Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน ออกแถลงการณ์ต่อสถานการณ์ผู้โยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติจากการปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ (Scammer) ในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา (เขตเศรษฐกิจพิเศษ KK Park) แนะเสริมศักยภาพการคัดกรองในพื้นที่ชายแดน รัฐบาลไทยควรบูรณาการความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและภาคประชาสังคม เพื่อสนับสนุนทรัพยากร บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ และล่ามในพื้นที่จังหวัดตาก เพิ่มประสิทธิภาพในการสัมภาษณ์คัดกรอง แยกเหยื่อค้ามนุษย์ กลุ่มเปราะบาง และผู้กระทำผิดได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม โดยยึดหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชน

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน ออกแถลงการณ์ต่อสถานการณ์ผู้โยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติจากการปราบปรามขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ (Scammer) ในพื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมา (เขตเศรษฐกิจพิเศษ KK Park) และข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อเสริมมาตรการความมั่นคง การคัดกรอง และการประสานงานกับประเทศต้นทาง ระบุว่า สืบเนื่องจากการปฏิบัติการปราบปรามขบวนการอาชญากรรมออนไลน์ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ KK Park รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการของเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ ได้ส่งผลให้เกิดการหลบหนีของชาวต่างชาติจำนวนมากเข้ามายัง อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อหนีภัยความรุนแรงและการปราบปรามอย่างต่อเนื่อง

เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (TMR) ขอชื่นชมการตอบสนองเบื้องต้นของหน่วยงานในพื้นที่ จังหวัดตาก และกองกำลังนเรศวร ที่ได้ดำเนินการคัดกรองและให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต่อผู้หลบหนีในเบื้องต้นอย่างเต็มความสามารถ

ในปี 2568 ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึง ความก้าวหน้าเชิงนโยบายด้านการบริหารจัดการผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ที่มีความเป็นมนุษยธรรมและเคารพสิทธิมนุษยชนมากขึ้น โดยเฉพาะการอนุญาตให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากประเทศเมียนมาในพื้นที่พักพิงชั่วคราวทั้ง 9 แห่งสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการยุติการควบคุมตัวในพื้นที่พักพิงที่ดำเนินมากว่า 40 ปี

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ปราบปรามในฝั่งเมียนมาล่าสุดได้ก่อให้เกิด วิกฤตด้านมนุษยธรรมและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไทย โดยมีชาวต่างชาติจากกว่า 27 สัญชาติ จำนวนมากกว่า 1,500 คน หลบหนีเข้ามายังฝั่งไทย ได้แก่ อินเดีย 465 คน, ฟิลิปปินส์ 220 คน, จีน 186 คน, เวียดนาม 151 คน และเอธิโอเปีย 130 คน เป็นต้น ขณะที่ประเมินว่ายังมีผู้รอข้ามแดนอีกกว่า 1,000 คน

ข้อมูลจากหน่วยงานในพื้นที่ระบุว่า มีการดำเนินการคัดกรองแล้ว 747 คน และพบผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ 23 คน ซึ่งเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองภายใต้ กลไกการส่งต่อระดับชาติ (National Referral Mechanism - NRM) ส่วนอีก 680 คน อยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมายคนเข้าเมือง ทั้งนี้ ปริมาณผู้ข้ามแดนจำนวนมากเกินขีดความสามารถของหน่วยงานในพื้นที่ กำลังสร้างภาวะคอขวด (bottleneck) และส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการคัดกรอง การบริหารทรัพยากร และการประสานงานระหว่างประเทศ

สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงสร้างแรงกดดันต่อจังหวัดตากและเจ้าหน้าที่ภาครัฐในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศโดยรวม หากไม่สามารถคัดแยก ผู้กระทำผิดออกจากเหยื่อค้ามนุษย์และกลุ่มเปราะบางได้อย่างถูกต้อง ทันท่วงที และมีมาตรฐาน

ทั้งนี้ เครือข่าย TMR เห็นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนถึง ความเชื่อมโยงระหว่างปัญหาการค้ามนุษย์ การหลอกลวงทางเทคโนโลยี และความมั่นคงข้ามพรมแดน ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงลำพัง ประเทศไทยจึงต้องแสดงบทบาทเชิงรุกพร้อมประสานชาติพันธมิตร องค์กรระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเสถียรภาพ ความมั่นคง และความปลอดภัยในภูมิภาคร่วมกัน

ข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการเร่งด่วน

1. เสริมศักยภาพการคัดกรองในพื้นที่ชายแดน รัฐบาลไทยควรบูรณาการความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศและภาคประชาสังคม เพื่อสนับสนุนทรัพยากร บุคลากรผู้เชี่ยวชาญ และล่ามในพื้นที่จังหวัดตาก เพิ่มประสิทธิภาพในการสัมภาษณ์คัดกรอง แยกเหยื่อค้ามนุษย์ กลุ่มเปราะบาง และผู้กระทำผิดได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรม โดยยึดหลักมนุษยธรรมและสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ

2. จัดให้มีระยะเวลาฟื้นฟูไตร่ตรอง (Reflection Period) ที่เหมาะสม เพื่อให้การคุ้มครองผู้ที่อาจเป็นเหยื่อค้ามนุษย์เป็นไปตามมาตรฐานสากล รัฐบาลควรพิจารณาใช้มาตรการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ชั่วคราวระหว่างการฟื้นฟูและการทบทวนไตร่ตรอง ตามมาตรา 19 แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง เพื่อหลีกเลี่ยงการกักขังในสถานที่ควบคุมของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และให้เวลาเพียงพอสำหรับการประเมินสถานะและให้ความช่วยเหลือ

3. เร่งรัดการประสานงานกับประเทศต้นทาง กระทรวงการต่างประเทศในฐานะที่รัฐมนตรีว่าการฯ ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในเมียนมา ควรเร่งประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลของประเทศต้นทาง เพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เช่น อาหารและสิ่งของจำเป็น รวมถึงเร่งรัดการพิสูจน์สัญชาติและการรับกลับประเทศโดยเร็วที่สุด สำหรับกลุ่มที่ไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ ควรดำเนินความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) เพื่อจัดหามาตรการช่วยเหลือ ติดตามญาติและส่งกลับอย่างปลอดภัย

4. สร้างระบบข้อมูลและกลไกการประสานงานระหว่างหน่วยงานแบบบูรณาการ เพื่อป้องกันการซ้ำซ้อนและลดภาระในระดับจังหวัด ควรจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการร่วม (Joint Operation Center) ระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อบริหารสถานการณ์อย่างเป็นระบบ โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (TMR) ยืนยันความพร้อมในการร่วมมือกับรัฐบาลไทยและทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างระบบการบริหารจัดการผู้โยกย้ายถิ่นฐานที่มีประสิทธิภาพ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และตอบสนองต่อความท้าทายเชิงความมั่นคงและมนุษยธรรมในปัจจุบัน

ด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้ประเทศไทยเป็นผู้นำในภูมิภาคด้านการจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานอย่างมีมนุษยธรรมและยั่งยืน

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง