Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

“Blood Berries หมากไม้” ฉายที่ FCCT กรุงเทพฯ ถ่ายทอดปัญหาการค้ามนุษย์ผ่านกลไกบริษัทเอกชนและรัฐ ที่นำไปสู่การเอารัดเอาเปรียบแรงงานไทยซึ่งจำนวนมากมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ บินข้ามทวีปไปเก็บเบอร์รีป่าที่ สวีเดน–ฟินแลนด์ ‘ทูตฟินแลนด์’ ยอมรับช่องโหว่ทางกฎหมายเคยเปิดทางให้เกิดการค้ามนุษย์แรงงานเก็บเบอร์รี และปัจจุบันช่องโหว่นี้ถูกปิดไปแล้ว พร้อมเผยยังมีคดีอีกกว่า 70 คดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาศาล ‘หทัยรัตน์ พหลทัพ’ บก.บห. The Isaan Record ขอบคุณผู้ชมสารคดีที่เป็นกำลังใจให้คนทำข่าว พร้อมย้ำว่างานรายงานต้องเดินหน้าต่อ เพราะปัญหาแรงงานเก็บเบอร์รียังไม่จบ ‘จรรยา ยิ้มประเสริฐ’ เรียกร้องให้ยุติวงจรการเอาเปรียบแรงงาน และหากสวีเดน–ฟินแลนด์ปรับปรุงสิทธิแรงงานต่างชาติ ต้องรับฟังเสียงของแรงงานเก็บเบอร์รีด้วย

โปสเตอร์ภาพยนตร์สารคดี Blood Berries หมากไม้”  ที่มา: The Isaan Record

เวลา 19.20 น. วานนี้ (17 ต.ค.) ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) ถ.เพลินจิต กรุงเทพฯ The Isaan Record จัดฉายภาพยนตร์สารคดี “Blood Berries หมากไม้” ภายใต้โครงการ Asian Prospects in (re) migration to/within the EU (AspirE)  ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป (EU) ในงานยังมีเอกอัครราชทูตสวีเดน และเอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย สื่อมวลชน และผู้สนใจ เข้าร่วมรับชมจำนวนมาก โดยเป็นการฉายครั้งที่สองในประเทศไทย หลังจากสารคดีดังกล่าว ฉายรอบปฐมทัศน์ ที่โรงละครคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นเมื่อ 20 ก.ย. ที่ผ่านมา

ภาพยนตร์สารคดีความยาวเกือบ 50 นาที สะท้อนถึงปัญหาการค้ามนุษย์จากกลไกจากบริษัทเอกชนและรัฐที่ทำให้เกิดปัญหาเอารัดเอาเปรียบแรงงาน เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมา 20 ปี โดยแรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือถือเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่ตัดสินใจเดินทางไปเก็บเบอร์รีป่าในช่วงฤดูร้อนของฟินแลนด์และสวีเดน โดยสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทยระบุว่ามีแรงงานที่เดินทางไปเก็บเบอร์รีและตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์กว่า 4,000 คน

ทูตฟินแลนด์ชี้ช่องโหว่ทางกฎหมายถูกปิดแล้วเพื่อป้องกันการค้ามนุษย์

วงเสวนาหลังจบการฉายสารคดี “Blood Berries หมากไม้” ที่ FCCT เมื่อ 17 ต.ค. 2568

หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record  และ คริสตินา คูวายา-ซานโทรโพลัส เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย ที่มา: The Isaan Record

ในช่วงเสวนาหลังจบการฉายสารคดี คริสตินา คูวายา-ซานโทรโพลัส (Kristiina Kuvaja-Xanthopoulos) เอกอัครราชทูตฟินแลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า หากย้อนกลับไปช่วงที่ถ่ายทำสารคดี กฎหมายฟินแลนด์ในขณะนั้นอนุญาตให้ขอวีซ่าท่องเที่ยวเพื่อเข้ามาเก็บเบอร์รีและผลไม้ป่าได้ โดยอาศัยหลักการ “สิทธิของทุกคน” ที่อนุญาตให้ประชาชนเก็บเห็ดหรือผลไม้ป่าได้แม้ในพื้นที่ส่วนบุคคล ส่งผลให้แรงงานไทยจำนวนมากถูกนายหน้าพาเข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว แล้วทำงานเก็บผลไม้ป่าแทนการเข้ามาอย่างแรงงานถูกกฎหมาย จึงกลายเป็น “ช่องโหว่ของกฎหมาย”

“กฎหมายลักษณะนั้นเปิดช่องให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์และค้ามนุษย์จากเพื่อนมนุษย์ ช่องโหว่นี้จึงถูกปิดไปแล้ว” ทูตฟินแลนด์กล่าว พร้อมย้ำว่า ปัจจุบันผู้ที่จะเข้ามาเก็บผลไม้ป่าต้องถือวีซ่าทำงานตามฤดูกาลและมีสัญญาจ้างงานอย่างเป็นทางการ ภายในสัญญาต้องระบุรายละเอียดชัดเจน ทั้งที่พัก ค่าแรง ระยะเวลา และขอบเขตงาน “นายจ้างไม่สามารถเขียนตามใจได้อีกต่อไป ต้องมีมาตรฐานและเป็นข้อตกลงร่วมกันกับลูกจ้าง”

เธอกล่าวต่อว่า กฎหมายที่ผ่านมานั้นไม่รัดกุมเพียงพอ แต่ขณะนี้แรงงานไทยที่เดินทางไปเก็บเบอร์รีในฟินแลนด์ถือเป็นแรงงานที่มีสัญญาจ้างจริง และรัฐบาลฟินแลนด์มีบทบาทชัดเจนมากขึ้น จากเดิมที่สถานะนักท่องเที่ยวยังไม่ชัดว่ารัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร ตอนนี้มีระบบตรวจสอบและติดตามจำนวนแรงงานที่เข้ามาทำงานจริง นอกจากนี้ยังมีการดำเนินคดีต่อบริษัทเอกชนที่ละเมิดกฎหมาย โดยบางกรณีได้รับโทษรุนแรง และยังมีอีกกว่า 70 คดีเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ที่อยู่ระหว่างกระบวนการศาล

“สิ่งสำคัญคือการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ เราทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในฟินแลนด์ เพื่อให้ข้อมูลเรื่องสิทธิแรงงานภาคเกษตร รวมถึงให้เบอร์ติดต่อในกรณีที่คนงานประสบปัญหา” ทูตฟินแลนด์กล่าวทิ้งท้าย และยอมรับว่าได้เรียนรู้จากข้อผิดพลาด และขอบคุณที่ได้เรียนรู้เรื่องนี้จากฝั่งไทยเช่นกัน

‘บก.บห.อีสานเรคคอร์ด’ ชี้ปัญหาแรงงานเบอร์รียังไม่จบ

หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record และผู้กำกับหนังสารคดี กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ภาพยนตร์สารคดี “Blood Berries หมากไม้” ได้รับความสนใจ “ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมรับชม ถือเป็นกำลังใจของคนทำข่าวและงานสื่อสาร” เธอกล่าว

เธออธิบายว่า สารคดีเรื่องนี้ได้ทุนจาก EU ภายใต้โครงการ AspirE ที่ทำร่วมกับอีก 11 ประเทศในเอเชียและยุโรป เพื่อติดตามการย้ายถิ่น “ปีนี้เป็นปีที่ 3 ถือเป็นปีสุดท้าย แต่คิดว่า การรายงานข่าวยังไม่จบต้องทำต่อ เพราะปัญหาของแรงงานเก็บเบอร์รียังไม่ได้รับการแก้ไข แต่อาจจะต้องหาทุนใหม่” เธอกล่าว พร้อมเผยว่า ภาพยนตร์สารคดีเตรียมไปฉายที่เบลเยียม ฟินแลนด์ เยอรมนี และสวีเดนในเดือนธันวาคมนี้

หทัยรัตน์เล่าว่า “ตอนแรกที่ถูกชวนจาก อาจารย์ศิริจิต สุนันต๊ะ สถาบันประชากร ม.มหิดล ให้เข้าร่วมโครงการนี้ คิดว่าเรื่องยังไม่ใหญ่เท่าไร ยังคิดว่าจะไปเป็นแรงงานเก็บเบอร์รีที่ฟินแลนด์และสวีเดนเสียเอง เพราะชื่อเสียงของประเทศแถบสแกนดิเนเวียทำให้เชื่อมั่นว่า เราจะได้เงิน เพราะเป็นประเทศเจริญแล้ว และเขาพูดกันบนโซเชียลมีเดียว่า จะมีรายได้ถึงเดือนละ 100,000 บาท แต่พอรายงานข่าวและทำข้อมูลมา 3 ปี ทำให้ตัดสินใจได้แล้วว่า ไม่ไปแน่นอน เพราะมันมีปัญหาอย่างที่สะท้อนไปในสารคดี

เธอกล่าวอีกว่า “ก่อนลงพื้นที่เราก็ยังงงว่า การไปเก็บเบอร์รีคืออะไร กระทั่ง มาร์ค ลาเบิ้น จากเอเชียเวิร์คส ติดต่อให้ไปช่วยเป็นล่ามให้นักข่าวจากฟินแลนด์ที่ลงพื้นที่ จ.หนองบัวลำภู ซึ่งเป็นบ้านเกิด จึงได้รู้ว่า เรื่องนี้เมื่อ 4 ปีที่แล้วที่ฟินแลนด์เป็นเรื่องใหญ่มาก กระทั่งเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมามีการตัดสินจำคุกอดีตซีอีโอบริษัทเอกชนในคดีมนุษย์เป็นเวลา 3 ปี 6 เดือน รวมถึงนายหน้าคนไทยเป็นเวลา 3 ปี”

“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากที่ฟินแลนด์ แต่ในไทยกับเฉย นิ่ง เกียร์ว่าง แถมรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ยังอยู่ในอำนาจและได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกฯ ต่อ เรายอมรับสถานการณ์แบบนี้ได้อย่างไร” หทัยรัตน์กล่าว

เธอเล่าว่า “เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หนึ่งในตัวละครที่อยู่ในสารคดีโทรมาบอกว่า ไม่มีเงินจะไปจ่ายค่าผ่าตัดให้ลูกและไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว เพราะหนี้ล้นพ้นตัว ซึ่งทีมงานได้บริจาคเงินช่วยเหลือไปบางส่วน แต่จะให้เขารอความช่วยเหลืออย่างนี้ไม่ได้ ดังนั้นเราจะติดตามเรื่องนี้ต่อไป”

“ยืนยันว่า เราจะกัดไม่ปล่อย เขาต้องได้รับเงินชดเชยจากฟินแลนด์ สวีเดน และนายหน้าด้วย ซึ่งวันนี้ยังมีคนอีสานเดินทางไปขายแรงงานอยู่ ถ้ารัฐบาลไม่กระจายอำนาจ สร้างงานสร้างรายได้ให้คนในท้องถิ่นจริง ๆ สถานการณ์ก็จะไม่มีทางดีขึ้น” หทัยรัตน์กล่าว

จรรยา ยิ้มประเสริฐ ชี้ต้องหยุดองค์กรอาชญากรรมหลอกคนมาเก็บเบอร์รี

จรรยา ยิ้มประเสริฐ นักรณรงค์ประชาธิปไตย และผู้ช่วยเหลือประสานงานแรงงานไทยที่มาเก็บเบอร์รีป่า

จรรยา ยิ้มประเสริฐ ผู้ประสาน Act4Dem ทั้งยังเป็นผู้ช่วยเหลือแรงงานไทยที่มาเก็บเบอร์รีป่า และกำลังเขียนหนังสือ “บลัดเบอร์รี” ร่วมสนทนาผ่านระบบออนไลน์ โดยจรรจากล่าวว่า แรงงานไทยที่มาเก็บเบอร์รีฟินแลนด์นั้นเริ่มร้องเรียนตั้งแต่ปี 2552 มีคนเดือดร้อนนับพันคน โดยขอเรียกระบบการหลอกคนมาใช้แรงงานว่า “สแกมเมอร์” และตอนนี้ก็มีคนเป็นเหยื่อเป็นจำนวนมาก แต่สถานการณ์ก็ดีขึ้น โดยสวีเดนในปี 2553 ปรับให้แรงงานเก็บเบอร์รีต้องทำสัญญาจ้าง ส่วนฟินแลนด์เพิ่งยอมรับให้ทำสัญญาจ้างเมื่อปี 2567 ทั้งนี้

ทางการฟินแลนด์ทำงานจริงจังและมีหน่วยงานประสานงานกันมากขึ้น ทำงานเข้าอกเข้าใจกันมากขึ้นและมีการทำงานร่วมกับกระทรวงแรงงานของไทยด้วย จากปัญหานี้จึงเป็นโอกาสให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้จัดการระบบและปฏิวัติตัวเอง ขยับจากการชี้นิ้วว่า ใครผิดใครถูก มาเป็นการปิดช่องโหว่แทน

“ในฟินแลนด์การที่ยังมีช่องโหว่ทางกฎหมายใครจะเข้ามาเก็บเบอร์รีก็ได้ แต่อยู่ดี ๆ นักท่องเที่ยวจะมาเก็บเป็นถุงเป็นถังไม่ได้แน่นอน มันเป็นองค์กรอาชญากรรมที่จงใจหลอกคน กว่าที่ทางฟินแลนด์จะตัดสินใจดูแลคนไทยก็เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง  ทั้งนี้ไม่เข้าใจว่า ทำไมกระทรวงแรงงานของไทย ปฏิเสธเหตุการณ์นี้ว่า มีคนไม่กี่คนที่ได้รับผลกระทบ เป็นพวกขี้เกียจ โง่ ไม่รู้เรื่อง จึงไม่ได้เงิน เป็นเรื่องที่รับไม่ได้”จรรยา กล่าว

เรียกร้องฟินแลนด์-สวีเดน แก้ปัญหาโดยแรงงานเก็บเบอร์รีต้องมีส่วนร่วม

จรรยา กล่าวต่อว่า สำหรับสิ่งที่เห็นรัฐบาลฟินแลนด์และสวีเดนทำต่อจากนี้ คือ  แม้จะมีการแก้ไขปัญหาและมีความก้าวหน้า แต่ไม่มีการแก้ไขความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เราป้องกันปัญหา แต่กลายเป็นวัวหายแล้วล้อมคอก ตั้งแต่ปี 2565 บริษัทต่าง ๆ มีเพียง 1 ใน 5 บริษัทเท่านั้นที่ถูกสอบสวน

เธอกล่าวอีกว่า ตัวเองได้เข้าไปช่วยคนงานในแคมป์คนงาน ทำให้เป็นเรื่องใหญ่และทำให้ทุกอย่างแก้ไขเร็วขึ้น แต่มีหลายร้อยคนที่ตกค้างอยู่ระหว่างการช่วยเหลือแต่ไม่ทราบว่า ทางการฟินแลนด์จะช่วยเหลือเขาหรือไม่ แต่รัฐบาลบอกว่า ไม่มีงบประมาณ ดังนั้นจึงกลายเป็นว่า สอบสวนสืบสวนไม่ได้ เพราะไม่มีงบ แม้เป็นคดีค้ามนุษย์ที่ใหญ่ที่สุด

จรรยาระบุด้วยว่า หากทั้งสวีเดน และฟินแลนด์ กำลังมีแผนปรับปรุงสิทธิของแรงงานที่มาทำงานต่างประเทศ ก็ขอเรียกร้องว่าแผนปรับปรุงใดๆ ต้องมีการปรึกษา และการมีส่วนร่วมมาจากแรงงานเก็บเบอร์รีด้วย อย่าตัดคนไทยออกจากนโยบาย อย่าคิดว่าเราไม่เกี่ยว หรือเขาเป็นคนนอก เพราะเงินที่เก็บจากค่าวีซ่าของแรงงานนั้นเกินพออยู่แล้ว เพียงพอที่จะสอบสวนในคดีต่าง ๆ รวมทั้งคดีที่ผ่านมา

จรรยาตั้งข้อสังเกตว่า มีหน่วยงานในไทยเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการส่งแรงงานมาเก็บเบอร์รีหรือไม่  โดยเฉพาะการจ่ายใต้โต๊ะ เพราะเวลานายหน้ามาให้การในศาลจะระบุว่า มีการใช้เงินสำหรับใบอนุญาตออกนอกประเทศ บางรายสูงถึง 100 ยูโร (3,800 บาท) ต่อราย

จรรยากล่าวด้วยว่า ได้เคลื่อนไหวกดดันกระทรวงแรงงานมาหลายปีแล้ว อย่างน้อยต้องชดเชยให้กับแรงงานที่สูญเสีย เพราะเขาถูกบังคับให้ซื้อประกันเรียกว่าประกันกองทุนผู้หางานที่เป็นกองทุนเพื่อช่วยเหลือแรงงานที่ไปทำงานต่างประเทศ แต่สุดท้ายกลับไม่ได้รับเงินชดเชย ทั้งนี้ไม่ทราบว่า สวีเดนและฟินแลนด์สามารถล็อบบี้คนไปทำงานในช่วงโควิดที่มีการล็อกดาวน์อยู่ได้อย่างไร จึงเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องมีนอกมีใน

สหัสวัตแนะแก้กฎหมาย กลไก ก.แรงงาน เชิงรุกคุ้มครองคนไปทำงานต่างประเทศ

ในช่วงตอบคำถามหลังเสวนา สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้ติดตามปัญหาสิทธิแรงงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมามีการเอารัดเอาเปรียบแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ ทั้งใช้การค้ามนุษย์ กับดักหนี้ และกลไกต่างๆ อยากให้มีการสอบสวนร่วมกันระหว่างทางการไทยและฟินแลนด์ เพื่อแก้ปัญหาแรงงานที่ไปทำงานต่างประเทศ ทั้งนี้เป็นเพราะคุณภาพชีวิตในประเทศไม่ดี คนไทยเลยต้องเอาชีวิตไปเสี่ยง ไปทำงานต่างประเทศหวังจะหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว

อย่างไรก็ตามเห็นว่า กระทรวงแรงงานยังขาดกลไกเชิงรุกเพื่อตรวจสอบบริษัทจัดหางาน จึงยังคงมีช่องโหว่หลอกคนไทยที่ไปทำงานต่างประเทศเรื่อยๆ แม้ถูกปิดก็ไปยังหานอมินีมาเปิดบริษัทต่อ เรื่องนี้มีทางเดียว คือ แก้กฎหมายและปรับโครงสร้างของกระทรวงแรงงาน และการส่งแรงงานไปต่างประเทศต้องเป็นแบบจีทูจีจริง ๆ ไม่ใช่จีทูจีปลอมเหมือนกรณีแรงงานที่ไปทำงานอิสราเอล

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง