“เปิดจุดเน้นบริหารกองทุนบัตรทอง ปี 2569” สปสช. เผยจัดสรรงบขาลง มุ่งยกระดับระบบสุขภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการดูแลผู้ป่วยทั่วประเทศ ด้าน สธ. เผยสถิติปี 2566–2568 ผู้ใช้สิทธิบัตรทองเข้ารับบริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน พร้อมเดินหน้าร่วมบูรณาการนโยบายสุขภาพรัฐบาล
ในเวทีอภิปราย “จุดเน้นในการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ปีงบประมาณ 2569” ในการประชุมชี้แจงการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ปีงบประมาณ 2569 เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 จัดโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)
พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า สปสช. ได้รับงบประมาณเพื่อดูแลสิทธิประโยชน์ประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทอง 47.5 ล้านคน โดยงบเหมาจ่ายรายหัวรวม 198,227.42 ล้านบาท หักเงินเดือนบุคลากร 65,073.46 ล้านบาท เหลือสำหรับจัดบริการประชาชน 133,754.28 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 16,386.5 ล้านบาท ทำให้งบเหมาจ่ายรายหัวเพิ่มเป็น 4,173.04 บาทต่อคน แบ่งเป็นงบผู้ป่วยนอก 1,448.06 บาท เพิ่มขึ้น 4.14% งบผู้ป่วยใน 1,850.02 บาท เพิ่มขึ้น 3.31% งบกรณีบริการเฉพาะ 671.46 บาท เพิ่มขึ้น 33.25% งบฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์ 10.59 บาท เพิ่มขึ้น 9.85% งบแพทย์แผนไทย 63.42 บาท เพิ่มขึ้น 98.81% และงบค่าบริการทางการแพทย์ลักษณะงบลงทุน (ค่าเสื่อม) 128.69 บาท ซึ่งทุกหมวดได้รับการงบปรับเพิ่มขึ้น รองรับบริการสุขภาพที่หลากหลายและ
ตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้น
ขณะเดียวกันยังมีงบนอกเหมาจ่ายรายหัวสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ได้แก่ งบผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ 4,529.63 ล้านบาท งบผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง 16,074.98 ล้านบาท งบควบคุมป้องกันและรักษาโรคเรื้อรัง 1,700.61 ล้านบาท งบเพิ่มเติมโรงพยาบาลพื้นที่กันดาร เสี่ยงภัย และจังหวัดชายแดนใต้ 1,490.28 ล้านบาท งบเพิ่มเติมบริการปฐมภูมิ 3,770.47 ล้านบาท งบบริการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3,870.31 ล้านบาท งบช่วยเหลือเบื้องต้นผู้รับบริการและผู้ให้บริการ 562.22 ล้านบาท และงบสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค 27,761.91 ล้านบาท
พญ.ลลิตยา กองคำ กล่าวต่อว่า ประเด็นการเปลี่ยนแปลงในการบริหารจัดการกองทุน ปีงบประมาณ 2569 เริ่มจากงบเหมาจ่ายรายหัวในส่วนของผู้ป่วยใน (IP) จะนำผลการตรวจสอบมาใช้ประกอบการพิจารณาจ่ายค่าบริการแก่โรงพยาบาล โดยอยู่ระหว่างหารือร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อจัดทำข้อเสนอ มาตรการ และแนวทางการนำผลตรวจสอบไปใช้ขยายผล (extrapolation) ส่วนการให้บริการผู้ป่วยในที่บ้าน (Homeward) จะมีการปรับเกณฑ์ โดยอาจกำหนดให้ผู้ป่วยในจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่สามารถส่งต่อเข้าสู่ระบบ Homeward ได้ ขณะที่บริการกรณีเฉพาะ (CR) จะมีการขยายบริการทางการแพทย์ขั้นสูงที่เป็นสิทธิประโยชน์ใหม่ เช่น AI Chest, 3D Printing และ MRI-guided linear accelerator โดยเฉพาะ AI Chest ที่จะเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” ในการดูแลผู้ป่วยวัณโรค ช่วยให้ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มบริการรักษาภาวะมีบุตรยาก และบริการดูแลประคับประคองในโรงพยาบาล รวมถึงการพัฒนาบริการแพทย์แผนไทยที่ได้รับงบเพิ่มขึ้นกว่า 98% ตามนโยบายรัฐบาลในการส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรและการรักษาแบบคอร์ส โดยจะมีการประกาศหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายชดเชยค่าบริการต่อไป
พญ.ลลิตยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับงบนอกเหมาจ่ายรายหัว ปีงบประมาณ 2569 ได้ปรับแนวสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและความต้องการของประชาชน โดยบริการผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ จะขยายขอบเขตการให้บริการควบคุมโรค เน้นกลุ่มเยาวชน ส่วนผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนการฟอกไตฟรีทุกแห่ง ซึ่ง สปสช. จะทบทวนอัตราชดเชยค่าบริการให้เหมาะสมภายใต้งบที่ได้รับจัดสรรเพื่อรองรับ คาดว่าจะนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมบอร์ด สปสช. ในเดือนพฤศจิกายน 2568 พร้อมกันนี้ยังมีมาตรการสนับสนุนการจ่ายตามคุณภาพบริการ เพื่อจูงใจให้หน่วยบริการเพิ่มการล้างไตทางช่องท้อง ขณะที่การควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โดยเฉพาะเบาหวานและความดันโลหิตสูง จะมีการจ่ายชดเชยตามผลลัพธ์ หากเพิ่มจำนวนผู้ป่วยเบาหวานที่เข้าสู่ระยะสงบของโรค (DM remission) รวมถึงการดูแลผู้ป่วยโรคหอบหืดและโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ซึ่งจะมีการจ่ายตามผลลัพธ์บริการเช่นกัน
ประเด็นการตรวจสอบยังคงเป็นเรื่องสำคัญ โดย สปสช. จะดำเนินระบบตรวจสอบการเบิกจ่ายค่าบริการแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดภาระเอกสารและเพิ่มความสะดวกให้หน่วยบริการ พร้อมวางระบบตรวจสอบร่วมกันทั้งก่อนและหลังการเบิกจ่าย รวมถึงติดตามหน่วยบริการนวัตกรรม เพื่อป้องกันการเบิกจ่ายที่ไม่ถูกต้อง ถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญในปีงบประมาณ 2569
ด้าน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทองกว่า 47 ล้านคน ถือเป็นผู้รับบริการหลักของโรงพยาบาลในสังกัด สธ. ซึ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพการรักษาทุกสิทธิภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด โดยเฉพาะกองทุนบัตรทองที่โรงพยาบาลให้บริการอย่างเต็มที่โดยไม่มุ่งหวังผลกำไร เพราะเป็นกลุ่มผู้ป่วยหลักของระบบ ทั้งนี้ สถิติระหว่างปี 2566–2568 พบว่าการเข้ารับบริการของผู้ใช้สิทธิบัตรทองเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนถึงการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน ขณะเดียวกัน สธ. และ สปสช. จะบูรณาการทำงานตามนโยบายรัฐบาล มุ่งเน้นลดการเจ็บป่วยระยะยาว โดยเฉพาะการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในกลุ่ม NCDs เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าสู่ระยะสงบของโรค ซึ่งสอดรับกับสิทธิประโยชน์ใหม่ของ สปสช. ที่จ่ายตามผลลัพธ์การรักษา ถือเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่คุ้มค่า
นอกจากนี้ สปสช. ยังมีสิทธิประโยชน์สร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่สอดคล้องกับภารกิจ สธ. เช่น โครงการ “คนไทย 7.2 ล้านคน รู้ค่าความเสี่ยงโรคไต” เพื่อคัดกรองกลุ่มเสี่ยงเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคไต ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 72 พรรษา อีกทั้ง สปสช. ยังเตรียมเพิ่มสิทธิประโยชน์ “ชุดตรวจคัดกรองโรคไตด้วยตนเอง” เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจโรคได้มากขึ้น รวมถึงความร่วมมือในการพัฒนางานบริการปฐมภูมิและระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลใหญ่ และเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพผ่านเทคโนโลยี ถือเป็นความร่วมมือสำคัญของสองหน่วยงานในการยกระดับระบบสุขภาพของประเทศ
