Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

‘บวรศักดิ์’ ตอบสื่อประเด็นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินคำร้องได้หรือไม่ ปมรัฐสภาห้ามประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง เจ้าตัวเผยวินิจฉัยเกินได้ และเป็นเรื่องปกติ อ้าง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ม.74 ส่วนหลักการ ‘ห้ามวินิจฉัยเกินคำร้อง’ จำกัดเฉพาะในศาลแพ่ง-อาญา ซึ่งเป็นเรื่องส่วนบุคคล

ด้าน iLaw โต้ 'บวรศักดิ์' ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินคำร้องไม่ใช่เรื่องปกติ และ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ "ไม่มี" บทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลฯ ใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยเกินคำร้องขอได้หากมีเหตุจำเป็น

 

16 ต.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก ไทยคู่ฟ้า ถ่ายทอดสดออนไลน์ วันนี้ (16 ต.ค.) ที่ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 11.00 น. บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย แถลงต่อสื่อมวลชน ตอบทุกข้อสงสัยประเด็นต่างๆ หนึ่งในนั้นคือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุว่ารัฐสภาต้องไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยตรงที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการตอบเกินคำร้อง หรือตอบคำถามที่ไม่ได้ถาม

'บวรศักดิ์' มองวินิจฉัยเกินคำร้องได้ เป็นเรื่องปกติ

จากกรณีที่มีผู้สื่อข่าวถามถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีการห้ามไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นการวินิจฉัยเกินคำร้องนั้น บวรศักดิ์ ตอบว่า อ้างอิงจากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ชัดว่า ‘ศาลฯ มีคำวินิจฉัยได้’

ทั้งนี้ บวรศักดิ์ อ่านมาตรา 74 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ระบุว่า “ภายใต้บังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ คําวินิจฉัยของศาล หากมีความจําเป็นจะต้องบังคับให้เป็นไปตามคําวินิจฉัย ให้ศาลมีอํานาจกําหนดคําบังคับให้เป็นไปตามคําวินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยนั้น โดยศาลอาจกําหนดให้มีผลไปในอนาคตขณะใดขณะหนึ่งหลังวันอ่านคําวินิจฉัย หรืออาจกําหนดเงื่อนไขหรือมาตรการในการบังคับอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ ตามความจําเป็นหรือสมควรตามความเป็นธรรมแห่งกรณี”​

“ถามว่าศาลเคยออกอย่างนี้ไหม เคยหลายเรื่อง เพราะถ้าศาลวินิจฉัยและมีผลวันนั้นเลย ก็จะเกิดปัญหา เช่น ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ‘กฎหมายทำแท้ง’ ขัดรัฐธรรมนูญ ลองนึกภาพดู ถ้าวินิจฉัยตรงวันนี้แล้วขัดรัฐธรรมนูญวันนี้ ทุกคนทำแท้งกันเสรีเลย เพราะฉะนั้น ศาลจึงวินิจฉัยว่าให้มีผลในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เพื่อให้รัฐบาลไปแก้กฎหมายเสีย แล้วศาลก็บอกว่าเป็นแนวทาง เป็นการชี้แนวทาง แล้วถ้ารัฐบาลทำตามนี้ก็เซฟ” บวรศักดิ์ กล่าว

บวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกฎหมายดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่ากฎหมายอาญาเรื่องทำแท้ง มีเพียงการคุ้มครองแต่ชีวิตเด็ก ไม่ได้ให้ความสำคัญแก้เนื้อตัวร่างกาย ซึ่งเป็นเสรีภาพของมารดา แล้วสมควรที่จะเขียน และศาลบอกเลยว่าตั้งครรภ์สัปดาห์ที่ 1-2 ทำแท้งได้ สัปดาห์ที่ 12 ถึงสัปดาห์ที่เท่าไร ต้องมีผู้วินิจฉัย แล้วยังมีคดีอื่นๆ อีก ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเช่นนี้ หากอยากรู้จะส่งเลขคำวินิจฉัยไปให้

“เพราะฉะนั้น ที่ศาลวินิจฉัยว่า ให้ประชาชนเลือกตั้งผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่ได้ ก็เป็นไปตามมาตรา 74 และทางปฏิบัติของศาลรัฐธรรมนูญไทย และถ้าไปดูอย่างนี้ ไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญไทยอย่างเดียว ศาลรัฐธรรมนูญต่างประเทศ ของเยอรมัน หรือของที่อื่น เขาก็ทำอย่างนี้

“เพราะการที่บอกว่ากฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ หรือการกระทำใด ขัดรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่มี Indicator (ตัวชี้วัด)  ว่าผู้เกี่ยวข้องควรทำอย่างไรให้ถูก ไปทำมาแล้ว ผิดอีกที มาถึงศาลอีกทีก็เสียเวลาและกระทบ สร้างความเสียหาย เพราะฉะนั้นที่ไปวิจารณ์ศาลกันว่า ‘ศาลตัดสินเกินคำขอ’ หลักห้ามตัดสินเกินคำขอที่เรียกว่า “Ultra Petita” ในภาษาละติน ใช้ในกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญา ซึ่งเป็นเรื่องบุคคล แต่จะไปใช้ในกฎหมายมหาชนไม่ได้ จึงไม่ต้องแปลกใจว่า ทำไมศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัยว่าอดีตรักษาการนายกฯ กับอดีตรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ถึงแม้พ้นตำแหน่งไปแล้ว ศาลก็จะวินิจฉัยให้ เพราะเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ” บวรศักดิ์ กล่าว

บวรศักดิ์ ยังระบุอีกด้วยว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญศาลเดียว ศาลปกครองสูงสุดก็เป็นอย่างนี้ โดยถือเป็นหลักของกฎหมายมหาชน ที่เป็นกฎหมายที่คุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่คุ้มครองสิทธิของบุคคลเพียงบุคคลเดียว เป็นเรื่องสาธารณะ จึงเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ

ด้าน iLaw โต้ไม่ใช่เรื่องปกติ ไม่มีบทบัญญัติอนุญาตให้วินิจฉัยเกินคำขอ

ขณะที่ ไอลอว์ หรือโครงการกฎหมายอินเทอร์เน็ตเพื่อประชาชน โพสต์ข้อความวันนี้ ตอบโต้กรณีที่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ออกมาให้ความเห็นว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินคำร้อง สามารถกระทำได้ อ้างอิงตาม พ.ร.ป.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 74 และเป็นไปตามหลักกฎหมายมหาชน

iLaw อธิบายว่า การวินิจฉัยเกินคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องปกติ และไม่มีสถานะเป็นคำวินิจฉัย โดยหลักศาลต้องไม่พิพากษาเกินคำขอ (Ne ultra petita) เป็นหลักการสำหรับกระบวนการพิจารณาคดีของศาล สำหรับประเทศไทยกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนในคดีแพ่งและคดีอาญา “ห้ามพิพากษาเกินคำขอ” ยกเว้นบางกรณีที่กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นไว้ อยู่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

สำหรับคดีปกครอง พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ไม่ได้มีบทบัญญัติที่เขียนห้ามไม่ให้ศาลพิพากษาเกินคำขอโดยตรง เหมือนกับคดีแพ่งและคดีอาญา อย่างไรก็ดี ก็ไม่มีกฎหมายที่ให้อำนาจศาลพิพากษาเกินคำร้องขอได้เช่นกัน เมื่อดูการใช้อำนาจของศาลปกครองผ่านคำพิพากษาหลายคดี พบว่าศาลปกครองวางแนวทางไม่พิพากษาเกินคำขอ

สำหรับศาลรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ไม่ได้ห้ามศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินคำขอของผู้ร้องไว้โดยตรง แต่ก็ "ไม่มี" บทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยเกินคำร้องขอได้หากมีเหตุจำเป็น ซึ่งแตกต่างจากกรณีของศาลรัฐธรรมนูญเยอรมัน ที่รัฐบัญญัติว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ ค.ศ. 1951 (Bundesverfassungsgerichtsgesetz : BVerfGG) เขียนข้อยกเว้นไว้ "ชัด" ให้ศาลรัฐธรรมนูญอาจวินิจฉัยเกินกว่าคำร้องได้ โดยกำหนดไว้ในมาตรา 78 ว่า คดีที่ศาลต้องวินิจฉัยว่ากฎหมายของสหพันธรัฐหรือกฎหมายของมลรัฐขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากขัดก็ให้วินิจฉัยว่ากฎหมายนั้นเป็นโมฆะ แต่ถ้าศาลเห็นว่าบทบัญญัติอื่นของกฎหมายเดียวกันขัดรัฐธรรมนูญ ศาลอาจวินิจฉัยให้กฎหมายนั้นเป็นโมฆะด้วยได้

การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย "แถม" เกินคำร้อง เป็นคนละเรื่องกับคำบังคับตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 มาตรา 74 โดยคำบังคับจะมีลักษณะเป็นการกำหนดให้คำวินิจฉัยมีผลในอนาคตหลังอ่านคำวินิจฉัย เพื่อให้องค์กรที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการใดๆ เช่น ดำเนินการแก้ไขกฎหมาย หรืออาจกำหนดเงื่อนไขหรือมาตรการในการบังคับ ทั้งนี้ ต้องเป็นตามความจำเป็นหรือสมควร ตามความเป็นธรรมแห่งกรณี

ตัวอย่าง คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2563 ที่วินิจฉัยว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ที่กำหนดความผิดกรณีหญิงทำให้ตนแท้งลูกหรือยินยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลกำหนดคำบังคับให้คำวินิจฉัยส่วนนี้มีผลเมื่อพ้น 360 วันนับแต่วันที่ศาลมีคำวินิจฉัย เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงฝ่ายนิติบัญญัติมีเวลาแก้ไขกฎหมาย อย่างนี้คือ "คำบังคับ"

ส่วนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า “แต่รัฐสภาไม่อาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้โดยตรง” ทั้งที่คู่ความไม่ได้ขอ และไม่ได้อยู่ในประเด็นวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญตั้งไว้ ไม่มีสถานะเป็นคำวินิจฉัย ไม่ใช่คำบังคับ เป็นความเห็นที่ศาลแถมมา

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง