Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สัมภาษณ์ ‘ดร.วีระศักดิ์ พุทธาศรี’ หัวหน้าโครงการวิจัยศึกษาความเหมาะสมขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในการจัดบริการที่สูงกว่าระดับสุขภาพปฐมภูมิ นำเสนอผลวิจัย 4 จังหวัดนำร่อง (กาญจนบุรี เชียงใหม่ ปทุมธานี ภูเก็ต) ที่ อบจ.รับผิดชอบ รพ.สต. พบแต่ละพื้นที่ออกแบบบริการตามบริบทของตนเอง เช่น ภูเก็ตสร้างโรงพยาบาล อบจ. ปทุมธานีตั้งศูนย์การแพทย์พักฟื้น ชี้อนาคตต้องเน้นการมีส่วนร่วมระดับพื้นที่ เพราะการออกแบบจากส่วนกลางไม่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลาย


ดร.ทันตแพทย์วีระศักดิ์ พุทธาศรี | ภาพจาก: สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

เดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา มีการเปิดวงสนทนาแลกเปลี่ยนมุมมองนโยบายสุขภาพที่จัดการโดยท้องถิ่น ซึ่งกำลังมีการถ่ายโอนบทบาทจากกระทรวงสาธารณสุขไปให้มากขึ้น พร้อมกันนั้นมีการนำเสนอข้อค้นพบและรูปแบบทางเลือกจาก งานวิจัยศึกษาความเหมาะสมขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ในการจัดบริการที่สูงกว่าระดับสุขภาพปฐมภูมิ ที่นำโดย ดร.ทันตแพทย์วีระศักดิ์ พุทธาศรี หัวหน้าโครงการวิจัยจาก สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่โรงแรมแกรนด์ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี โดยมีผู้เข้าร่วมจากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลุ่มผู้กำหนดนโยบาย (Policymaker) ในส่วนกลาง และตัวแทนจากพื้นที่ เพื่อสะท้อนปัญหาและอุปสรรคในการทำงานและข้อเสนอสำหรับอนาคต

ดร.วีระศักดิ์ กล่าวว่า การถอดบทเรียนและการศึกษาวิจัยเริ่มต้นที่ 4 จังหวัด ที่มีการบริหารจัดการระบบสุขภาพปฐมภูมิและถ่ายโอน รพ.สต. ไปให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นผู้รับผิดชอบแล้ว ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี เชียงใหม่ ปทุมธานี และภูเก็ต

“ตัวแทนจากพื้นที่กาญจนบุรีและเชียงใหม่ซึ่งมาร่วมแลกเปลี่ยนให้ความเห็นว่า ต้องการพัฒนาศักยภาพการบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิที่มีให้สูงขึ้นเพื่อเติมช่องว่างในการให้บริการที่มีแต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นทุติยภูมิ โดยเฉพาะตัวแทนจากจังหวัดเชียงใหม่สนใจโมเดลจากจังหวัดภูเก็ตที่ตั้งโรงพยาบาลของ อบจ. เพื่อบริหารจัดการปัญหาในพื้นที่ ขณะที่จังหวัดปทุมธานีมองไปที่การสร้างศูนย์การแพทย์เสมือนโรงพยาบาลขั้นกลางเพื่อรองรับผู้ป่วยที่ต้องดูแลต่อเนื่องจากโรงพยาบาลหลัก เช่น แม่หลังผ่าคลอด หรือการพักฟื้นหลังผ่าตัด เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยกระจุกตัวในโรงพยาบาลหลักหรือต้องกลับบ้านดูแลตนเองในครอบครัวหรือชุมชนยังไม่มีศักยภาพพร้อมดูแลต่อเนื่อง”

ดร.วีระศักดิ์ ได้ขยายความเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันโมเดลของจังหวัดปทุมธานีดำเนินการแล้วโดยใช้งบประมาณจาก อบจ. เสริมเข้าไปเพื่ออุดรอยรั่วในระบบสุขภาพตามแนวคิด ‘ทุน ที่ ทีม’ ซึ่งเป็นการประสานการทำงานระหว่างท้องถิ่น รพ.สต. กับทีมสุขภาพในพื้นที่ซึ่งมาจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อยกระดับการบริการปฐมภูมิของชาวปทุมธานี นอกจากศูนย์การแพทย์ยังมีการเพิ่มงบเสริมงบจัดหาวัคซีน งบประมาณสำหรับรถเคลื่อนที่ เป็นต้น”

“ในขณะที่จังหวัดภูเก็ตซึ่งมีโมเดลการสร้างโรงพยาบาลของ อบจ. เป็นกลไกในการจัดการระบบสุขภาพของท้องถิ่นอยู่แล้ว โดยมีบทบาทแตกต่างจากโรงพยาบาลประจำจังหวัดที่ต้องทำหน้าที่ศูนย์ที่รับส่งต่อจากโรงพยาบาลอื่นๆ ด้วย ที่ทำให้ความแออัดในการบริหารจัดการ เมื่อมีโรงพยาบาลของ อบจ. ผนวกกับงบประมาณของ อบจ. ที่จัดสรรลงไป สามารถเพิ่มบริการต่างๆ และสร้างความเข้มแข็งตามงบประมาณและบริบทของพื้นที่ได้ เช่น การทำงานของ อสม. หรือการบริการด้านกายภาพ  เป็นต้น”

ดร.วีระศักดิ์ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในเวทีนโยบายเรายังความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิที่ยังมองว่า อนาคต 10 ปีข้างหน้า ระบบสาธารณสุขไทยจะยังคงโฟกัสย่ำอยู่ที่เรื่องของการรักษาพยาบาล ส่วนปัญหาระบบบริการปฐมภูมิอาจจะไม่สามารถขยับได้มาก อย่างไรก็ตาม การเริ่มศึกษาของ 4 จังหวัดตัวอย่าง ที่มีบริบทแตกต่างกันเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการออกแบบบริการสุขภาพโดยปรับตามสภาพพื้นที่ ไม่ใช่การออกแบบเชิงโครงสร้างว่าจะต้องเป็นแบบใดแบบหนึ่งเท่านั้น แต่ควรเป็นการการผสมผสานหน่วยบริการปฐมภูมิกับภาคส่วนต่างๆวางแนวคิด (concept) ให้ชัดก่อนขยับไปเชิงโครงสร้าง

อย่างไรก็ดี หลังจบวงสนทนาแลกเปลี่ยน อนาคตของสาธารณสุขไทยในสายตา ดร.วีระศักดิ์ ชี้ว่าหลายเสียงที่นำเสนอผ่านวงเสวนานั้น บอกถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้เน้นไปที่การมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ เพราะการออกแบบจากหน่วยงานส่วนกลางเริ่มไม่ตอบโจทย์ ซึ่งไม่ใช่เกิดขึ้นเฉพาะงานบริการสุขภาพเท่านั้น แต่รวมไปถึงหน่วยงานรัฐด้านอื่นๆ ด้วย เพราะการทำงานข้างหน้าต้องทันกับการเปลี่ยนแปลงและความต้องการที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่

“ในอดีตที่ผ่านมา ประเทศไทยเราออกแบบที่ศูนย์กลางใช้กติกาและแนวปฏิบัติเดียวเพื่อสร้างการพัฒนาทุกพื้นที่ให้ทัดเทียมกัน แต่ในอนาคตท้องถิ่นของประเทศไทยจะเติบโตมีศักยภาพขึ้นเรื่อยๆ จะเข้ามารองรับภารกิจที่ได้ออกแบบจากส่วนกลางมีข้อจำกัด  ต่อข้อถามกรณีนโยบายการถ่ายโอนโรงพยาบาลไแยังท้องถิ่นนั้น ดูเหมือนสถานการณ์ปัจจุบัน อบจ. หลายแห่งสะท้อนว่าเขาไม่อยากคิดเรื่องถ่ายโอน เพราะขั้นตอนและเงื่อนไขปัญหาท้าทายในระบบเยอะ แต่อยากมุ่งที่การพัฒนาศักยภาพบริการในโครงสร้างที่ตนเองมีให้ดีก่อน”

“แม้มีบางพื้นที่สนใจการมีโรงพยาบาลเองแบบภูเก็ตที่จะมาช่วยเติมศักยภาพของโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงที่แออัดโดยเฉพาะในเขตอำเภอเมือง  อย่างไรก็ตาม เรายังคงให้ความสำคัญและเดินหน้าการพัฒนาศักยภาพระบบสุขภาพปฐมภูมิที่จะเป็นรากฐานสร้างความเข้มแข็งศักยภาพการดูแลสุขภาพตนเองของคนในพื้นที่”  ดร.วีระศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง