Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

นักปกป้องสิทธิฯ กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดบุกบางจาก เปิดโปงเส้นทางทุนข้ามชาติทำ “บางจากเปลี่ยนไป๋” พร้อมเล่นละครสั้นแฉดีลลับทุนสีเทา-ชี้ธุรกิจสีเขียวกำลังกลายเป็นสีแดงเรียกร้อง คกก.กำกับตลาดหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ตรวจสอบเส้นทางการเงิน บางจาก–ไทยคาลิและบริษัทอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หลังถือหุ้น 65% เหมืองโปแตช

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568  กลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชน “ฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด” จังหวัดนครราชสีมายังคงเคลื่อนไหวในกิจกรรม “บล็อกก่อนบ้านบึ้ม ครั้งที่ 3” ที่กรุงเทพฯอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่สองโดยช่วงเช้าเวลา 10.30 น. กลุ่มฯ ได้เคลื่อนขบวนไปยัง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)เพื่อเรียกร้องให้ตรวจสอบเส้นทางการลงทุนและธุรกรรมที่เกี่ยวข้องระหว่าง บางจาก กับ บริษัท ไทยคาลิ จำกัดซึ่งเป็นผู้ประกอบการเหมืองโปแตชในอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา

กิจกรรมในวันนี้ประกอบด้วยการแสดงละครสั้นเชิงสัญลักษณ์เรื่องบางจากเปลี่ยนไป๋ เปิดแผนลับลวงพราง บึ้มดีลลับฮุบพลังงานไทย”สะท้อนเส้นทางการลงทุนของทุนต่างชาติที่แฝงตัวอยู่ในบริษัทพลังงานรายใหญ่ของไทยพร้อมการปราศรัยผลัดเปลี่ยนของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ ซึ่งเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผลกระทบจากเหมืองโปแตชรวมถึงตั้งคำถามต่อความโปร่งใสของการถือหุ้นและเส้นทางการเงินของบางจาก

“ธุรกิจสีเขียวกำลังกลายเป็นสีแดง”

จงดี มินขุนมด นักปกป้องสิทธิมนุษยชนหญิงจากกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดกล่าวปราศรัยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า วันนี้พี่น้องชาวบ้านยังไม่ได้รับการแก้ไขผลกระทบจากเหมืองโปแตช แต่กลับพบว่าบางจากในฐานะบริษัทพลังงานของรัฐวิสาหกิจเดิม กลับถือหุ้นใหญ่ถึง 65% ในบริษัท ไทยคาลิ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกิจการเหมืองโปแตชในพื้นที่

“บางจากถือหุ้นใหญ่ในบริษัทที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน นี่ขัดกับภาพลักษณ์ของธุรกิจสีเขียวที่เขาเคยประกาศไว้ธุรกิจสีเขียวของคุณกำลังกลายเป็นสีแดง  สีของอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม เพราะเหมืองโปแตชทำลายสายน้ำ ทำลายพื้นดิน และทำลายวิถีชีวิตของเรา”

จงดีกล่าวว่า แม้กลุ่มฯ จะยื่นเรื่องผ่านคณะกรรมาธิการของรัฐสภามาหลายครั้งเพื่อให้บางจากชี้แจง แต่ไม่เคยได้รับคำตอบที่ชัดเจน “เราถามมาตลอดว่า บางจากรู้หรือไม่ว่าเหมืองแร่สร้างผลกระทบอย่างไร และก่อนเข้าถือหุ้นใหญ่ 65% เคยลงมาสำรวจในพื้นที่บ้างไหม? ถ้ารู้แล้วก็แปลว่าบางจากจงใจหลอกประชาชน ถ้าไม่รู้ก็แปลว่าบางจากละเลยต่อหลักธรรมาภิบาลที่ตัวเองประกาศไว้”

เธอย้ำว่า “สีเขียวที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของความยั่งยืน วันนี้กำลังถูกย้อมเป็นสีแดงเลือดของความสูญเสียในชุมชน”

“สีเทาในโลโก้บางจาก… หรือคือทุนเทา?

เดือนรุ่ง มูลขุนทด นักปกป้องสิทธิมนุษยชนหญิงอีกราย กล่าวต่อหน้าผู้ร่วมกิจกรรมว่าตั้งแต่เด็ก เธอจดจำโลโก้ของบางจากได้ว่าเป็นสีเขียวเข้ม หมายถึงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมแต่วันนี้โลโก้นั้นกลับเปลี่ยนเป็น “สีเขียวอ่อนปนเทา” ซึ่งสร้างความสงสัยในหมู่ชาวบ้านอย่างมาก“ทำไมโลโก้บางจากถึงมีสีเทาเพิ่มเข้ามา สีเทานี้หมายถึงอะไร หรือเกี่ยวข้องกับทุนสีเทา ธุรกิจสีเทา หรือกระแสเงินสีเทาที่เราพูดถึงในภูมิภาคนี้หรือไม่?

เดือนรุ่งตั้งคำถามว่า การเข้าซื้อหุ้นไทยคาลิถึง 65% ของบางจาก ซึ่งใช้เงินลงทุนมหาศาลนั้นอาจไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจทั่วไป แต่อาจเกี่ยวโยงกับเส้นทางทุนข้ามชาติที่กำลังถูกตั้งข้อสงสัย

“เราสงสัยว่าเงินที่ใช้ซื้อหุ้นเหล่านี้เป็นเงินสีเทาหรือไม่ เกี่ยวพันกับเครือข่ายแก๊งแสกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านหรือเปล่า และที่น่าตกใจกว่านั้นคือการเปลี่ยนโทนสีของสหกรณ์บางแห่งในเครือบางจากจากสีเขียวเข้มเป็นสีอ่อนจาง คล้ายกับการ ‘เปลี่ยนภาพลักษณ์’ ที่อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ”

“บางจากควรเปิดเผยแหล่งทุนที่แท้จริง”

พิริยะกร ดีขุนทด นักปกป้องสิทธิมนุษยชนชายจากกลุ่มเดียวกัน กล่าวปราศรัยว่าเขาและชาวบ้านตั้งคำถามมานานว่าเหตุใดบางจากจึงเข้าไปซื้อหุ้นในบริษัทไทยคาลิ ทั้งที่กิจการเหมืองโปแตชเคยอยู่ในภาวะขาดทุนและเกือบล้มละลาย

“ตอนนั้นบริษัทไทยคาลิกำลังจะเจ๊งอยู่แล้ว แต่จู่ ๆ ก็มีบางจากเข้าไปถือหุ้นใหญ่ได้เราอยากรู้ว่าเขาเอาเงินมาจากไหน เอาทุนมาจากไหน ทำไมถึงไม่มีหน่วยงานไหนตอบเราได้เลย? ถ้าไม่โปร่งใสแล้วจะให้เราวางใจได้อย่างไรว่าเงินนี้สะอาด”พิริยะกรย้ำว่า การตรวจสอบเส้นทางเงินของบางจากจึงเป็นเรื่องที่สังคมต้องร่วมกันผลักดัน ไม่ใช่ปล่อยให้ชาวบ้านตั้งคำถามอย่างโดดเดี่ยว  ตัวแทนกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดได้ขอให้ที่ปรึกษาของกลุ่มฯไปศึกษาหาข้อมูลเส้นทางการเงินและการลงทุนของบางจากและบริษัทที่เกี่ยวข้อง

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ชี้โยงทุนต่างชาติ–ฟอกเงินผ่านตลาดไทย

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและที่ปรึกษากลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดให้ข้อมูลเชิงวิชาการเพิ่มเติมว่า โครงสร้างการถือหุ้นของบางจากและบริษัทลูกมีความซับซ้อนและจากข้อมูลที่พบเราพบความเชื่อมโยงกับนักธุรกิจต่างชาติที่เกี่ยวพันกับเครือข่ายทุนจากกัมพูชา

“มีบุคคลชื่อ ‘นายยิม เลียก และ ‘นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์’ ซึ่งทั้งคู่มีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาของอดีตนายกรัฐมนตรีฮุนเซน และตั้งบริษัทเครือข่ายในประเทศไทยในที่อยู่เดียวกันกับบริษัทเอเปคของภรรยานายเบนจามิน”เขาระบุว่า บุคคลเหล่านี้ได้เข้ามาลงทุนถือหุ้นในบริษัทลูกของบางจาก ซึ่งทำธุรกิจด้านพลังงานสะอาดและโซลาร์เซลล์

“อย่าคิดว่า 0.3% หรือ 2% เป็นสัดส่วนเล็ก เพราะเม็ดเงินเหล่านี้อาจมีมูลค่ากว่าร้อยล้านบาทนี่คือช่องทางหนึ่งของการฟอกเงินระดับภูมิภาค ซึ่งใช้ตลาดหุ้นไทยเป็นทางผ่าน  เลิศศักดิ์เตือนว่า ปัญหานี้ไม่เพียงส่งผลต่อชุมชนในพื้นที่เหมืองโปแตชเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึง “ช่องโหว่ของระบบกำกับดูแลตลาดทุนไทย” ที่อาจเปิดทางให้ทุนต่างชาติแทรกซึมโดยไม่ถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง  ทั้งนี้กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้ใช้ช่องทางในการตรวจสอบเช่นกรรมาธิการการเมืองและสิทธิมนุษยชนของวุฒิสภาได้เคยเรียกบางจากไปให้ข้อมูล 2 ครั้งแล้วแต่บางจากปฏิเสธไม่ให้ข้อมูล ดังนั้นเราจำเป็นที่จะต้องให้ข้อมูลต่อไปเพื่อเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐและองค์การต่างๆตรวจสอบเพื่อนำมาสู่การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด

การตรวจสอบประเด็นธุรกิจและสิทธิมนุษยชนเช่นกรณีบางจากไม่ควรถูกทำให้เป็นอาชญากรรมและสิทธิในการตรวจสอบควรได้รับการคุ้มครอง

ปรานม สมวงศ์ จาก Protection International Thailand (PI)กล่าวในตอนท้ายของกิจกรรมว่า การตรวจสอบบริษัทพลังงานและตลาดทุนต้องไม่ถูกทำให้เป็นอาชญากรรม

“ผู้ที่แสวงหาความจริง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทด นักข่าว นักวิชาการ หรือแม้แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กำลังทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ พวกเขาต้องไม่ถูกฟ้องปิดปากหรือคุกคาม”เธอย้ำว่า การตรวจสอบเส้นทางเงินของบริษัทใหญ่เป็นสิทธิของประชาชนตามหลักการสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs)และถือเป็น “หัวใจของความรับผิดชอบต่อสังคม  วันนี้ต้องขอขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่มาสังเกตการณ์การให้ข้อมูลสาธารณะ  รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาอำนวยความสะดวก เราหวังว่าจะไม่มีการฟ้องปิดปากนักปกป้องสิทธิมนุษยชนทุกคน”

บ่ายบุก “ตลาดหลักทรัพย์ฯ” จี้สอบหุ้นไทยคาลิ

ต่อมาในเวลา 14.00 น. กลุ่มฅนรักษ์บ้านเกิดด่านขุนทดได้เคลื่อนขบวนต่อไปยังตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ติด MRT ศูนย์วัฒนธรรมฯ)เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้ติดตามความคืบหน้าในการตรวจสอบการถือหุ้นของบางจากในบริษัทไทยคาลิกลุ่มฯ ยืนยันว่าการออกมาเรียกร้องครั้งนี้ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ มิใช่เพื่อโจมตีใครและหวังว่าผู้ที่ให้ข้อมูลจะไม่ถูกดำเนินคดีหรือถูกฟ้องปิดปากเหมือนกรณีที่เคยเกิดขึ้นกับนักข่าว นักวิชาการและผู้แทนราษฎรที่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับทุนต่างชาติในอดีต

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง