Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'บวรศักดิ์' เผยทำประชามติร่าง รธน.ใหม่เป็นเรื่องของสภาฯ เปลี่ยนรัฐบาลไม่กระทบ ไทม์ไลน์เลื่อนได้ขึ้นกับ MOA ขออย่าเดาโปรดเกล้า พ.ร.บ.ประชามติใหม่ เกิน 90 วัน ตามสถิติส่วนใหญ่โปรดเกล้าฯ

 

16 ต.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก ไทยคู่ฟ้า ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (16 ต.ค.) ที่ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย แถลงข่าวตอบคำถามสื่อมวลในหลากหลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือ เรื่องกำหนดเวลาการทำประชามติวันเดียวกับวันเลือกตั้ง

บวรศักดิ์ กล่าวถึงไทม์ไลน์วันเลือกตั้งและวันทำประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งหากรัฐบาลอยู่ไม่ครบจะส่งผลต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ ตัวเขามองว่าจะไปเกี่ยวเพราะเมื่อรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของสภาฯ ถ้าอยู่ในการพิจารณาของ กมธ. และเกิดเหตุเปลี่ยนรัฐบาล สภาฯ ยังดำเนินเรื่องนี้ต่อไปได้ เว้นแต่ ‘ยุบสภาฯ’ ก็ถือว่าจบ แต่รัฐบาลใหม่หลังจากการเลือกตั้งทั่วไป สามารถขอให้สภาฯ หยิบขึ้นมาพิจารณาได้ภายใน 60 วัน

ต่อกรณีที่ผู้สื่อข่าวถามว่ากฎหมายประชามติที่ยังไม่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ลงมา จะส่งผลให้มีปัญหาหรือไม่ บวรศักดิ์ กล่าวว่า อย่าไปคาดเดา เราไปเดาไม่ได้ เพราะเป็นพระราชอำนาจ ทั้งนี้ หากใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2564 ไทม์ไลน์จะเร็วขึ้น แต่ถ้าใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่ 2 ) ที่จะครบกำหนดเวลา 90 วัน ในการทูลเกล้าฯ ในวันที่ 3 พ.ย. 2568 ไทม์ไลน์จะเปลี่ยน และจะทำประชามติได้เร็วขึ้นหนึ่งเดือน ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล แต่รัฐบาลจะสนับสนุน

ส่วนถ้าสื่อต้องการสอบถามเนื้อหาทางการเมืองให้ไปคุยกับพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน หรือ สว. รัฐบาลมีหน้าที่เดียวคือร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม และ ร่าง พ.ร.ป.ที่จะต้องนำไปขอประชามติ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ต้องถาม 2-3 ครั้งโดยครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 สามารถรวมกันได้เพื่อประหยัดงบประมาณ ซึ่งคำถามแรกจะถามว่า เห็นด้วยกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ และคำถามที่ 2 คือเรื่องวิธีการขั้นตอนและเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญ ที่เสนอมาพร้อมด้วย แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่เสร็จ หรือมีผู้ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญเรื่อง สสร. จะมีคำถามเดียวว่าเห็นชอบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่

ต่อกรณีที่ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีครบ 90 วันแล้ว ยังไม่มีการโปรดเกล้าฯ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติฉบับใหม่ลงมา จะเป็นอย่างไร บวรศักดิ์ กล่าวว่า ถ้า 90 วันไม่มีการพระราชทานลงมา เป็นเรื่องที่สภาฯ ต้องประชุมกันตามมาตรา 146 ของรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม อย่าไปตั้งสมมติอย่างนั้น รอความจริงก่อน และจากสถิติที่ผ่านมาส่วนใหญ่โปรดเกล้าฯ ลงมาทั้งหมด เว้นแต่มีข้อขัดข้องทางเทคนิค เช่น ผิดพลาดทางถ้อยคำ

บวรศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องวีโตมีทั้งในรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 แต่ว่าไม่ใช่เรื่องของเรา แต่มันมีน้อยมาก และส่วนใหญ่เป็นเรื่องทางเทคนิค อย่างกฎหมายอาวุธปืนมีการทูลเกล้าฯ ขึ้นไป คนครอบครองอาวุธปืนเทียมมีโทษสูงกว่าคนที่ครอบครองอาวุธปืนจริง มันหลุดจากรัฐสภาไปยังไงก็ไม่ทราบ กรณีนี้เคยมีการยับยั้ง

บวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตามสถิติมีพระมหากรุณาเกือบทั้งหมดสำหรับกฎหมายที่ผ่านมารัฐสภาไปแล้ว ยกเว้นมีข้อติดขัดทางเทคนิค เช่น กฎหมายบุคลากรทางการศึกษา และกฎหมายเหรียญเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ และทรงมีพระราชเลขาฯ ส่งหนังสือมาถึงรัฐบาลชัดเจนว่า ไม่ได้ทรงยับยั้งเพราะเนื้อหา แต่ทรงยับยั้งเพราะมีข้อผิดพลาดในถ้อยคำ และสภาฯ ก็มายืนยัน

เมื่อสื่อถามว่าจะใช้กฎหมายประชามติฉบับใดมาเป็นไทม์ไลน์ สามารถใช้ พ.ร.บ.ประชามติ พ.ศ. 2564 ได้หรือไม่ บวรศักดิ์ กล่าวว่าไม่ได้ห้าม โดยในข้อกฎหมายระบุว่าให้คำนึงถึงงบประมาณที่นำมาใช้ด้วย รัฐบาลจึงต้องคำนึงถึง ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามกรอบที่นายกฯ ระบุตั้งแต่เริ่มนับการทำงาน 1 ต.ค. 2568 กำหนดยุบสภา 31 ม.ค. 2569 และระยะเวลาจัดเลือกตั้งจะอยู่ภายในเวลา 60 วัน ที่จะไปตกวันที่ 29 มี.ค. 2569 หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่ถ้า MOA เปลี่ยนก็สามารถขยับได้ โดยวันเลือกตั้งทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะพิจารณาด้วย รวมถึงต้องดูสถานการณ์การเมืองที่สามารถเปลี่ยนได้ตลอด

อย่างไรก็ตาม บวรศักดิ์ ระบุว่า วันเลือกตั้งขึ้นอยู่กับ กกต. รัฐบาลกำหนดไม่ได้ เพราะคนจัดเลือกตั้ง คือ กกต. เพียงแต่ กกต.ต้องหารือกับรัฐบาล แต่ยืนยันว่า พ.ร.บ.ประชามติเก่าหรือไม่ ก็สามารถจัดการเลือกตั้งพร้อมกับทำประชามติได้ แต่ว่ารัฐบาลต้องไปคุยกับ กกต.ว่าจะจัดวันเดียวกัน โดยคำนึงถึงงบประมาณ และความสะดวกของประชาชน 

"ถามว่ามันขยับได้ไหม หนึ่ง มันขึ้นอยู่กับรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ และ MOA ที่ทำมาเพราะว่า นับ 1 ต.ค. อย่างที่ท่านนายกฯ แถลงนโยบาย มันก็ต้องไปครบนู่นแหละ ม.ค. และท่านบอกว่าจะยุบสภาฯ ช้าสุด วันที่ 31 ม.ค. แต่ถ้า MOA เปลี่ยนไป มันก็ขยับได้" บวรศักดิ์ กล่าว และระบุว่า แต่ไม่แน่ เพราะเหตุการณ์ทางการเมืองทั้งหมดเราไม่รู้ คุณอยู่ในทำเนียบฯ มา การเมืองเปลี่ยนทุกวัน ไม่ได้เปลี่ยนทุกเดือน แต่ตอนนี้ไม่ได้มีเหตุให้เปลี่ยน

ต่อประเด็นที่สื่อถามว่ามีข้อกังวลหรือไม่ กรณีที่ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ม.256 ของพรรคประชาชน เป็นร่างพิจารณาหลัก และไม่มีการล็อกหมวด 1 และหมวด 2 บวรศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องไปดูร่างฯ ที่รัฐสภาผ่านในวาระ 3 ก่อน

แต่อย่างไรก็ตามถ้าเกิดร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญผ่านรัฐสภาแล้ว และมีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไม่ทันวันที่ 19 มี.ค. 2569 ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งและเป็นวันทำประชามติด้วย จะกระทบต่อการร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ บวรศักดิ์ ระบุว่า การทำประชามติจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะถามได้เพียงคำถามเดียว คือคำถามที่ 1 ‘เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่’ เพราะว่าจากที่มีการตั้งสมมติฐานว่ามีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเรื่อง สสร. ดังนั้น หากยังไม่มีคำวินิจฉัย เราก็ยังไม่สามารถถามคำถามที่ 2 ได้

บวรศักดิ์ กล่าวว่า หากศาลฯ ไม่ให้เลือกตั้งโดยตรงก็ให้เลือกโดยอ้อม ยกตัวอย่างที่ภราดร ปริศนานันทกุล อภิปรายในรัฐสภาเมื่อวานนี้ (15 ต.ค.) นั่นคือโมเดลสมาชิกวุฒิสภา ฝรั่งเศส ที่เป็นการเลือกตั้งโดยอ้อมเช่นเดียวกัน ในจังหวัดหนึ่งเขาให้ สส.ของจังหวัดนั้น สจ.จังหวัดนั้น สค.จังหวัดนั้น ส.อบต.จังหวัดนั้น รวมทั้งผู้บริหารท้องถิ่น เป็นคณะผู้เลือกตั้ง ใครอยากสมัครเป็นผู้แทนจังหวัดก็ไปสมัคร ถ้าไม่มีลักษณะต้องห้าม คณะผู้เลือกตั้งก็เลือก นั่นคือสมาชิกวุฒิสภาฝรั่งเศส มีที่มาแบบนี้ 

"นี่คือเลือกตั้งโดยอ้อม 100% ถามว่ายึดโยงกับประชาชนหรือไม่ ก็ยึดโยง เพียงแต่ศาลฯ ผมก็ถามตุลาการบางท่านที่เป็นเพื่อนกันมาก่อน ตุลาการท่านก็บอกว่าศาลฯ กลัวว่าถ้าปล่อยให้ประชาชนเลือกโดยตรง รัฐธรรมนูญจะกลายเป็นกฎหมายป่าไม้ กฎหมายชลประทาน กฎหมายที่ดิน ซึ่งมันจะก็คงจะไม่ดีเท่าไร ว่ารัฐธรรมนูญของไทยจะไม่เหมือนของบ้านเมืองอื่น นั่นคือเหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญ ฝากสื่อมวลชนไปถามศาลฯ ว่าทำไมถึงวินิจฉัยแบบนั้น แต่เมื่อวินิจฉัยแล้วมันก็ไปผูกพันถึงรัฐสภา รัฐมนตรี และองค์กรอื่นๆ ก็ต้องเลี่ยงไม่ให้ผิดคำวินิจฉัย" รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย กล่าว 

อภัยโทษ 'ทักษิณ' อยู่ในขั้นตอนขอพระราชวินิจฉัย

บวรศักดิ์ แถลงถึงเรื่องการขอรับพระราชทานอภัยโทษของผู้ต้องขัง ว่าเรื่องการขอพระราชทานอภัยโทษของผู้ต้องขังเป็นสิทธิตามกฎหมายของผู้ต้องโทษตามมาตรา 259 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยสิทธิดังกล่าวจะถูกจำกัดในกรณีที่มีการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษแล้วถูกยกหนหนึ่ง ถ้าถูกยกแล้วตามมาตรา 264 ระบุว่าจะยื่นอีกไม่ได้จนกว่าจะพ้น 2 ปี

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถือว่าถูกยกฎีกาทิ้งหรือไม่ บวรศักดิ์ กล่าวว่า กรณีของนายทักษิณมีพระบรมราชโองการเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2566 พระราชทานพระมหากรุณาอภัยลดโทษ ให้เหลือจำคุกต่อไปอีก 1 ปี และศาลฎีกามีคำสั่งบังคับโทษ โดยทักษิณ ได้เข้าไปรับโทษตามคำสั่งบังคับโทษของศาลฎีกาแล้ว จึงไม่มีกรณีการยกฎีกาเกิดขึ้นมาก่อน

"พระราชทานอภัยลดโทษเมื่อปี 2566 จึงยังไม่มีการยกฎีกาอะไรทั้งสิ้น เพราะนายทักษิณยังไม่ได้ถวายฎีกา ดังนั้น นายทักษิณมีสิทธิสามารถยื่นฎีกาพระราชทานอภัยโทษได้ ส่วน รมว.ยุติธรรมมีหน้าที่ถวายเรื่องราวและส่งมาที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน โดย สลค.ต้องนำเรื่องขึ้นกราบบังคมทูล เสนอไปที่กรมราชเลขาธิการในพระองค์ สำนักพระราชวัง โดยองคมนตรีมีหน้าที่ถวายความเห็น ทั้งนี้ อำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 พระมหากษัตริย์ทรงไว้ในการพระราชทานอภัยโทษ จึงเป็นพระราชอำนาจ ซึ่งเป็นการอภัยโทษเฉพาะราย" บวรศักดิ์ กล่าว

บวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า การอภัยโทษตามกฎหมายมี 2 แบบคือ 1. อภัยโทษเฉพาะราย และ 2. อภัยโทษเป็นการเป็นการทั่วไปในโอกาสสำคัญ โดยคนถวายคำแนะนำต้องเป็นคณะรัฐมนตรี และถวายเป็นร่างพระราชกฤษฎีกาขึ้นไป โดยทั้งหมดเป็นพระราชวินิจฉัย และเป็นพระราชอำนาจ ซึ่งใครไปก้าวล่วงไม่ได้

เมื่อสื่อถามย้ำว่าในกรณีของทักษิณ ที่ไม่มีการถูกยกฎีกา แสดงว่าไม่มีการตัดตอนในขั้นตอนดำเนินการหรือไม่ บวรศักดิ์ กล่าวย้ำว่า เป็นสิทธิของนักโทษทุกรายตามมาตรา 259 โดยสิทธินี้ถูกตัดบางเรื่อง เช่น การขอพระราชทานอภัยโทษกับผู้ที่ต้องคำพิพากษาประหารชีวิต ให้ทำได้เพียงแค่ครั้งเดียว

ส่วนการขอพระราชทานอภัยโทษที่ไม่ใช่โทษประหารชีวิต ถ้าทรงยกตามคำกราบบังคมทูลของ รมว.ยุติธรรมแล้วจะยื่นใหม่ ต้องรอเป็นเวลา 2 ปี แต่ในกรณีทักษิณ ยังไม่เคยถูกยก และได้รับพระราชทานอภัยลดโทษเมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2566 แปลว่าสามารถถวายขอพระราชทานอภัยโทษได้

เมื่อถามว่า รมว.ยุติธรรมถวายยกฎีกาเป็นความจริงหรือไม่ บวรศักดิ์ กล่าวว่าจริง แต่เป็นธรรมเนียมที่ รมว.ยุติธรรม และรัฐบาลจะต้องถวายคำแนะนำให้ยกฎีกา แต่ท้ายที่สุดเป็นพระบรมราชวินิจฉัย ถ้าพระราชทานอภัยโทษถือว่าเป็นพระบรมราชวินิจฉัย โดยเรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นตอนกราบบังคมทูล จึงอธิบายได้เพียงข้อกฎหมาย ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ 

3 เงื่อนไข ร่วมรัฐบาลอนุทิน 

บวรศักดิ์ กล่าวถึงเหตุผลร่วมรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ข้อที่ 1 นายกฯ ให้เวลาคิด 1 วัน เขาก็ปรึกษาลูก คนใกล้ชิด ปรึกษาผู้ใหญ่ 3 คน มีคนนอกที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคฯ อยู่ ประกอบด้วย เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ หรือสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ที่ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่สมัยชาติชาย ชุณหะวัณ ขณะนั้นเป็นผู้ประสานงานกระทรวงการต่างประเทศ 

ข้อที่ 2 ผมกราบเรียนท่านนายกฯ ว่าผมขอพร 3 ข้อ เหมือนกับที่พระอานนท์ ขอพรพระพุทธเจ้า เมื่อจะเป็นพระพุทธอุปัฏฐาก คือ 1. ไม่ร่วมพรรคภูมิใจไทย 2. ไม่ขอเข้าไปยุ่งเรื่ององค์กรอิสระ เช่น คดีฮั้ว สว. หรือคดีเขากระโดง และ 3. คิดยังไงก็พูด เขาจะเห็นเรื่องอะไรใน ครม. หรือต่อส่วนตัวนายกฯ เขาจะขอพูด แต่นายกฯ จะตัดสินใจยังไงเป็นเรื่องของนายกฯ และมองว่า 4 เดือนเป็นรักษาการไม่เยอะอะไร ก็เข้ามาช่วย และเขาอยากเข้ามาทำงานเกี่ยวกับการปกป้องพระพุทธศาสนา 

นอกจากนี้ บวรศักดิ์ยังประกาศภารกิจที่ต้องการเข้ามาขับเคลื่อน อาทิ อยากทำอะไรบางอย่างเรื่องการคุ้มครองพระพุทธศาสนา, การยกเลิกกฎหมายกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อประชาชนและเอกชน หรือที่เรียกว่า 'กิโยติน'

รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ระบุว่า ก่อนมาเป็นรองนายกฯ ได้โทรศัพท์ไปถามวิษณุ เครืองาม ท่านก็บอกว่า "รับไปเถอะ" เพราะว่าท่านเป็นรองนายกรัฐมนตรีตลอดกาล 'The Man for All Season' แทนหรือไม่แทนไม่รู้ แต่ฝีมือผมอาจจะไม่เท่าท่าน อย่างน้อยที่สุดคือเรื่องการแถลงข่าว เช้า กลางวัน เย็น 3 เวลาหลังอาหาร เพราะข้อจำกัดด้านสุขภาพ เวลาเดินขึ้นไม่เป็นไร แต่เวลาเดินลงต้องเกาะราวตลอด เพราะถ้าล้มคือเรื่องใหญ่ ไอ้ที่พวกคุณชอบเอาไมโครโฟนวิ่งตาม ถ้าผมล้มต้องช่วยจ่ายค่าผ่าตัด 

บวรศักดิ์ กล่าวว่า ก็ดีนะเพราะว่าคณะรัฐมนตรีแอ็กทีฟตามท่านนายกฯ ท่านนายกฯ ขยันจังนะ เดี๋ยวไปนู่นไปนี่ไปนั่น ท่านก็บอกว่าท่านสนุกท่านมีความสุข ก็ดีไป แต่ถ้าผมให้ไปแบบนั้นไม่ไหว และท่านมีเพื่อนข้าราชการดีๆ สำนักเลขาธิการนายกฯ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มันก็คุ้นเคยมาก่อน มันก็เหมือนกับบ้านเดิม กพ. กพร. เป็นมิตรกัน เขารู้ว่าผมเป็นอดีตข้าราชการ ผมจะไม่เที่ยวไปบุ่มบ่าม 

ต่อประเด็นที่สื่อถามว่า ถ้านายกฯ ขอพรกลับให้ช่วยอยู่ยาว จะตัดสินใจอย่างไร

"ตอนนี้ 4 เดือนบวก 4 เดือน ยังไม่ถึงเวลา เป็นเรื่องอนาคต ให้ผ่านช่วงนี้ก่อน วันต่อวัน ไม่มีอะไรแน่นอนในโลกนี้ อยู่กับปัจจุบันดีที่สุด ถ้าไปพูดถึงอนาคต พร่ำถึงอดีตก็ไปไม่ได้" บวรศักดิ์ กล่าว

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง