Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ผลประชุม กมธ.ความมั่นคง แนะนำ ก.ล.ต. คุยกับสิงคโปร์ ลุยปราบสแกมเมอร์และธนาคารเอี่ยวฟอกเงิน กังวลประชาชนถูกเกณฑ์สแกนม่านตาแลกเงิน เอาข้อมูลชีวมิติไปขาย อาจถูกเอาไปใช้สร้างตัวตนออนไลน์ เปิดบัญชีม้า โยงแก๊งสแกมเมอร์

 

9 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าว The Reporters รายงานวันนี้ (9 ต.ค.) ที่รัฐสภา เวลา 12.27 น. ธนดล สุวัณณะฤทธิ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ระบุว่าเขามาแทน ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อชี้แจงคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎร เรื่องความสัมพันธ์กับ ‘เบน สมิธ’ และขบวนการฟอกเงิน

ธนดล กล่าวต่อว่า วันนี้ธรรมนัส ติดภารกิจลงพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ จึงมอบหมายให้เขามาชี้แจงแทน ตั้งแต่ข้อมูลที่มาที่ไปของเบน สมิธ และที่มีหมายจับจากตำรวจสากล (Interpol) แต่วันนี้ไม่ได้เข้าชี้แจงใน กมธ. 

รังสิมันต์ กล่าวว่า เขาอยากให้ตัวของธรรมนัส มาชี้แจงด้วยตัวเองโดยผ่านการออกหนังสือเชิญ และยืนยันว่าส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาอะไรกับธนดล และอยากให้ธนดล ถ้ามีโอกาสได้คุยกับธรรมนัส อยากให้ชี้แจงว่า กมธ.เชิญมา ไม่ได้เชิญมาฆ่ารัฐมนตรี แต่อยากให้มาทำงานด้วยกัน

“รอบนี้หนังสือที่เราเชิญท่านร้อยเอกธรรมนัส และก็เชิญท่านนฤมล ท่านไชยชนก พลตำรวจเอกธัชชัย เราเชิญในลักษณะที่ให้มาด้วยตัวเอง การมอบให้ท่านอื่นมา ทางเราไม่สามารถตอบรับได้ และจริงๆ ผมทราบเป็นหนังสือว่าได้มอบให้ทีมทนายความมา ผมก็ได้สั่งการให้ทางฝ่ายเลขาฯ ประสานภายในว่าต้องให้ร้อยเอกธรรมนัส มาด้วยตัวเองเท่านั้น เลยเป็นเหตุผลว่าไม่สามารถให้ผู้แทนของธรรมนัสเข้าประชุมได้” รังสิมันต์ โรม กล่าว

โรม กล่าวต่อว่า การใช้อำนาจเรียกจะทำต่อเมื่อไม่ได้รับความร่วมมือ และธรรมนัส ยืนยันมาตลอดว่าจะให้ความร่วมมือ เลยมองว่าไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจเรียก ซึ่งต้องขอมติจาก กมธ.ความมั่นคงฯ และถ้าไม่มาในวันนี้ อาจจะมีเหตุผลว่าติดภารกิจ อ้างแบบนี้ใครก็อ้างได้ แต่ว่าจะมาเมื่อไรก็ขอให้แจ้ง เพื่อให้ กมธ.จะได้จัดการและอำนวยความสะดวกให้ร้อยเอกธรรมนัส แต่ตอนนี้ยังไม่ได้รับคำตอบอะไรจากธรรมนัส 

โรม กล่าวต่อว่าจะมีการเชิญรอบที่ 2 แน่นอน แต่เบื้องต้นวันที่ 30 ต.ค.นี้ จะมีการเชิญวรภัค รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เข้ามาชี้แจง และจะมีหน่วยงานอื่นๆ ด้วย

โรม กล่าวว่า ผลการประชุมหน่วยงานหลายๆ หน่วยงานต้องติดตามข้อมูลต่อไป เพราะว่าถ้าเราไล่เส้นเรื่องทั้งหมดมันมีคีย์แมนหลายๆ คีย์แมน ย้ำกับสื่อมวลชนว่าไม่มีแค่ ‘เบน สมิธ’ แต่มีหลายบริษัท เบื้องต้น ให้คำแนะนำกับ ก.ล.ต. ว่าบุคคลเป้าหมายมีใครบ้าง และต้องทำงานร่วมกับใคร และขอให้ ก.ล.ต.คุยกับตำรวจไซเบอร์ และ ปปง. ที่จะต้องเสาะหาข้อมูล

โรม กล่าวต่อว่า เขาได้รับทราบข่าวว่ามีการซื้อขายข้อมูลชีวภาพ และสแกนม่านตา โดยที่จ่ายเงินเป็นคริปโตฯ โดยมูลค่าอยู่ที่ 2,000 บาท เหมือนเป็นการให้เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลชีวมิติ ซึ่งข้อมูลชีวมิติที่เป็นสแกนม่านตา น่ากังวลว่าสามารถเอาไปสร้างตัวตนปลอมบนโลกออนไลน์ และมันอาจจะเป็นแหล่งที่มาสำคัญของการสร้างบัญชีม้า และเป็นแก๊งสแกมเมอร์ได้ ถ้าคนที่ไม่หวังดีได้ข้อมูลนี้และเอามาใช้ลักษณะแบบนั้นก็เป็นเรื่องน่ากังวล

สส.พรรคประชาชน กล่าวต่อว่า ตอนนี้มีคนที่สแกนม่านตามาแล้ว 1,000,000 คน มีทั้งคนไทย และแรงงานข้ามชาติ โดยกลุ่มคนที่สแกนจะมีสถานะทางการเงินไม่ค่อยดี และพอเรามาดูบริษัท เราพบว่าเราเริ่มเจอบริษัทที่อาจจะถูกเชื่อมโยงในเรื่องนี้ โดยมี ‘ยิน เลี๊ยก’ ซึ่งเป็นหนึ่งในคีย์แมนของบริษัท ‘BIC’ เป็น 1 ในพาร์ทเนอร์ของเบน สมิธ เราเริ่มได้ข้อมูลตรงนี้และต้องชื่นชมหน่วยงาน ส.ค.ส. (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล) ที่เอาข้อมูลตรงนี้มาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการอย่างเป็นประโยชน์มากๆ ซึ่งต้องมีการสืบและตรวจสอบต่อ

“สมมติว่า 1 ล้านคน ถ้าเกิดมันมีการให้คริปโตฯ ไปเรื่อยๆ มูลค่าตอนนี้รวมกัน 2 พันล้านแล้วเป็นอย่างน้อย แสดงว่ามันต้องมีการเสาะแสวงหาข้อมูลต่อไป ต้องติดตามต่อ” โรม กล่าว

โรม กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องระดับชาติ แต่เป็นเรื่องระดับโลก และมีบริษัทข้ามชาติหลายๆ บริษัทเข้ามาเกี่ยวข้อง และบริษัทเหล่านี้มีลักษณะของกระบวนการบางอย่างทำให้การแสวงหาผู้ที่รับประโยชน์จริงๆ จากการฟอกเงิน หรือเส้นทางการเงินต่างๆ ทำได้ยากมากๆ เลยพยายามพูดคุยและยกระดับกันอยู่

โดยทาง กมธ. ได้แนะนำให้กับ ก.ล.ต. คุยกับหน่วยงาน ‘Monetary Authority of Singapore’ (MAS) ของสิงคโปร์ เขาจะทำ 2 ฟังก์ชัน ที่เป็นเหมือน ก.ล.ต. และก็ ธ.ป.ท. เพื่อแสวงหาความร่วมมือและปราบปรามธนาคารต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทุนสีเทา

โรม ยืนยันว่าตอนนี้เป็นห่วงเรื่องข้อมูลชีวมิติ เพราะมีข้อมูลบ่งชี้หลายอย่างที่น่าเป็นกังวล เพราะมันมีลักษณะของการทำที่ มันมีการไปเกณฑ์คนโดยเป็นการไปเกณฑ์มาทั้งหมู่บ้าน และเอาคนเหล่านี้ไปสแกนม่านตา และให้เงิน 500 บาท และถ้าแบบนี้ทำกันไปเรื่อยๆ เราไม่รู้เลยว่าการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเป็นอย่างไร และมันอันตรายมาก

“ถ้ามีการเอาข้อมูลสแกนม่านตาไปใช้ มันจะยิ่งยากขึ้นไปอีก และกังวลว่าความพร้อมของเจ้าหน้าที่รัฐไทยของเราอาจจะยังไม่มีความพร้อมกับความกังวลแบบนี้” โรม กล่าว และแย้มว่า พื้นที่ที่ได้ยินว่ามีการเกณฑ์คนไปสแกนม่านตาเป็นพื้นที่ในภาคอีสาน

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง