“มูลนิธิผสานวัฒนธรรม” องค์กรสิทธิมนุษยชนในไทยออกแถลงเรียกร้องให้หยุดการใช้กระบวนการยุติธรรมไทย “ฟ้องปิดปาก-กดปราบข้ามชาติ” หลัง “เมอร์เรย์ ฮันเตอร์” นักข่าวออสเตรเลีย วัย 66 ปี ถูกตำรวจไทยจับกุมข้อหาหมิ่นประมาทคณะกรรมาธิการการสื่อสารและสื่อประสมแห่งประเทศมาเลเซีย (MCMC) มูลนิธิผสานวัฒนธรรมระบุ การดำเนินคดีกับฮันเตอร์เป็นการคุกคามเสรีภาพสื่ออย่างร้ายแรง และเป็นการที่ประเทศอื่นฉวยโอกาสใช้กระบวนการยุติธรรมไทยปิดปากนักข่าวและนักวิจารณ์ที่อยู่นอกเหนือเขตอำนาจของตน เรียกร้องให้ศาลไทยพิจารณายกฟ้องคดีดังกล่าวโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งคืนหนังสือเดินทางและยุติการดำเนินคดีทั้งปวงกับนักข่าวออสเตรเลียในกรณีนี้
8 ต.ค. 2568 มูลนิธิผสานวัฒนธรรมออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ยุติการใช้กระบวนการยุติธรรมไทยฟ้องปิดปากและกดปราบข้ามชาติ กรณีเมอร์เรย์ ฮันเตอร์ (Murray Hunter) นักข่าวชาวออสเตรเลีย วัย 66 ปี ถูกตำรวจไทยจับกุมข้อหาหมิ่นประมาทรัฐมาเลเซีย ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2568
ฮันเตอร์ถูกตั้งข้อหาหมิ่นประมาทหน่วยงานรัฐของประเทศมาเลเซีย จากการเผยแพร่ข้อมูลบนเว็บไซต์ของตนเอง สำนักข่าว BBC รายงานว่าได้เห็นคำร้องขอหมายของฮันเตอร์ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ โดยพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลยานนาวาเป็นผู้ร้องโดยระบุพฤติการณ์แห่งคดีว่า ผู้กล่าวหาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในประเทศไทยได้ใช้งานโทรศัพท์มือถือของตนเอง และพบข้อความที่ปรากฏบนเว็บไซต์ของฮันเตอร์ หมิ่นประมาทคณะกรรมาธิการการสื่อสารและสื่อประสมแห่งประเทศมาเลเซีย (The Malaysian Communication and Multimedia Commission – MCMC) และผู้กล่าวหาเชื่อโดยสุจริตว่าข้อความนั้นอาจเข้าข่ายเป็นการหมิ่นประมาทผู้เสียหายทำให้ผู้กล่าวหาได้รับมอบอำนาจให้มาแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดี” กับฮันเตอร์
ฮันเตอร์รับทราบข้อกล่าวหา และปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
มูลนิธิผสานวัฒนธรรมในฐานะองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ทำงานส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ขอแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มการใช้กฎหมายไทยเป็นเครื่องมือในการฟ้องร้องคดีเพื่อปิดปาก (Strategic Lawsuit Against Public Participation – SLAPP) ในลักษณะข้ามชาติ (Transnational Repression -TNR) อันเป็นการคุกคามเสรีภาพสื่อมวลชนและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างร้ายแรง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับฮันเตอร์ ซึ่งถูกควบคุมตัวและยึดหนังสือเดินทาง เพียงเพราะหน่วยงานรัฐของประเทศมาเลเซียได้มอบอำนาจให้ตัวแทนมาแจ้งความร้องทุกข์ในประเทศไทย อาจเข้าข่ายเป็นการปราบปรามข้ามชาติ (Transnational Repression) ที่รัฐต่างชาติฉวยโอกาสใช้กระบวนการยุติธรรมของไทยเพื่อปิดปากนักข่าวและนักวิจารณ์ที่อยู่นอกเหนือเขตอำนาจของตน การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็นการบั่นทอนหลักการพื้นฐานด้านสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยมีพันธกรณีต้องปกป้องและคุ้มครอง แต่ยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก อีกทั้งประเทศไทยอาจกลายเป็น “ดินแดนที่ไม่ปลอดภัย” หากยอมรับให้มีการแจ้งความเพื่อฟ้องปิดปากข้ามชาติเช่นนี้ และเป็นเป้าหมายที่รัฐบาลอื่นๆ ที่มีลักษณะการปกครองแบบอำนาจนิยมสามารถใช้กลไกทางกฎหมายเพื่อตามล่าและกดดันผู้เห็นต่างของตนได้
ผสานวัฒนธรรมเห็นว่า ปัจจุบันการฟ้องปิดปากผู้เห็นต่างทางการเมืองหรือผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐโดยสุจริตถูกฟ้องกลับหลายกรณี นอกจากนี้การที่กฎหมายหมิ่นประมาทของไทยยังคงมีโทษทางอาญา เป็นช่องโหว่สำคัญที่เอื้อให้เกิดการใช้กฎหมายในทางที่ผิดเพื่อเป็นเครื่องมือฟ้องคดีปิดปาก ทั้งจากหน่วยงานรัฐและเอกชนภายในประเทศ หรืออาจถูกฉวยใช้โดยหน่วยงานจากต่างประเทศเพื่อปราบปรามผู้เห็นต่างในประเทศของตน การคงอยู่ของความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาทในประเทศไทยจึงกลายเป็นเครื่องมือของรัฐอื่นและไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งมีแนวโน้มให้ใช้มาตรการทางแพ่งเป็นหลักในการเยียวยาผู้เสียหาย
มูลนิธิผสานวัฒนธรรม มีข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้
1. ขอเรียกร้องต่อกระบวนการยุติธรรมไทย ขอให้พนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องในคดีของเมอร์เรย์ ฮันเตอร์ และศาลยุติธรรมโปรดพิจารณายกฟ้องคดีดังกล่าวโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งคืนหนังสือเดินทางและยุติการดำเนินคดีทั้งปวง เพื่อยืนยันหลักการว่ากระบวนการยุติธรรมไทยจะไม่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการปราบปรามการใช้เสรีภาพสื่อข้ามชาติ
2. ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและรัฐสภาไทย ต้องทบทวนและดำเนินการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา โดยยกเลิกโทษอาญาในความผิดฐานหมิ่นประมาท ให้คงเหลือเพียงมาตรการทางแพ่ง เพื่อป้องกันการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือฟ้องคดีปิดปาก (SLAPP) และยกระดับการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
3. ขอเรียกร้องต่อหน่วยงานภาครัฐของมาเลเซียและรัฐไทย ขอให้ยุติความพยายามในการใช้กระบวนการทางกฎหมายนอกอาณาเขตของตนเพื่อคุกคามและปิดปากสื่อมวลชน และขอให้ถอนการแจ้งความดำเนินคดีต่อเมอร์เรย์ ฮันเตอร์ ในประเทศไทย
4. ขอให้ตรวจสอบการใช้ดุลพินิจในการแจ้งข้อกล่าวหาแก่นายเมอร์เรย์ว่าเป็นการกระทำไปโดยสุจริตหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้เพื่อเป็นการตรวจสอบการใช้อำนาจทางกฎหมายให้เป็นธรรมต่อกรณีดังกล่าว และเป็นมาตราการป้องกันไม่่ให้เกิดการใช้ช่องว่างดำเนินการกดปราบข้ามชาติอีก
5. ขอเรียกร้องต่อรัฐไทย ขอให้ทบทวนการใช้อำนาจรัฐอย่างระมัดระวังและหากพบว่า ฮันเตอร์มีความเสี่ยงในการถูกละเมิดหลักการไม่ส่งกลับ (Non-refoulement) ถึงแม้ว่าการฟ้องจะใช้กฎหมายไทย แต่หากศาลมีคำสั่งลงโทษหรือมีการร้องขอให้ส่งตัวฮันเตอร์กลับไปยังประเทศมาเลเซีย อาจเข้าข่ายละเมิดมาตรา 13 แห่ง พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
