Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'ณัฐพงษ์' หัวหน้พรรคประชาชน ถามกระทู้ รมว.ต่างประเทศ กรณีประชามติ MOU 43-44 เต็มไปด้วยข้อมูลอ่อนไหวต่อความมั่นคงของชาติ รัฐบาลมั่นใจแค่ไหนที่จะเปิดเผยข้อมูล ให้ประชาชนมีข้อมูลตัดสินใจอย่างละเอียด ด้าน ‘สีหศักดิ์’ ยังคลุมเครือ มองยกเลิก MOU43-44 อย่างไร แต่เผยเพียงว่าต้องมีการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ คาดสัปดาห์หน้า ‘บวรศักดิ์’ มีประชุมหารือเพิ่มเติม เรื่องแนวทางทำประชามติ

 

9 ต.ค. 2568 ทีมสื่อพรรคประชาชน รายงานวันนี้ (9 ต.ค.) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ถามกระทู้สดด้วยวาจาต่อ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ถึงแนวคิดของรัฐบาลในการจัดทำประชามติยกเลิก MOU 43-44 ระหว่างไทย-กัมพูชา พร้อมกับการเลือกตั้ง และการทำประชามติจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในอีก 4 เดือนข้างหน้า

ณัฐพงษ์ ระบุว่า จากการแถลงนโยบายของรัฐบาลเมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2568 บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี พูดอย่างชัดเจนในสภาผู้แทนราษฎรว่า การเลือกตั้งครั้งหน้าจะมีบัตรทั้งหมด 4 ใบ คือบัตรเลือก สส.เขต, เลือก สส.บัญชีรายชื่อ, การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการสอบถามประชาชนเรื่องการยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับ อย่างไรก็ตาม จากผลสำรวจของนิด้าโพลที่ผ่านมา พบว่าผู้ตอบแบบสำรวจราว 69% ยังมีความไม่ค่อยเข้าใจหรือไม่เข้าใจเลยในเนื้อหาหาและรายละเอียดของ MOU 43-44 ขณะเดียวกัน ราว 60% ก็ตอบแบบสำรวจว่ายังอยากจะให้มีการจัดทำประชามติสอบถามความคิดเห็นประชาชนในเรื่องนี้อยู่ว่าจะยกเลิกหรือไม่อย่างไร

แม้การจัดทำประชามติจะเป็นกลไกที่สำคัญในระบอบประชาธิปไตย ที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้อำนาจทางตรงในการตัดสินใจเรื่องสำคัญของประเทศ แต่การจัดทำประชามติจะสะท้อนเจตจำนงของประชาชนได้ สิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งก็คือกระบวนการที่จะต้องมีการรณรงค์อย่างเปิดกว้าง ให้ข้อมูลอย่างรอบด้าน ให้ประชาชนเข้าใจอย่างถี่ถ้วนก่อนการออกเสียงในคูหา ทำให้ประชาชนเห็นข้อมูลอย่างชัดเจนว่าหากยกเลิก MOU แต่ละฉบับจะส่งผลอย่างไรต่อการจัดการข้อพิพาทระหว่างไทย-กัมพูชา และไทยจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างไรจากการยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับ

ณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า ในมุมมองของพวกเขาแล้วแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรณรงค์เรื่องนี้ให้ประชาชนรับทราบข้อมูล ทั้งข้อได้เปรียบ และข้อเสียเปรียบ โดยไม่ทำให้ฝ่ายกัมพูชาล่วงรู้ได้ MOU ทั้ง 2 ฉบับมีสาระสำคัญในเรื่องการปักปันเขตแดนทางบก และการบริหารผลประโยชน์พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ข้อมูลจำนวนมากบ่งชี้อย่างชัดเจนว่าประเทศไทยจะได้เปรียบและเสียเปรียบในประเด็นใดบ้าง ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรยังต้องประชุมลับกันในช่วงที่ผ่านมาเพื่อไม่ให้ฝ่ายกัมพูชาล่วงรู้

ตาม พ.ร.บ.ประชามติ มีบทบัญญัติไว้ว่าการออกเสียงประชามติต้องไม่เป็นการชี้นำ รัฐบาลและ กกต.จะต้องให้รายละเอียดอย่างรอบด้าน ซึ่งหมายถึงข้อได้เปรียบและข้อเสียเปรียบของไทยที่มีต่อกัมพูชา รัฐบาลและ กกต.จะต้องจัดให้มีการแสดงความคิดเห็นผ่านสถานีวิทยุและโทรทัศน์ และเวทีสาธารณะอย่างทั่วถึง ภายใต้รายละเอียดจำนวนมากที่ประชาชนจำเป็นจะต้องใช้ในการประกอบการตัดสินใจ คำถามคือรัฐบาลมีแผนในการดำเนินการจัดทำประชามติอย่างไรเพื่อไม่ให้การออกเสียงประชามติยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับนี้ขัดต่อ พ.ร.บ.ประชามติ ที่กำหนดไว้อย่างชัดเจนเช่นนี้

ณัฐพงษ์ กล่าวต่อไปว่า พ.ร.บ.ประชามติ ยังมีบทบัญญัติเพิ่มเติมว่า รัฐบาลและ กกต.จะต้องให้ข้อมูลในส่วนของมาตรการป้องกัน แก้ไข และเยียวยาความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นหากมีการดำเนินการตามผลประชามติ ก็คือถ้าจะต้องมีการยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับจริง รัฐบาลจะต้องให้ข้อมูลแก่ประชาชนก่อนวันออกเสียงประชามติ ว่าหากมีการยกเลิกจริงจะมีมาตรการในการป้องกันเยียวยาความเสียหายอย่างไร เช่นในเรื่องของการปักปันเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา วันนี้รัฐบาลมีมาตรการหรือกลไกอื่นใดที่ดีกว่า MOU 43 ในการปักปันเขตแดงทางบกระหว่างไทย-กัมพูชาหรือไม่ ส่วนกรณี MOU 44 รัฐบาลมีวิธีการหรือมาตรการอย่างไรในการป้องกันไม่ให้เอกชนที่ได้ลงนามสัญญาสัมปทานขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่ให้เอาเรื่องไปฟ้องอนุญาโตตุลาการเรียกค่าเสียหายกับรัฐบาลไทย

ณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ในทางปฏิบัติการรณรงค์ในเรื่องนี้ผ่านเวทีสาธารณะและให้ข้อมูลรอบด้านจริงโดยไม่ให้ฝ่ายกัมพูชาล่วงรู้ในรายละเอียดนั้นยากมาก และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เขาจึงอยากถามว่าหากรัฐบาลยังจะดึงดันเดินหน้าจัดทำประชามติโดยกระบวนการแบบนี้ที่อาจสุ่มเสี่ยงขัดต่อกฎหมายต่อหรือไม่ และหากจะมีผู้ร้องไปร้องว่ากระบวนการจะทำประชามติแบบนี้ให้ข้อมูลไม่รอบด้าน ไม่ได้ให้คำชี้แจงในเรื่องมาตรการป้องกันเยียวยาความเสียหายตามกฏหมาย และทำให้การจัดทำประชามติเป็นโมฆะหรือสิ้นผลไป รัฐบาลจะยังเดินหน้าต่อจริงหรือ หรือกลไกอื่น เช่น การใช้กลไกในสภา กรรมาธิการวิสามัญ จะเป็นทางออกที่ดีกว่าการออกเสียงประชามติหรือไม่ รัฐบาลได้พิจารณาการใช้กลไกแบบนี้ในการศึกษาอย่างรอบคอบ ก่อนที่จะส่งผลสรุปการศึกษาให้ฝ่ายบริหารใช้อำนาจในการตัดสินใจหรือไม่

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ตอบคำถามโดยระบุว่า เรื่องของ MOU มีความสำคัญในแง่อธิปไตยและเขตแดน ประชาชนควรที่จะได้มีส่วนในการแสดงความเห็น นี่คือที่มาของแนวคิดการทำประชามติ แต่วิธีการจะทำอย่างไรนั้นก็ต้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ จึงต้องฟังเสียงของสังคม ในสภาก็มีกระบวนการตั้งกรรมาธิการเพื่อให้รอบคอบ จึงเป็นสิ่งที่ดีที่ขณะนี้มีการอภิปรายในเรื่องนี้ยังจริงจัง การให้ข้อมูลข่าวสารที่จะนำมาเปิดเผยสู่สาธารณชน รวมถึงการเยียวยาโดยเฉพาะภาคเอกชน เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง เป็นรายละเอียดที่ต้องพิจารณากันให้ดี

โดยในสัปดาห์หน้า บวรศักดิ์ รองนายกรัฐมนตรี จะมีการประชุมเพื่อศึกษาว่าขั้นตอน รูปแบบ และวิธีการดำเนินการประชามติจะทำอย่างไร เมื่อมีความชัดเจนหลักการประชุมกันแล้วว่าจะดำเนินการอย่างไร ตนจะมานำเรียนชี้แจงที่รัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง

'สีหศักดิ์' คลุมเครือ เห็นด้วยยกเลิก MOU ดีหรือไม่

ทางด้านณัฐพงษ์ ได้ถามกระทู้ต่อ โดยระบุว่าในฐานะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเคยเป็นข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศมาโดยตลอด เขาอยากทราบความเห็นในฐานะที่เป็นนักการทูตและเป็นตัวแทนของรัฐบาลว่า เขาเห็นด้วยว่ารัฐบาลควรจะต้องยกเลิก MOU 43 และ 44 หรือไม่

สีหศักดิ์ ระบุว่า MOU เป็นผลประโยชน์ที่สำคัญมากของประเทศ เขตแดน และอธิปไตย เพราะฉะนั้น การเข้าสู่กระบวนการประชามติจะพิจารณายกเลิกหรือไม่ เขาคิดว่าต้องทำด้วยความรอบคอบ ต้องมีความชัดเจนว่าถ้าไม่มี MOU แล้วจะมีอะไรเป็นทางเลือกบ้าง เพื่อไม่ให้ผลประโยชน์ของประเทศได้รับผลกระทบ ไม่ใช่อยู่ดีๆ อยากมีประชามติแล้วไปสู่การทำประชามติ โดยไม่มีการเตรียมการ และไม่มีแผนรองรับ กระทรวงการต่างประเทศเห็นความสำคัญของการมีแผนรองรับว่า ถ้าไม่มี MOU แล้วอะไรคือทางเลือกของไทยที่จะปกป้องรักษาผลประโยชน์ของไทยไว้ได้ ส่วนเรื่องการเยียวยามีรายละเอียดมากมาย แต่อะไรที่เป็นสิทธิอันชอบธรรมและถูกกระทบจากการยกเลิก MOU ก็ต้องมีการให้การเยียวยากับผู้ที่ได้รับผลกระทบแน่นอน

จากนั้น ณัฐพงษ์ ถามกระทู้ต่อในรอบสุดท้ายว่า การที่รัฐมนตรีตอบคำถามเขาไม่ได้เช่นนี้ เชื่อว่าเป็นเพราะรัฐมนตรีมีข้อจำกัด สิ่งที่ทุกคนต้องการคือผลประโยชน์สูงสุดของประเทศไทยแน่นอน แต่สิ่งที่เราไม่ต้องการคือการใช้ประเด็นนี้มาเรียกกระแส และอาจทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาดจนไม่สามารถกลับมาแก้ไขได้อีก หากกัมพูชาล่วงรู้ข้อได้เปรียบเสียเปรียบของไทยทั้งหมด แล้วสุดท้ายกัมพูชาเอาเรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลโลกได้

รัฐมนตรีย่อมรู้ว่าอะไรคือทางออกที่ถูกต้อง เพียงแต่ในวันนี้ท่านอยู่ในคณะรัฐมนตรีจึงทำให้มีอุปสรรคบางอย่างที่ตอบไม่ได้ตรงๆ แต่สิ่งที่ตนคาดหวังคือในขณะที่ประชาชนคนไทยคาดหวังระบบการเมืองที่ดี ที่บุคคลที่ดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ ไม่ได้มาจากการเจรจาต่อรองโควตาตำแหน่งทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

ณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ตนอยากได้ยินรัฐมนตรีตอบคือคำยืนยันในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งคำพูดย่อมมีน้ำหนักแน่นอนในการให้ความเห็นต่อคณะรัฐมนตรี ขอให้ยืนยืนยันออกมาได้หรือไม่ว่าท่านเห็นด้วยจริงหรือที่จะต้องมีการยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับ การทำประชามติเป็นกระบวนการที่เหมาะสมในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ หรือหากไม่เห็นด้วยหรือหากไม่สามารถตอบออกมาได้อย่างชัดเจน เขาขอคำยืนยันได้หรือไม่ว่ารัฐมนตรีจะเข้าไปนำเสนอข้อคิดเห็นเพื่อเบรกฝ่ายการเมือง ที่เอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง เพื่อใช้กระแสชาตินิยมหวังผลประโยชน์ทางการเมืองหรือไม่

สีหศักดิ์ ตอบคำถามว่า เขาขอยืนยันว่าเรื่องการต่างประเทศเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของชาติ ต้องไม่นำมาเป็นประเด็นทางการเมือง และต้องมีการอภิปรายอย่างจริงจัง ไม่ว่าเขาจะตอบอะไรต้องตอบด้วยความมั่นใจ จึงอยากให้มีการพูดคุยในรายละเอียดโดยคำนึงถึงประเด็นต่างๆ ให้ชัดเจนว่าจะเดินหน้ากันอย่างไร ความเห็นส่วนตัวของเขาจะนำไปเสนอแน่นอนในการพิจารณาของรัฐบาล และขอยืนยันว่าเขามองเรื่องของผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ขณะเดียวกัน เรื่องของกระบวนการประชาธิปไตยที่รัฐบาลต้องมีความรับผิดชอบต่อสภาฯ ก็สำคัญ หากมีประเด็นอะไรเขาพร้อมที่จะมาชี้แจงต่อไปในอนาคต

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง