Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สื่อ CNN รายงานว่าจีนเปิดตัว "K-Visa" ดึงดูดผู้เชี่ยวชาญต่างชาติด้านเทคโนโลยีรุ่นใหม่ แต่คนหนุมสาวจีนแสดงความไม่พอใจผ่านโซเชียลมีเดีย โดยแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องมีผู้เข้าชม 500 ล้านครั้งภายในเวลาเพียง 2 วัน เพราะกังวลว่าจะแย่งงานคนในประเทศที่มีอัตราว่างงาน 19% และบัณฑิตจบใหม่ 12.2 ล้านคนกำลังแข่งขันหางาน ขณะที่จีนมีคนเก่ง STEM อยู่แล้ว 24 ล้านคน


ภาพจาก: Jacobs School of Engineering, UC San Diego (CC 3.0)

15 ตุลาคม 2025 รัฐบาลจีนเปิดตัววีซ่าประเภทใหม่ชื่อ "K-Visa" เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2025 เพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรุ่นใหม่จากต่างประเทศ แต่นโยบายดังกล่าวกลับสร้างความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวจีน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่มีการศึกษาดีแต่กำลังประสบปัญหาการหางานทำในประเทศ ตามรายงานของ CNN

เจ้าหน้าที่จีนโฆษณาว่า K-Visa จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ และมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของรัฐบาลจีนในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีกับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กำลังตัดงบประมาณด้านการวิจัยของรัฐบาลกลางและเข้มงวดกับนักศึกษาและแรงงานต่างชาติมากขึ้น

กระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโซเชียลมีเดีย

การพูดถึง K-Visa ครอบงำโซเชียลมีเดียในจีนช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยแฮชแท็กยอดนิยมที่เกี่ยวข้องกับวีซ่าประเภทนี้มีผู้เข้าชมประมาณ 500 ล้านครั้งภายในเวลาเพียง 2 วัน

เสียงวิพากษ์วิจารณ์จำนวนมากชี้ไปที่ความท้าทายที่ฝังลึก ซึ่งผู้หางานคนหนุ่มสาวในจีนกำลังเผชิญอยู่ ในขณะที่อัตราการว่างงานของคนหนุ่มสาวอยู่ที่ใกล้ 19% และมีบัณฑิตจบใหม่ถึง 12.2 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ กำลังแข่งขันกันหางานในเศรษฐกิจที่ซบเซา

ความคิดเห็นหนึ่งบนโซเชียลมีเดียที่ได้รับไลค์หลายพันครั้งระบุว่า "ที่นี่มี (ผู้ถือปริญญาโท) มากมายที่กำลังดิ้นรนหางาน แล้วคุณยังจะนำคนเก่งจาก (ต่างประเทศ) เข้ามาอีกเหรอ?"

ผู้วิจารณ์บางส่วนแสดงท่าทีชาตินิยมและไม่พอใจการรับคนต่างชาติเข้ามา โดยกังวลว่าการเปิดรับผู้อพยพเข้าเมืองจะนำมาซึ่ง "ผลกระทบร้ายแรงที่ไม่รู้จบ" ความคิดแบบชาตินิยมนี้เติบโตมาภายใต้การนำของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง โดยเฉพาะบนโซเชียลมีเดียจีนที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ซึ่งเสียงของคนที่มีความเห็นสายกลางถูกกดทับ และบทสนทนาออนไลน์มักจะรุนแรงเมื่อพูดถึงชาวต่างชาติ

อีกกลุ่มหนึ่งตั้งคำถามว่าเกณฑ์การคัดเลือกจะเข้มงวดพอหรือไม่ โดยมีความเห็นว่า "ถึงแม้เจตนาดีที่อยากดึงคนเก่งมา แต่แค่จบปริญญาตรีก็รับได้แล้วเหรอ ดูง่ายเกินไปไหม... จริงๆ แล้วเรามีคนเก่งเยอะอยู่แล้ว ไม่เข้าใจว่าจำเป็นตรงไหน"

ทางการจีนยังไม่ได้ประกาศรายละเอียดข้อกำหนดครบถ้วน แม้จะมีการเปิดตัวไปแล้วเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2025 แต่ยังไม่สามารถยื่นสมัครได้จริง ตามการตรวจสอบของ CNN จากเว็บไซต์สถานทูตจีนหลายแห่งทั่วโลก ทั้งนี้เพราะจีนกำลังอยู่ในช่วงวันหยุดยาว จากข้อมูลเบื้องต้นที่เจ้าหน้าที่เคยให้ไว้ ผู้สมัครต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม หรือคณิตศาสตร์ (STEM) จากมหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยชั้นนำในจีนหรือต่างประเทศ หรือกำลังทำงานด้านการศึกษาหรือวิจัยที่เกี่ยวข้องในสถาบันเหล่านี้

จุดเด่นของ K-Visa คือผู้สมัครไม่จำเป็นต้องมีนายจ้างหรือหน่วยงานในจีนรับรองก่อนยื่นขอวีซ่า ซึ่งแตกต่างจากวีซ่า H1-B ของสหรัฐฯ ที่ต้องมีบริษัทสปอนเซอร์ รัฐบาลทรัมป์เพิ่งปฏิรูปโครงการ H1-B เมื่อเดือนที่แล้ว โดยขึ้นค่าธรรมเนียมการสมัครใหม่เป็น 100,000 ดอลลาร์ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำลายความฝันของผู้เชี่ยวชาญและนักศึกษาจากทั่วโลกที่ตั้งเป้าหมายจะไปศึกษาและทำงานในสหรัฐฯ ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมของโลก

แม้จีนจะประกาศ K-Visa ก่อนที่อเมริกาจะปรับเปลี่ยน H1-B หลายสัปดาห์ แต่วีซ่าใหม่นี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณที่ปักกิ่งส่งไปยังนานาประเทศว่า ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังปิดประตู จีนกำลังเปิดประตูกว้างขึ้น โดยรวมถึงการต้อนรับนักศึกษาต่างชาติที่อยู่ในจีนอยู่แล้วด้วย

รัฐบาลจีนพยายามระงับกระแส

หนังสือพิมพ์ People's Daily ซึ่งเป็นสื่อของพรรคคอมมิวนิสต์ ออกบทบรรณาธิการพยายามสกัดกั้นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่แพร่กระจายอย่างกว้างขวาง

บทบรรณาธิการระบุว่า "ขณะที่หลายประเทศกำลังปิดพรมแดนและปฏิเสธคนเก่งต่างชาติ จีนได้ฉวยจังหวะนี้อย่างฉลาดและออกนโยบายทันที ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่ออนาคตการพัฒนาของเรา"

"แต่บางคนกลับตีความและเข้าใจผิด เผยแพร่ข้อมูลแปลกๆ ที่ทำให้ประชาชนสับสนและเกิดความกังวลโดยไม่จำเป็น"

จริงๆ แล้วผู้นำจีนพยายามดึงคนเก่งระดับสูงเข้าสถาบันวิจัยมานานแล้ว เพื่อผลักดันให้จีนเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ เป้าหมายนี้ยิ่งสำคัญมากขึ้นเมื่อจีนถูกกดดันให้สร้างนวัตกรรมเองหลังจากอเมริกาห้ามส่งออกเทคโนโลยีชั้นสูงให้

จีนมีวีซ่าประเภท R อยู่แล้วสำหรับ "ชาวต่างชาติที่มีความสามารถพิเศษหรือผู้เชี่ยวชาญที่รัฐต้องการเร่งด่วน"

เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยน H1-B ของอเมริกาเมื่อเดือนกันยายน 2025 แล้ว โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนไม่ยอมแสดงความเห็นต่อนโยบายของสหรัฐฯ แต่กล่าวแค่ว่าจีน "ยินดีต้อนรับคนเก่งจากทุกภาคส่วนและสาขาทั่วโลกมาสร้างอาชีพในจีน เพื่อความก้าวหน้าของมนุษยชาติและความสำเร็จในชีวิตการงาน"

อย่างไรก็ตาม กระแสต่อต้าน K-Visa ชี้ให้เห็นว่าความทะเยอทะยานของจีนกำลังชนกับปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่มั่นคงและความรู้สึกชาตินิยมภายในประเทศที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่ไม่ถึง 1 ล้านคน

ความวิตกกังวลของคนหนุ่มสาว

ประเด็นหลักที่ทุกคนพูดถึงคือความกังวลว่าการเปิดรับคนเก่งจากต่างประเทศจะทำให้คนจีนที่กำลังหางานลำบากอยู่แล้วต้องแข่งขันหนักขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นเดียวกับที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ และนำไปสู่การปรับเปลี่ยน H1-B

บนโซเชียลมีเดียจีนมีความคิดเห็นที่แสดงอคติต่อชาวอินเดียที่อาจจะมาสมัคร K-Visa โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่าคนอินเดียถือวีซ่า H1-B ในสหรัฐฯ มากที่สุด

บทบรรณาธิการของ People's Daily พยายามชี้แจงว่า K-Visa "ไม่ใช่การอนุญาตให้อพยพเข้าเมือง" แต่เป็นเพียงการ "อำนวยความสะดวกให้คนเก่งต่างชาติรุ่นใหม่ๆ ทำงานและใช้ชีวิตในจีน"

ตัวเลขการว่างงานของเยาวชนจีนอยู่ที่ 18.9% ในเดือนสิงหาคม 2025 สูงที่สุดนับตั้งแต่ธันวาคม 2023 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่จีนกลับมาเปิดเผยตัวเลขนี้หลังจากหยุดเผยแพร่ไประยะหนึ่งเพื่อปรับวิธีคำนวณใหม่ นอกจากนี้ บัณฑิตจีนประมาณครึ่งหนึ่งในทุกระดับการศึกษาสูงระหว่างปี 2012-2022 จบสาขา STEM ตามข้อมูลราชการที่นักวิจัยจีนอ้างอิง ซึ่งหมายความว่ามีคนเก่งด้านนี้อยู่แล้วราว 24 ล้านคน

หู ซีจิน นักวิจารณ์ชาวจีนและอดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Global Times ที่รัฐบริหาร กล่าวว่า K-Visa เป็นการทดสอบ "ความสามารถในการทำงานจริง" ของจีนในเรื่องการคัดเลือกคน และต้องทำควบคู่ไปกับการสร้างงานในประเทศ

หูเขียนบนบัญชี Weibo ของเขาว่า "ปัญหาแท้จริงที่อยู่ใจกลางความขัดแย้งเรื่อง K-Visa คือมันสะท้อนความตึงเครียดในตลาดแรงงานและความวิตกกังวลของเยาวชนในการหางาน"

"การเพิ่มอัตราการจ้างงานในประเทศ โดยเฉพาะงานที่มีคุณภาพดี เป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับการบริหารประเทศในตอนนี้"

ที่มา:
China’s jobless youth aren’t happy with a plan to attract foreign professionals with a new ‘K-visa’ (CNN, 1 October 2025) 
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง