชุม 704 ชั้น 7 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ศยามล ไกรยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เชิญสองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนภาคตะวันออก ได้แก่ สุเมธ เหรียญพงษ์นาม และ จร เนาวโอภาส พร้อมด้วยองค์กร Protection International (PI) มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) มูลนิธิบูรณะนิเวศ และตัวแทนทีมสุดซอยซึ่งเป็นกลุ่มที่ปรึกษาและประสานงานเฉพาะกิจที่ถูกจัดตั้งขึ้นในช่วงที่รัฐบาลชุดก่อนยังคงบริหารประเทศ เพื่อเป็นกลไกในการทำงานเชิงรุกด้านการปราบปรามโรงงานอุตสาหกรรมผิดกฎหมายที่มักจะเข้าถึงยากและซับซ้อน เข้าหารือร่วมกันถึงมาตรการเร่งด่วนในการคุ้มครองความปลอดภัย หลังนักปกป้องสิทธิมนุษยชนภาคตะวันออกตกเป็นเป้าการข่มขู่และถูกระบุชื่อในบัญชีสังหารจากกลุ่มอิทธิพลธุรกิจขยะอุตสาหกรรมในพื้นที่
“จร” ชี้ความน่ากลัวซ้ำรอยเหตุสังหารผู้ใหญ่จบ
จร เนาวโอภาส นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า หลังจาก ผู้ใหญ่ประจบ เนาวโอภาส น้องชายถูกลอบสังหาร ตนที่ได้ร่วมสู้กับน้องชายก็ยังคงยืนหยัดต่อสู้ต่อไป โดยทำงานร่วมกับ “ทีมสุดซอย” ของกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อตรวจสอบโรงงานรีไซเคิลและการทิ้งขยะอันตราย แต่กลับถูกข่มขู่หนัก ทั้งการโทรศัพท์กดดัน เสนอเงินเพื่อให้ยุติการเคลื่อนไหว และล่าสุดมีรายงานน่าตกใจว่า “ชุดมือปืน” ถูกส่งลงพื้นที่ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และปราจีนบุรี เพื่อสังหารกลุ่มนักสิทธิฯที่ลุกขึ้นต่อต้านโรงงานขยะเถื่อน
“ข่าวลือครั้งนี้คล้ายกับช่วงก่อนที่ผู้ใหญ่จบจะถูกยิงเสียชีวิตจริง ๆ ซึ่งสะท้อนว่ามีความเป็นไปได้สูง และถือเป็นสัญญาณอันตรายที่สุด” จร กล่าว พร้อมยอมรับว่าต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังมากขึ้น
“สุเมธ” แฉถูกหมายหัว
ด้าน สุเมธ เหรียญพงษ์นาม นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกลุ่มฅนรักษ์กรอกสมบูรณ์และเครือข่ายปราจีนบุรีเข้มแข็ง เล่าถึงสถานการณ์คุกคามที่หนักขึ้น หลังเปิดโปงขบวนการรีไซเคิลและขยะเถื่อนโยงผู้มีอิทธิพลข้ามจังหวัดมาตลอดกว่า 5 ปี เขาถูกยิงปืนข่มขู่ใส่บ้านหลายครั้ง ถูกขับรถติดตาม ถูกฟ้องคดีปิดปากและเรียกค่าเสียหาย 50 ล้าน และล่าสุดมีข้อมูลว่าถูกระบุชื่อเป็นเป้าหมายในบัญชีดำ
“ในเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการขยายพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ทั้งที่ผมมีหนังสือเชิญเข้าร่วมในเวทีดังกล่าว ผมกลับถูกเจ้าหน้าที่ อส. ตรวจค้นกระเป๋ากลางเวทีดังกล่าว ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรับรู้ข้อมูลข่าสารและกระบวนการมีส่วนร่วม และผมได้รับแจ้งจากเพื่อนนักปกป้องสิทธิมนุษยชนว่าให้ระวังตัวเพราะมีกลุ่มทุนที่กำลังเตรียม “ลงขัน” เพื่อจัดการกับผม เพื่อให้ธุรกิจของเขาดำเนินการต่อไปโดยไม่ต้องมีใครมาตรวจสอบ และล่าสุดผมได้รับข้อมูลว่าในงานสังสรรค์แห่งหนึ่งว่า ผมจะถูก ‘โยนบก’ เพื่อปิดปาก” สุเมธเผย นี่คือสัญญาณว่าขบวนการขยะเถื่อนพร้อมใช้ความรุนแรงเพื่อรักษาผลประโยชน์”
และสุเมธกล่าวต่อว่า ดังนั้นการปกป้องและคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนควรจัดทำเป็นระดับนโยบายของรัฐ และรัฐบาลชุดนี้ต้องเดินหน้าชุดสุดซอยต่อไป เพื่อจะได้ยืนยันว่ารัฐจะดำเนินตรวจสอบโรงงานที่สร้งผลกระทบหรือดำเนินการโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นไปตามนโยบายของรัฐ ก็จะลดความเสี่ยงของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เผชิญลงได้
EnLaw–Pi จี้รัฐต้องเอาจริง
สุภาภรณ์ มาลัยลอย จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) กล่าวถึงความจำเป็นในการยื่นหนังสือครั้งนี้ว่า สถานการณ์มีความเสี่ยงซ้ำรอยอดีต “เราไม่อยากให้เกิดการสูญเสียอีก เหมือนกรณีผู้ใหญ่จบ เนาวโอภาส แต่ที่ผ่านมาเมื่อมีข่าวการเคลื่อนไหวของมือปืน กลับไม่มีมาตรการคุ้มครองจริงจัง เราจึงต้องเร่งให้ กสม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหามาตรการในการคุ้มครองครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ทันที
ด้านสุธีรา เปงอิน ผู้แทนจาก Protection International เสริมว่า แนวโน้มความเสี่ยงในการประชิดตัวนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจะจะเพิ่มขึ้น เมื่อชุดสุดซอยหยุดการดำนินการ อีกทั้งการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ และหน่วยงานรัฐเร่งออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับโรงงานขยะเพิ่มอีกจำนวนมาก ทั้งที่ผ่านมาโรงงานรีไซเคิลขยะหรือโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรมสร้างผลกระทบให้กับชุมชนและหน่วยงานรัฐก็ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง ซึ่งก็จะยิ่งทำให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ลุกขึ้นมาคัดค้านโรงงานเหล่านี้ก็จะเผชิญความรุนแรงที่เพิ่มมากขึ้นไปด้วย ซึ่ง กสม. ต้องหามาตรการเร่งด่วนคุ้มครองหรือตอบรับกับสถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ทันที เช่น การไปสังเกตการณ์การรับฟังความคิดเห็น หรือลงไปตรวจสอบการกระทำของโรงงานฯที่สร้างผลกระทบหรือมิชอบกฎหมาย เพื่อลดการถูกคุกคามของนักปกป้องสิทธิมนุยชน และธุรกิจหรือหน่วยงานรัฐ เป็นต้น
กสม.รับปากประสานทุกหน่วยเร่งปกป้อง
การประชุมใช้เวลาร่วมสองชั่วโมง ก่อนที่ ศยามล ไกรยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะสรุปว่า กสม.จะทำหนังสือแสดงความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและกลุ่มเครือข่ายของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ถึง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี–ฉะเชิงเทรา เพื่อป้องกันการคุกคามทั้งจากรัฐและเอกชน พร้อมประสาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จัดมาตรการคุ้มครองโดยด่วน นอกจากนี้ กสม.เตรียมจัด เวทีสาธารณะเปิดเผยข้อมูล ว่าด้วยสถานการณ์วิกฤติการจัดการขยะและการคุกคามนักสิทธิมนุษยชนในภาคตะวันออกอย่างเร่งด่วน เพื่อให้สังคมจับตาและเป็นแรงกดดันให้หน่วยงานรัฐดำเนินการอย่างจริงจัง
