Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพและความหลากหลายทางเพศ ร่วมแลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพสำหรับคนข้ามเพศให้เข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม หลังประเทศไทยบรรจุบริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพเข้าสู่ระบบบัตรทอง และขับเคลื่อนสังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

ในการเสวนาเชิงนโยบายหัวข้อ “ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากับการยืนยันเพศสภาพที่เท่าเทียม” จัดโดยบางกอกไพรด์ ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และภาคีเครือข่ายจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเครือข่ายผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อมุ่งขับเคลื่อนสังคมแห่งความเท่าเทียม “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ สยามพารากอล

ดร.นงลักษณ์ ยอดมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า การสร้างความเท่าเทียมทางสุขภาพไม่ได้หมายถึงเพียงการจัดสิทธิประโยชน์พื้นฐาน แต่ต้องพัฒนาระบบบริการที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะของประชาชนแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนข้ามเพศ สอดคล้องกับแนวคิด “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ที่มุ่งให้ทุกคนเข้าถึงบริการสุขภาพที่เหมาะสมและมีคุณภาพ

จากความร่วมมือระหว่าง สปสช. ภาคประชาชน และเครือข่ายคนข้ามเพศ ทำให้เดือนกรกฎาคม 2568 คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) มีมติเห็นชอบให้ “บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพ” เป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) พร้อมการดูแลโดยทีมสหวิชาชีพ เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลอย่างปลอดภัยและเหมาะสม นอกจากนี้ยังยกระดับเครือข่ายภาคประชาชนและกลุ่มคนข้ามเพศเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการในรูปแบบ “หน่วยบริการรับส่งต่อเฉพาะด้าน” ตามมาตรา 3 ภายใต้ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ด้วย ที่ช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการที่สร้างความเท่าเทียม

โฆษณา - Advertising

“การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพที่เท่าเทียม ต้องครอบคลุมทั้งมิติสุขภาวะทางเพศและสุขภาพจิต ควบคู่กับการสนับสนุนบทบาทของเครือข่ายภาคประชาชนในการให้คำปรึกษาและดูแลผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งจะช่วยให้การเข้าถึงบริการเป็นไปอย่างเหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของผู้รับบริการมากยิ่งขึ้น” ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. กล่าว

คุณกฤติมา สมิธพล นักวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ระบบบริการสุขภาพในปัจจุบันให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิมนุษยชน และการมีส่วนร่วมของผู้รับบริการมากขึ้น สอดคล้องกับแนวคิดขององค์การอนามัยโลกที่มุ่งให้ประชาชนได้รับการดูแลอย่างเคารพในความเป็นมนุษย์ ซึ่งสะท้อนผ่านนโยบายของ สปสช. ที่ส่งเสริมการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างปลอดภัย ลดการใช้ยาด้วยตนเอง และสนับสนุนการดูแลเชิงป้องกัน

นโยบายดังกล่าวยังเป็นแรงผลักดันสำคัญให้หน่วยงานต่าง ๆ พัฒนาแนวทางและมาตรฐานการให้บริการที่ตอบโจทย์กลุ่มคนข้ามเพศมากขึ้น โดยกรมอนามัยอยู่ระหว่างจัดทำแนวทางการดูแลและเตรียมอบรมบุคลากรเพื่อขยายบริการสู่ภูมิภาค ขณะที่กรมราชทัณฑ์ก็เตรียมพัฒนาระบบดูแลสุขภาพสำหรับคนข้ามเพศในเรือนจำ สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการออกแบบบริการที่คำนึงถึงความหลากหลายทางเพศมากขึ้น

“นโยบายนี้ได้รับความสนใจจากหลายประเทศที่ต้องการศึกษาเป็นต้นแบบ ขณะที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ด้านการดูแลเพื่อการข้ามเพศอยู่แล้ว ความท้าทายในระยะต่อไปคือการผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจและลดอคติทางสังคม ผ่านความร่วมมือของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อพัฒนาให้เป็นทั้งนโยบายสุขภาพที่ยั่งยืนและ Soft Power ของประเทศ” คุณกฤติมา กล่าว

โฆษณา - Advertising

นพ.ศรัณย์ วรรณจำรัส โรงพยาบาลวรรณสิริ กล่าวว่า ความก้าวหน้าในการดูแลสุขภาพคนข้ามเพศในประเทศไทยเกิดจากความร่วมมือของภาคประชาชนและภาครัฐ โดยเฉพาะการผลักดันของ สปสช. ที่ทำให้บริการฮอร์โมนเพื่อการยืนยันเพศสภาพเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการดูแลที่ถูกต้องและปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากการใช้ฮอร์โมนด้วยตนเอง และมีบุคลากรทางการแพทย์คอยให้คำปรึกษาตลอดกระบวนการดูแล นับเป็นก้าวสำคัญของการสร้างความเท่าเทียมทางสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ขณะเดียวกันยังสะท้อนถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่ตอบสนองความต้องการของผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ หวังว่าความสำเร็จดังกล่าวจะได้รับการต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางด้านความหลากหลายทางเพศและการดูแลสุขภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลภายในปี 2030

คุณรดี แต้สมบัติ ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายเพื่อนกะเทยเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า องค์กรภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงคนข้ามเพศให้เข้าถึงบริการสุขภาพและคลินิกเฉพาะทางในกว่า 30 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมนำเสียงสะท้อนและประสบการณ์ของผู้ใช้บริการมาพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย โดยปัจจุบันได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย 48 องค์กร จัดทำ “ธรรมนูญสุขภาพคนข้ามเพศ” เพื่อเป็นกรอบขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตและการเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพอย่างเท่าเทียม พร้อมผลักดันการรับรองเพศสภาพและการลดอุปสรรคในการใช้ชีวิต โดยย้ำว่า การเข้าถึงบริการสุขภาพของคนข้ามเพศไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับอย่างเสมอภาค

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising