Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ถ้อยแถลงของกลุ่มชาตินิยมฝ่ายขวาที่ระบุว่า “บันทึกความเข้าใจระหว่างไทยกับกัมพูชา ปี 2543 (MOU 43) ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง และเป็นการตอกย้ำสถานภาพของแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่ฝรั่งเศสจัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว อีกทั้งยังเป็นแรงจูงใจให้กัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทยมากขึ้น” สะท้อนท่าทีทางการเมืองแบบชาตินิยมยุคหลังอาณานิคมที่ยังคงมองปัญหาเขตแดนในกรอบของวาทกรรม“เสียดินแดน”ที่โบร่ำโบราณมากกว่าจะมุ่งแสวงหาแนวทางอันสร้างสรรค์ในการบริหารจัดการความขัดแย้งอย่างมีเหตุผลและอยู่บนฐานของกฎหมายระหว่างประเทศอย่างแท้จริง

ก่อนจะที่จะไปเปิดศึกวิวาทะท้าทายสติปัญญาใคร สมควรตรวจสอบถ้อยแถลงอันคุยโตโอ้อวดเกินจริงเช่นนี้ในแง่ข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า MOU ฉบับดังกล่าวมีเนื้อหาและผลทางกฎหมายอย่างไร เหตุใดแผนที่ฝรั่งเศสจึงกลายเป็นผู้ร้ายถูกเข้าใจผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการผูกโยงความตึงเครียดตามแนวชายแดนเข้ากับการมีอยู่ของ MOU นั้นมีน้ำหนักน่าเชื่อถือเพียงใด

ว่ากันตามข้อเท็จจริง บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2543 ไม่ใช่สนธิสัญญาแบ่งเขตแดนใหม่ หากแต่เป็นหนังสือสัญญาระหว่างสองประเทศที่ใช้เป็นกรอบความร่วมมือทางเทคนิค เพื่อให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศมีพื้นฐานร่วมและเครื่องมือทางวิชาการด้านต่างๆ เช่น กฎหมาย ภูมิศาสตร์ และ แผนที่ ในการดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตที่มีอยู่แต่เดิมตามที่กำหนดไว้เมื่อกว่าศตวรรษก่อนตามสนธิสัญญาฝรั่งเศส–สยามปี ค.ศ. 1904 และ 1907

MOU ฉบับนี้ได้จัดตั้ง “คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม” (Joint Boundary Commission – JBC) เพื่อใช้เป็นกลไกถาวรสำหรับหารือในทุกประเด็นที่ยังเห็นแตกต่างกัน โดยย้ำว่า การสำรวจและจัดทำแผนที่จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเห็นชอบร่วมกันทั้งสองฝ่ายเท่านั้น ไม่ใช่การอนุญาตให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งกำหนดเส้นเขตแดนเองหรืออ้างอะไรขึ้นมาก็ได้ตามอำเภอใจ ดังเช่นที่มีผู้เข้าใจผิดกันอย่างกว้างขวางอยู่ในเวลานี้

ดังนั้น MOU จึงมิได้เป็นข้อบังคับที่จะมากำกับยัดเยียดให้ไทยต้องยอมรับแผนที่ใดๆ เป็นหลักเกณฑ์ตายตัวเกินเลยไปจากสิ่งที่บรรพบุรุษของไทยได้เคยตกลงดำเนินการเอาไว้กับฝ่ายฝรั่งเศส และยิ่งมิได้เปลี่ยนแปลงเส้นเขตแดนที่มีอยู่เดิม หากแต่สร้างกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ไทยสามารถยืนยันสิทธิของตนได้ในกรอบกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมีเหตุผลและเป็นทางการ

ข้อกล่าวหาที่ว่า MOU 43 เป็นการ “ตอกย้ำสถานภาพของแผนที่ 1 : 200,000 ที่ฝรั่งเศสจัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว” นั้นไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทางเทคนิค เพราะแผนที่ทั้ง 2 ชุดดังกล่าวเป็นเอกสารที่เกิดจากสำรวจที่คณะกรรมผสมทั้งสองฝ่าย(แบร์นาร์ด-หม่อมชาติเดชอุดม และ มองแกร์-พระองค์เจ้าบวรเดช)จัดทำขึ้นเพื่อแสดงเขตแดนตามสนธิสัญญา 1904 และ 1907 อีกทั้งเหตุผลที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศใช้ในการตัดสินให้ปราสาทพระวิหารว่าตั้งอยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของกัมพูชาในปี พ.ศ. 2505 นั้นก็มาจากการที่ฝ่ายไทยได้รับเอาแผนที่มาใช้งานโดยมิได้ทักท้วง “ความบกพร่อง” ของมันเลย

ผู้สนใจงานเขตแดนที่มีปัญญาลึกล้ำสมควรพิจารณาเนื้อหาสำคัญ TOR ซึ่งออกมาในภายหลังที่ได้ระบุไว้ชัดแจ้งว่าเอกสารหรือหลักฐานทางเทคนิคใดจะต้องผ่านความเห็นชอบร่วมกันของทั้งสองฝ่ายใน JBC การตีความเส้นเขตแดนตามแผนที่ใดๆ ก็จะต้องให้ได้ข้อยุติร่วมกันเสียก่อนจึงจะนำมาใช้ในการปฏิบัติการและดำเนินการสำรวจได้ การโมเมกล่าวอ้างว่า MOU ทำให้ไทยต้องยอมใช้แผนที่ฝรั่งเศสโดด ๆ จึงขัดกับเนื้อหาที่แท้จริงของเอกสาร

ในทำนองเดียวกัน การอ้างว่า MOU เป็นแรงจูงใจให้กัมพูชารุกล้ำก็เป็นการให้เหตุผลที่กลับด้านกันแบบผิดฝาผิดตัวอย่างรุนแรงเลยทีเดียว เพราะปัญหาการอ้างสิทธิทับซ้อนบริเวณชายแดนหลายจุดอย่างเช่นกรณีชุมชนจ๊อกเจีย-บ้านหนองจาน และ เพรยจัน-หนองหญ้าแก้วนั้นมีอยู่ก่อนการลงนาม MOU 43 นานหลายปีเลยทีเดียว

อีกประการหนึ่งโดยทั่วไปแล้วมักมีการตีความแนวเส้นในแผนที่ ต่างจากถ้อยคำของสนธิสัญญาที่แตกต่างเสมอๆ เช่นการกล่าวอ้างว่า “สันปันน้ำอยู่ขอบหน้าผาเท่านั้น” นั้นก็เป็นจินตนาการและความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนของผู้ที่พูดเช่นนั้นเอง แต่มันมิใช่ผลโดยตรงจากการมี MOU แต่อย่างใดเลย

ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นหนึ่งในกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา MOU 43/44 ของสภาผู้แทนราษฎรก็ใคร่จะให้ข้อมูลเรื่องความเข้าใจที่ผิดพลาดเกี่ยวกับเรื่องหน้าผาและสันปันน้ำสักเล็กน้อยพอเป็นกระสายยาเพื่อให้ได้รู้ว่า ผู้ต่อต้าน MOU นั้นเข้าใจผิดและชอบเผยแพร่ความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนของตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยปราศจากความละอาย

เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์เอาไว้แล้วว่า แนวชายแดนไทยในส่วนที่ไม่มีหลักเขตแดนจากช่องบก (อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี) ถึงหลักเขตที่ 1 บริเวณช่องสะงำ (อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ) ความยาวทั้งสิ้น 196 กิโลเมตรนั้นบริเวณที่ปรากฏสันปันน้ำซึ่งจะสามารถถือเอาว่าเป็นเส้นเขตแดนระหว่างประเทศมีส่วนที่ไม่ตรงกับขอบหน้าผาอยู่ 96 กิโลเมตรหรือ 49 % ของความยาวในส่วนนั้น และส่วนที่สันปันน้ำตรงกับขอบหน้าผาที่จะถือเป็นเส้นเขตแดนคิดเป็นระยะทาง 100 กิโลเมตรหรือ 51 %

เมื่อความเป็นจริงปรากฏเช่นนั้น ก็ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นโดยชัดแจ้งว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้กลับเป็น เครื่องมืออย่างเดียวซึ่งมีอยู่ในเวลานี้ที่เปิดโอกาสให้ไทยใช้กลไกทางกฎหมายทักท้วงความผิดเพี้ยนเกี่ยวกับการตีความเส้นเขตแดนตามแผนที่และสนธิสัญญา ถือเป็นแนวปฏิบัติในการปกป้องสิทธิของไทยได้โดยไม่ต้องใช้กำลังทหารดังนั้นการยกเลิก MOU จะยิ่งทำให้ไทยสูญเสียฐานทางการทูตและทางกฎหมายที่สามารถยืนยันอธิปไตยได้อย่างชอบธรรม

ในเชิงหลักการ การโจมตี MOU 43 ที่ยืนอยู่บนฐานของวาทกรรม“เสียดินแดน”สะท้อนการยึดติดกับจินตนาการหลังยุคอาณานิคมมากกว่าความเข้าใจในกระบวนการทางภูมิรัฐศาสตร์สมัยใหม่อย่างแท้จริง เพราะปัญหาเขตแดนระหว่างประเทศใด ๆ ไม่อาจแก้ได้ด้วยการลบล้างข้อตกลงที่เป็นกรอบทางเทคนิค หากแต่ต้องอาศัยท่าทีที่รอมชอมประนีประนอมในการสานต่อกลไกเจรจาที่มีอยู่เพื่อแปลงความไม่แน่นอนให้เป็นความชัดเจนเท่านั้นจึงจะเป็นการยุติข้อพิพาทและความขัดแย้งอันเกิดจากปัญหาเส้นเขตแดนได้

การใช้ MOU 43 จึงไม่ใช่การยอมจำนนต่ออดีตสมัยอาณานิคมหากแต่ตรงกันข้ามมันกลับเป็นการยืนยันว่าประเทศไทยยังยึดมั่นในหลักการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธีตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ การทำลาย MOU ต่างหากที่จะเท่ากับทำลายเครื่องมือและกลไกที่ใช้รักษาผลประโยชน์ของรัฐในระยะยาว และปล่อยให้ความขัดแย้งชายแดนกลับไปอยู่ในมือของกลุ่มการเมืองที่หวังใช้ชาตินิยมเป็นอาวุธปลุกกระแส

ความเข้าใจเรื่องดินแดนจึงไม่ควรถูกผูกขาดด้วยอารมณ์และอคติของผู้ที่มีระบบคิดที่ไม่สมเหตุสมผลเช่นนั้น แต่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของความรู้ ความเข้าใจที่แจ่มชัดของหลักนิติรัฐในเวทีระหว่างประเทศจริงๆ เท่านั้น

ตารางแสดงข้อเท็จและความจริง

วาทกรรมข้อเท็จจริง
MOU 43 ไม่สามารถใช้งานได้จริง
  • มันถูกใช้เป็นกรอบในการทำงานเพื่อค้นหาหลักเขตแดนจนสามารถเห็นตรงกันได้ถึง 45 จาก 74 หลักแล้วนับแต่ได้ลงนามกันมา
ตอกย้ำสถานภาพของแผนที่ 1:200000
  • เนื้อความของ MOU  ข้อ 1 เขียนว่า จะร่วมกันดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับราชอาณาจักรไทยให้เป็นไปตามเอกสารต่อไปนี้ (ค) แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างอินโดจีนกับสยามซึ่งจัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1907 กับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ. 1907 ระหว่างฝรั่งเศสกับสยาม
  • ไม่มีเนื้อความตอนใดที่จะเป็นการตอกย้ำสถานะของมันเกินเลยไปกว่าที่มันเป็นอยู่แล้ว
MOU 43 เป็นแรงจูงใจให้กัมพูชารุกล้ำดินแดนไทยมากขึ้น
  • พื้นที่หลายบริเวณมีประชาชนกัมพูชาอาศัยอยู่ก่อนมี MOU 43
  • เขตแดนที่ไม่ชัดเจนไม่อาจจะใช้เป็นเกณฑ์ในการกล่าวหาเรื่องการ “รุกล้ำดินแดน”ได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
ไทยประท้วงการละเมิด MOU 43 ของฝ่ายกัมพูชาไปแล้วกว่า 600 ครั้ง แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้
  • เป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยข้อมูลไม่ชัดเจน เพราะหลายแหล่งไม่ตรงกัน เช่น 29 พฤษภาคม 2568 กองทัพบกรายงานว่ามีการประท้วง 651 ครั้ง, 7 มิถุนายน 2568 รองแม่ทัพภาคที่สองพูดว่า ประท้วงกว่า 400 ครั้ง, 21 กันยายน 2568 โฆษกกองทัพบกแถลงว่า มีการประท้วงตาม MOU 43 กว่า 500 ครั้ง แต่ไม่มีหน่วยงานใดให้รายละเอียดได้ว่า เป็นการประท้วงในประเด็นใด หลังการประท้วงแล้วมีการดำเนินการอย่างไร
ฝ่ายกัมพูชาใช้ทั้งทหารและพลเรือนเป็นเกราะให้ทหารอีกที มาโวยวายว่าทหารไทยทำร้ายพลเรือนกัมพูชาและรุกล้ำแผ่นดินกัมพูชาตามแผนที่ 1:200,000  โดยหยิบยกคำพิพากษาศาลโลกในปี 2505 และปี 2556  มาประกอบ
  • เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติในพื้นที่รายงานว่า ไม่ปรากฎว่าฝ่ายกัมพูชานำแผนที่ 1:200,000 มาอ้างอิงในการพาประชาชนให้เข้ามารุกล้ำเขตแดน
  • พื้นที่บริเวณบ้านหนองจานและหนองหญ้าแก้ว นั้นอ้างอิงตามหลักเขตแดนที่มีการค้นพบหลังการทำ MOU 43
  • MOU 43 ต่างหากที่เป็นเครื่องชี้ว่าพื้นที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่พิพาท
กัมพูชากำลังเริ่มรุกรานบริเวณ จ.ตราด ใกล้เกาะกูด ซึ่งมีกาสิโน บ่อนการพนัน และเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์อีกมากมาย
  • เกาะกูดมีสภาพเป็นเกาะในทะเล มีน้ำล้อมรอบ การรุกรานทางบกไม่กระทบกระเทือนเกาะกูด
  • คาสิโน บ่อนการพนัน อยู่นอกบริบทและข้อบังคับของ MOU 43
ไทยสามารถอ้างเหตุปะทะตามแนวชายแดน เพื่อบอกเลิก MOU 43 ฝ่ายเดียวได้ตาม ข้อ 60 ของอนุสัญญากรุงเวียนนา ว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ค.ศ. 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties)
  • Material breach ตามข้อ 60 หมายถึง
  • a) การปฏิเสธไม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญาอย่างสิ้นเชิง (repudiation) โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย  
  • b)  การไม่ปฏิบัติพันธกรณีตามสนธิสัญญา ซึ่งเป็น “สาระสำคัญ” ต่อวัตถุประสงค์และเป้าหมายของสนธิสัญญานั้น
  • ไม่ใช่การผิดเล็กน้อย แต่ต้องเป็นการกระทำที่ “ทำลายสาระสำคัญของข้อตกลง”
  • ข้อเท็จจริงหลังเหตุปะทะวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ปรากฏว่ามีการเรียกประชุม JBC เมื่อวันที่ 14-15 มิถุนายนที่กรุงพนมเปญ และรายงานความคืบหน้าในการทำงาน ย่อมแสดงว่า การบังคับใช้หนังสือสัญญานี้ยังดำเนินต่อไป เหตุแห่งการปะทะทางทหารอยู่นอกบริบทของ MOU 43

ที่มา: รวบรวมโดยผู้เขียน

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง