Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

วันพฤหัสบดีที่ 25 ก.ย.2568 ที่ผ่านมา เป็นนัดสุดท้ายของการประชุมของคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือที่เรียกกันว่า ‘ร่างกฎหมายนิรโทษกรรม’ ในการประชุมพิจารณากันบนร่าง 3 ฉบับที่ผ่านวาระ 1 ร่างหลักเป็นของวิชัย สุดสวาสดิ์ พรรครวมไทยสร้างชาติ ฉบับรองเป็นร่างของปรีดา บุญเพลิง ที่ปัจจุบันย้ายมาอยู่พรรคกล้าธรรม และร่างของอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทย

การพิจารณาร่างกฎหมายนี้ มีหลายประเด็นหลักที่ถกเถียงกันมากใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 นัดในการคุยเพื่อให้ได้ข้อสรุปออกมา นอกจากเรื่องมาตรา 112 ที่ ‘หัวเด็ดตีนขาด’ กมธ.บางส่วนก็ไม่ยอมปล่อยให้พ้นผิดได้แล้ว ยังมีเรื่องคืนเงิน/คืนทรัพย์สินที่โดนศาลสั่งให้จ่ายชดเชยค่าเสียหายให้กับรัฐและรัฐวิสาหกิจที่ถกเถียงกันมาก ถึงกับต้องเชิญรัฐวิสาหกิจมาชี้แจงในห้องประชุม แต่สุดท้ายก็ถูกตัดออกจากร่างกฎหมายไป

ที่น่าสนใจกว่าผลลัพธ์ว่าร่างกฎหมายที่ออกมาจาก กมธ.มีหน้าตาเป็นอย่างไร คือกระบวนการพิจารณาของ กมธ.ที่มีตัวแทนจากเฉดการเมืองต่างๆ และตัวแทนองค์กรในกระบวนการยุติธรรมเข้าร่วมด้วย ซึ่งอาจทำให้เห็นแนวโน้มสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ทั้งในการพิจารณาร่างกฎหมายวาระ 3 และที่สำคัญคือ การดำเนินการหลังกฎหมายผ่านแล้ว

ไม่นิรโทษ ม.112 แต่ให้กรรมการชงทางออกคดีเด็กให้อัยการ/ศาล

เรื่องที่เรียกได้ว่าสำคัญที่สุดของการพิจารณาเรื่องการนิรโทษกรรมคดีการเมืองคงไม่พ้นคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่ถูกกันเอาไว้แต่แรกในทุกร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขที่ผ่านชั้นรับหลักการของสภาเข้ามา โดยเฉพาะร่างของ ‘พรรคภูมิใจไทย’ ที่ใส่เข้ามาในระดับ ‘หลักการ’ ของร่างกฎหมาย ส่วนร่างนิรโทษกรรมอื่นๆ ที่เปิดช่องให้กับ ม.112 ไม่ต้องพูดถึงเพราะถูกปัดตกหมด

จากการพิจารณาของ กมธ.ทำให้เห็นว่ามาตรา 112 เป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นเรื่องเดียวที่ใช้เวลาการประชุมไปถึง 2 นัด โดยนัดหนึ่งทำได้เพียงแค่ลงมติว่าจะแก้ไขมาตรานี้หรือไม่ อีกนัดเพื่อลงมติว่าจะแก้มาตรานี้อย่างไร

สรุปอย่างรวบรัด ในที่ประชุมมีข้อเสนอหลักๆ  โดยกมธ.จากโควต้าพรรคประชาชนพยายามเสนอให้วางเงื่อนไขการได้นิรโทษฯ (ชัยธวัช ตุลาธน) หรืออย่างน้อยก็เพิ่มการนิรโทษฯ ให้กับเด็กและเยาวชนเข้ามา (ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์) ส่วนชูวัส ฤกษ์ศิริสุข โควตาพรรคเพื่อไทยเสนอให้เปลี่ยนถ้อยคำจากเดิมที่เขียนว่า  พ.ร.บ.นี้ ‘มิให้บังคับใช้’ กับมาตรา 112 มาเป็น พ.ร.บ.นี้  ‘มิให้ยกเว้นโทษ’ แก่มาตรา 112 แทน โดยให้เหตุผลว่าเป็นการแยกเรื่องความผิดกับเรื่องโทษ ความผิดยังคงอยู่แต่เปิดช่องมากขึ้นต่อการพิจารณาจัดการโทษทัณฑ์

ต้องอธิบายก่อนว่า เรื่องนี้ถกเถียงกันในมาตรา 3 เดิมทีมาตรา 3 ในร่างของวิชัย สุดสวาทดิ์ เนื้อความระบุไว้แต่แรกเลยว่า ‘พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับ’ กับการกระทำความผิดตามมาตรา 112 ซึ่งผลของมันไม่เพียง ‘ไม่นิรโทษกรรมคดีม.112’ เท่านั้น แต่เป็นการกันคดีตามมาตรานี้ออกไปจากความช่วยเหลือทุกรูปแบบ

ทั้งนี้ ระหว่างการพิจารณาเรื่องนี้สิ่งที่น่าสนใจคือ ตัวแทนจากองค์กรศาลได้แสดงความเห็นเรื่องการปรับแก้ถ้อยคำ ‘มิให้ใช้บังคับ’ ให้เป็น ‘ไม่นิรโทษกรรม’ ด้วย

อย่างไรก็ตาม หลังจาก กมธ.ตกลงกันได้แล้วว่าจะแก้ไขเนื้อหามาตรานี้ ในการประชุมครั้งต่อมา วิชัยก็เป็นผู้มาเสนอแก้เนื้อหาในมาตรานี้ของตัวเอง โดยเปลี่ยนจาก พ.ร.บ.นี้ ‘มิให้ใช้บังคับ’ มาเป็น ‘มิให้มีผลเป็นการนิรโทษกรรม’ ซึ่งคล้ายกับที่ชูวัสเสนอไว้ ส่วนชัยธวัชก็ขอถอนข้อเสนอนิรโทษฯ แบบมีเงื่อนไขของตัวเองออก ให้เหลือช้อยส์นิรโทษฯ คดีเด็กและเยาวชนของศศินันท์เท่านั้น เพื่อให้เสียงโหวตไม่แตก

ท้ายที่สุด การลงมติว่าจะแก้เนื้อหาส่วนนี้อย่างไรจึงเหลือช้อยส์แค่

(1) การปรับแก้ถ้อยคำ ‘มิให้นิรโทษกรรม’ แก่คดี 112  กับ

(2) เพิ่มเติมการนิรโทษให้เด็กและเยาวชน

และสุดท้ายที่ประชุมก็โหวตให้ช้อยส์แรกไป

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

หลังจากความพยายามใส่เนื้อหานิรโทษกรรมคดี 112 ให้เด็กและเยาวชนเข้าไปในมาตรา 3 ของร่างไม่สำเร็จ ระหว่างการพิจารณามาตรา 6 ก็มีบางอย่างเกิดขึ้น

ทั้งนี้ มาตรา 6 เป็นมาตราที่จะกำหนดกรอบคดีที่จะได้นิรโทษกรรมว่า ต้องเป็นคดีอาญาหรือแพ่งที่เกี่ยวกับการเข้าร่วมชุมนุมและการแสดงออกทางการเมืองในช่วงความขัดแย้งทางการเมือง 20 ปี และยังเป็นมาตราที่กำหนดกรอบเวลาของช่วงเวลาที่กระทำความผิดเอาไว้โดยที่ประชุมเคาะเป็นช่วงตั้งแต่ 1 ม.ค.2548 - 1 ก.ค.2568

มาตรานี้มีการถกเถียงกันว่าจะให้การนิรโทษกรรมรวมคดีแพ่งเอาไว้ด้วยหรือไม่ ซึ่งสุดท้ายที่ประชุมก็มีมติให้รวมด้วย โดยคงเนื้อหาไว้ตามร่างกฎหมายเดิม แต่หลังจากตกลงเรื่องคดีแพ่งกันได้แล้ว ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานกรรมาธิการฯ ก็ได้ขอให้ที่ประชุมเพิ่มขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการนิรโทษฯ ตามกฎหมายนี้เข้าไปอีก 1 วรรคก็คือ ให้คณะกรรมการทำ ‘แผนแก้ไขผู้กระทำความผิด’ ที่อายุยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ในวันเกิดเหตุ เพื่อเสนอให้อัยการ หรือให้อัยการเสนอต่อศาลเพื่อให้พิจารณาใช้ ‘มาตรการพิเศษแทนการลงโทษ’ หรือ ‘สั่งยุติคดีโดยไม่มีคำพิพากษา’  โดยให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง

จุดประสงค์ของเรื่องนี้ เป็นการพยายามหาทางช่วยเหลือคดีเด็กและเยาวชนทั้งหมด ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงคดีมาตรา 112 ด้วย แต่เมื่อกรอบถูกกำหนดมาแล้วว่าห้ามนิรโทษกรรม การเพิ่มเนื้อหาส่วนนี้จึงเป็นการเปลี่ยนไปใช้กลไกใน พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ที่มีอยู่แล้วมาดำเนินการแทน

แม้จะมี กมธ.บางคนทักท้วงอยู่บ้างในที่ประชุมว่าการเพิ่มเนื้อหาเช่นนี้จะขัดหลักการของร่างกฎหมายที่สภาลงมติผ่านวาระ 1 มา และดูก็รู้ว่าตั้งใจจะนิรโทษกรรมให้เยาวชนในมาตรา 112 แต่ทางณัฐวุฒิก็ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การให้อำนาจคณะกรรมการไปนิรโทษฯ แต่เป็นการเสนอให้อัยการและศาลได้ใช้ดุลพินิจไปตามกรอบของกฎหมายที่มีอยู่แล้วเท่านั้น

มีข้อสังเกตว่าเรื่องนี้ที่ประชุมไม่ได้โต้แย้งกันมากนักไม่ว่าจะฝ่ายการเมืองใด นอกจากมี กมธ.บางคนห่วงกังวลว่าจะทำให้ร่างกฎหมายไม่ผ่านไปทั้งฉบับ เพราะที่ผ่านมา กมธ.ศึกษาแนวทางการร่างกฎหมายนิรโทษกรรมจัดทำรายงาน แค่ใส่ข้อสังเกตติดรายงานให้รัฐบาลไปดำเนินการต่อในการจัดการพักการพิจารณาคดีหรือให้สิทธิประกันตัวกับจำเลย 112 ไปจนถึงการรวบรวมและแยกแยะข้อมูลคดีต่างๆ นอกเหนือจากมาตรา 112 ให้ชัดเจน แต่รายงานฉบับนี้ลงเอยที่สภาแค่รับทราบว่าการมีอยู่ของมัน แต่ข้อสังเกตที่จะส่งต่อให้รัฐบาลดำเนินการก็ตกไปทั้งหมด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ในความเป็นจริงเนื้อหาที่ กมธ.นิรโทษกรรมปรับแก้กันรอบนี้ ถึงอย่างไรก็ต้องส่งกลับไปให้สภาลงมติว่าจะให้ผ่านหรือไม่ผ่านกันรายมาตราอยู่ดี ดังนั้น ที่ปรับแก้กันมาหลายสัปดาห์อาจลงเอยด้วยการกลับไปใช้ร่างเดิมทั้งหมดได้เช่นกัน ดังนั้นร่างกฎหมายก็คงผ่านสภาไปได้ แต่จะผ่านไปแบบที่ใครได้มากได้น้อยแค่ไหนเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วประเด็นคดี 112 ของเยาวชนเด็ก ที่ประชุมก็ตกลงให้ใส่เข้ามาในร่างกฎหมายโดยที่ไม่ต้องเปิดให้มีการลงมติ เพียงแต่ถูกย้ายจากการเป็นแค่วรรคหนึ่งในมาตรา 6 กลายมาเป็นมาตรา 9/1 แทน และกำหนดไว้ในมาตรา 5 ให้อำนาจหน้าที่คณะกรรมการนิรโทษฯ ต้องดำเนินการตามมาตรานี้อีกที

เมื่อเรื่องนี้ถูกใส่เข้ามาในร่างกฎหมาย เสียงวิจารณ์ที่เกิดขึ้นตามมา ไม่ใช่เรื่องว่ากฎหมายนี้กำลังจะกลายเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมมาตรา 112 แต่กลับเป็นว่าใส่มาแล้วจะช่วยใครได้จริงหรือไม่ เพราะสุดท้ายคนพิจารณาก็เป็นอัยการหรือศาลอยู่ดี

“ถ้านิรโทษกรรมเลย อัยการและศาลเขาไม่ต้องมาใช้ดุลพินิจแล้วว่าจะเข้าหรือไม่เข้าเกณฑ์ การเปิดประตูไว้เท่านี้ก็เหมือนการแก้เกี้ยวว่ามีการนิรโทษกรรมให้เด็กและเยาวชนแล้วนะ แต่ต้องใช้กระบวนการของศาลเยาวชนแทน ซึ่งอาจเกิดปัญหาในอนาคตได้เหมือนกัน ถ้าไม่ได้เขียนวิธีการไว้ให้ชัดเจน แล้วให้ใช้ดุลพินิจของศาลมากจนเกินไปอาจลิดรอนสิทธิในการนิรโทษกรรมเด็กและเยาวชนในคดีมาตรา 112 ได้เหมือนกัน” ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.เขตกรุงเทพ พรรคประชาชนและเป็น 1 ใน กมธ.ชุดนี้ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาที่อาจตามมาของมาตรานี้คือการมอบให้ศาลเยาวชนฯ เป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจสุดท้าย เนื่องจากเธอเองก็เคยทำคดีการเมืองในศาลเยาวชนฯ มาก่อน เธอเห็นว่าผู้พิพากษามักมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีทางการเมืองอยู่ก่อนแล้ว ด้วยเหตุนี้อาจทำให้ไม่มีเด็กและเยาวชนคนไหนได้นิรโทษกรรมเลยหากให้ศาลเป็นผู้ใช้ดุลพินิจ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนั้น ข้อเท็จจริงที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ หากไปย้อนดูคำตัดสินคดีมาตรา 112 ในศาลเยาวชนฯ ที่ผ่านมาแล้วในคดีเด็กและเยาวชนฯ ก็จะพบว่ามีแนวโน้มที่ศาลจะเลือกพิพากษาลงโทษจำคุกแล้วให้รอลงอาญาโทษจำคุกไว้หรือมีการเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นฝึกอบรมแทน ดังนั้นในทางปฏิบัติแล้วการมีมาตรา 9/1 ก็อาจจะไม่ได้ให้ผลแตกต่างกันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ ยกเว้นศาลจะเปลี่ยนแนวมาสั่งยุติคดีโดยไม่มีคำพิพากษา ซึ่งทำให้ต้องรอดูกันต่อไปว่าคณะกรรมการที่ตั้งมาหลังกฎหมายผ่านจะทำอะไรได้แค่ไหนกับเรื่องนี้

ดังนั้น สำหรับเรื่องมาตรา 112 ก็อาจพอบอกได้ว่าไม่ถึงทางตันเสียทีเดียว แต่ทางออกที่มีอยู่ก็ยังไม่แน่ว่าสุดท้ายจะถูกปิดสนิทไปเลยหรือไม่ หรือจะยังเปิดได้กว้าง ยังต้องรอดูกันอีกครั้งเมื่อร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาในเร็ววันนี้

แค่ไม่บังคับคดีทางแพ่งต่อ แต่ไม่เลิกคดี/ไม่คืนทรัพย์ให้

อีกเรื่องในที่ประชุมถกเถียงกันมากก็คือ จะมีมาตรการนิรโทษฯ คดีแพ่งอย่างไร เพราะความเสียหายหลักๆ ไม่ได้เกิดแค่กับหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ แต่เกิดกับประชาชนทั่วไปด้วย โดยเฉพาะคดีปิดสนามบินปี 2551 ที่เป็นเรื่องหลักที่ทำให้มีการถกเถียงเรื่องนี้

สำหรับประเด็นนี้ในร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 3 ฉบับระบุถึงมาตรการหลักๆ 2 เรื่องคือ 1.การนิรโทษฯ เพื่อยกเลิกการบังคับคดีสถานะบุคคลล้มละลาย 2.การคืนทรัพย์สินที่ศาลสั่งยึดเข้าคลัง และมีการบังคับคดีไปแล้วให้แก่ผู้ที่ถูกดำเนินคดี ประเด็นหลังนี้ถึงกับมีการเชิญรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลแก่ กมธ. ทั้งบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด(มหาชน) และบริษัท การบินไทย จํากัด (มหาชน) ซึ่งรายหลังปัจจุบันกลายเป็นเอกชนเต็มตัวไปแล้ว อย่างไรก็ตาม บริษัททั้งสองแห่งก็มาบอกถึงความคืบหน้าคดีเป็นหลัก ทำให้ทราบว่าสำหรับทางการท่าฯ มีการดำเนินการบังคับคดียึดทรัพย์จำเลยในคดีไปบ้างแล้ว รวมกันเป็นมูลค่าประมาณ 5 ล้านบาท บางส่วนเป็นที่ดินที่มีการขายทอดตลาดไปแล้ว ส่วนคดีของการบินไทย คดียังไม่ถึงที่สุด ทำให้ยังไม่มีการดำเนินการอะไรในส่วนนี้

ดังนั้น หากร่างกฎหมายผ่านออกมาบังคับใช้โดยที่เนื้อหาส่วนนี้ไม่ถูกแก้ไข จะทำให้ทางการท่าอากาศยานไทยฯ จะต้องดำเนินการคืนเงินให้แก่จำเลยในคดี (ซึ่งบางคนก็เสียชีวิตไปแล้ว)

อย่างไรก็ตาม เนื้อหาส่วนที่เกี่ยวกับมาตรการทางแพ่งเหล่านี้ก็ถูกตัดออกไป เนื่องจากมี กมธ.สายนักกฎหมายและฝ่ายศาลที่เสนอในที่ประชุมว่าการนิรโทษฯ ในคดีแพ่งทันทีเป็นไปไม่ได้ด้วยเหตุผลใหญ่ๆ 2 เหตุผลคือ

เหตุผลแรก สถานะการเป็นหนี้หรือล้มละลายของบุคคลเกี่ยวพันไปถึงกับมูลหนี้ทั้งหมดของบุคคลนั้น (ซึ่งอาจเป็นหนี้ที่เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับคดีการเมือง) ทำให้สุดท้ายการจะยกเลิกมูลหนี้ทั้งหมดจะต้องมีการประชุมเจ้าหนี้ทั้งหมดของบุคคลนั้นก่อน ซึ่งจะเป็นเรื่องของคณะกรรมการมาพิจารณาเป็นรายกรณีแทน ไม่ได้นิรโทษฯ โดยอัตโนมัติตามจุดประสงค์ในร่างกฎหมายเดิม

เหตุผลที่สอง การยกเลิกคดีทางแพ่งจะเท่ากับไม่มีมูลเหตุให้ยึดทรัพย์ และเมื่อไม่มีเหตุให้ยึดก็ต้องคืนสิ่งที่ยึดมา แต่การคืนทรัพย์สินให้นั้นมีปัญหาเชิงหลักการคือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดแต่กับหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ แต่ยังเกิดกับประชาชนทั่วไปทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะการสูญเสียรายได้และโอกาสทางธุรกิจจากการปิดสนามบินไปจนถึงกระทบผู้ถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจนั้นๆ ซึ่งเท่ากับมีคนที่มีส่วนได้เสียจำนวนมาก อีกทั้งที่ประชุมผู้ถือหุ้นหรือกรรมการก็ไม่เคยมีมติอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน หากจะต้องคืนเงินหรือทรัพย์สินทำให้ไม่สามารถคืนได้ทันทีเช่นกัน นอกจากนี้มูลค่า 5 ล้านบาทที่ทางกรมบังคับคดียึดมาจากจำเลย 13 ราย ก็ไม่ได้แจกแจงแยกยอดว่ายึดจากใครมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่เป็นมูลค่าที่ดินของศรัณยู วงษ์กระจ่าง 1 ในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ถูกดำเนินคดีร่วมกับกลุ่มแกนนำ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องนี้มี กมธ.คนหนึ่งแสดงความเห็นว่า หากทรัพย์สินที่ยึดมาได้มีประมาณ 5 ล้านบาทซึ่งเป็นเพียง 0.000357% ของผลกำไรของบริษัทการท่าอากาศยานตามที่ตัวแทนจากบริษัทมาชี้แจงแล้ว ในทางกลับกันเป็นเพียงเงิน 5 ล้านบาทเท่านั้นก็ไม่ต้องคืนก็น่าจะได้

นอกจากนั้นตัวแทนจากฝ่ายตุลาการที่ร่วมประชุม กมธ.ก็แสดงความเห็นว่า การยกเลิกคดีไปทั้งหมดจะทำให้ไม่เหลือมูลเหตุให้ยึดทรัพย์ ทำให้จะต้องคืนทรัพย์ด้วย

ผลสรุปของการถกเถียง จึงเหลือเพียงให้การบังคับคดีที่จะเกิดขึ้นหลังจากร่างกฎหมายนี้ผ่านเป็นอันยุติไปเท่านั้น สิ่งนี้จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อกฎหมายผ่าน ส่วนเรื่องอื่นๆ จะไปตกอยู่กับการพิจารณาของคณะกรรมการต่อไป

ฐานความผิดนิรโทษฯ เพิ่ม 42 ฐาน

เรื่องสำคัญอีกเรื่องของการพิจารณาร่างกฎหมายนี้ก็คือ รายการฐานความผิดที่จะได้รับนิรโทษกรรมซึ่งฐานความผิดสำคัญๆ ที่ทาง กมธ.เพิ่มเติมเข้ามาในร่างกฎหมาย นำมาจากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เช่น

  • ความผิดฐานครอบครองอาวุธและวัตถุระเบิด การเพิ่มฐานความผิดนี้เข้ามาก็จะทำให้ครอบคลุมถึงคดีของกลุ่มทะลุแก๊สที่มีการใช้พลุ ประทัดบางส่วนด้วย 
  • ความผิดตามประกาศ คำสั่ง คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และในที่ประชุมยังขยายเพิ่มไปยังประกาศและคำสั่งของคณะรัฐประหารปี 2549 ด้วยคือคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(คปค.) และคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ด้วย เนื่องจากมี กมธ.คนหนึ่งจากพรรคร่วมรัฐบาลเห็นว่าไม่ควรยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหารใดก็ตาม การยกเว้นไว้ว่าจะไม่นิรโทษกรรมคดีจากประกาศคำสั่งของคณะรัฐประหารเท่ากับการยอมรับอำนาจคณะรัฐประหาร
  • เพิ่มฐานความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง 3 ฉบับคือ พ.ร.ป.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2561 และ พ.ร.ป.การได้มาของ สว. พ.ศ. 2560 เนื่องจากแม้เหตุสุดท้ายที่มีการแสดงออกทางการเมืองบริเวณหน่วยเลือกตั้งจะเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2557 แต่ปรากฏว่าคดีปิดหน่วยเลือกตั้งบางกรณีกลับเพิ่งมีการฟ้องเมื่อปี 2565 และใช้ พ.ร.ป.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 กลับไปใช้ดำเนินคดี สุดท้ายที่ประชุมให้ใส่เข้ามาเพิ่มแม้จะมีข้อห่วงกังวลว่าการเพิ่มเอากฎหมายเลือกตั้งใหม่เข้ามาอาจไปกระทบคดีทุจริตเลือกตั้งในกรณีอื่นๆ ที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมาด้วย จึงมีการเขียนกำกับเอาไว้ว่าไม่นิรโทษฯ ให้คดีที่เกี่ยวข้องกับการโกงหรือทุจริตการเลือกตั้ง
  • พ.ร.บ.ประชามติ 2559 ซึ่งจะมีคดีในช่วงการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญของ คสช.เมื่อปี 2559 ซึ่งมีคนถูกดำเนินคดีเป็นจำนวนมากทั้งนักกิจกรรมทางการเมืองและกลุ่มคนเสื้อแดงที่ไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญที่มาจากคณะรัฐประหาร

เรื่องบัญชีแนบท้ายนี้ไม่ได้มีการโต้แย้งอะไรกันมากนักใน กมธ. มีเพียงผู้เสนอจะให้เพิ่มว่าไม่รวมฐานความผิดที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันเข้าไป แต่ก็ถูกโต้แย้งว่าซ้ำซ้อนเพราะมีเขียนในมาตรา 3 อยู่แล้วว่าไม่รวมเรื่องนี้ ทำให้หลักๆ มีเพียงต่างฝ่ายต่างเสนอรายชื่อกฎหมายเพิ่มเข้ามาจากที่มีอยู่แล้ว 42 ฐาน เช่น ข้อหาอนาจาร ป.อาญา ม.388  (คดีของป้าเป้าที่ถอดผ้าประท้วง) ทำให้กลัวตาม ป.อาญา ม.392 และ พ.ร.บ.การเดินอากาศ เป็นต้น

ฝากความหวังไว้กับ ‘คณะกรรมการ’ แต่จะหวังได้แค่ไหน?

ถ้าดูจากเนื้อหาของกฎหมายแม้ว่าจะมีกำหนดฐานความผิดที่จะได้รับนิรโทษกรรมไว้ในบัญชีแนบท้ายให้ ‘นิรโทษกรรมอัตโนมัติ’ แต่ก็มีเสียงสะท้อนในห้องประชุมว่า ในความเป็นจริง การทำงานของหน่วยงานราชการโอกาสที่ข้าราชการในองค์กรกระบวนการยุติธรรมจะ ‘มองเห็นเอง’ ว่าคดีใดเป็นคดีการเมืองแล้วดำเนินการไปได้เองเป็นเรื่องเกิดขึ้นได้ยาก สุดท้ายคนเคาะว่าใครจะได้นิรโทษกรรมบ้างก็ไม่พ้นมือคณะกรรมการต้องเป็นคนพิจารณา

เรื่องนี้เป็นประเด็นขึ้นมาระหว่างการพิจารณาในมาตรา 7 ที่จะให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมดำเนินการต่างๆ เพื่อยุติการดำเนินการทุกขั้นตอนจนถึงการลบประวัติอาชญากร โดยระบุให้หน่วยงานเหล่านี้หยุดดำเนินการเมื่อเห็นได้เองว่าเป็นคดีที่เกี่ยวกับการเมือง

อย่างไรก็ตาม แม้กระทั่งตัวแทนจากองค์กรศาลก็บอกในที่ประชุมเองว่า คงไม่สามารถเห็นเองได้และมีปัญหาว่าหากให้ศาลเห็นเอง แล้วเกิดศาลมีคำสั่งอะไรออกมาสำหรับคดีนั้นก็เท่ากับคดีนั้นจบไป ไม่สามารถไปยื่นขอให้พิจารณาใหม่ได้อีกแล้ว

เหตุผลหลักก็คือ ฐานความผิดตามบัญชีแนบท้ายล้วนเป็นกฎหมายอาญาหรือแพ่งที่ใช้กับคดีทั่วไปเป็นส่วนใหญ่ แต่ถูกเอามาใช้กับกิจกรรมทางการเมืองต่างๆ เช่น พ.ร.บ.จราจรฯ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ข้อหาบุกรุกฯ ซึ่งข้อมูลปะปนกันอยู่กับคดีที่ไม่ได้มีแรงจูงใจทางการเมือง หากเทียบกันแล้วจะเห็นว่ามีความเป็นการเมืองน้อยกว่าคดี พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะที่เอาไว้จัดการกับการชุมนุมทั้งการเมืองและปัญหาชาวบ้าน หรือ มาตรา 112 113 ไปจนถึง 116 ที่ถูกจัดหมวดอยู่ในคดีความมั่นคงที่กระทบต่อสถาบันทางการเมืองที่มองมาจากดาวอังคารก็รู้ว่าเป็นคดีการเมืองเป็นแน่แท้

ด้วยเหตุนี้ทำให้ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะบอกได้ทันทีว่า คดีใดเป็นคดีการเมือง เช่น คดีของนาย A ที่กระทำความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ คลุมตั้งแต่โจมตีระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานรัฐไปจนถึงการพิมพ์แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊ก หรือการดำเนินคดีกีดขวางการจราจรของนาย B เป็นการไปร่วมชุมนุมทางการเมืองปิดถนนหรือเป็นการเอาของไปตั้งกีดขวางการจราจร จนกว่าจะไปเปิดดูเนื้อหาคดีจริงๆ ว่าใครทำอะไรต่อใคร ทำอย่างไร ที่ไหน เมื่อไร เพราะจำนวนคดีข้อหาตามกฎหมายอาญาทั่วไปมีตั้งแต่หลักหลายพันจนถึงหลักล้านในคดีตาม พ.ร.บ.จราจรฯ (อ้างตามสถิติคดีที่ กมธ.นิรโทษกรรมรวบรวมไว้เมื่อปีก่อน)

ดังนั้นองค์กรในกระบวนการยุติธรรมย่อมไม่อาจเห็นเองได้จากการดูแค่ชื่อผู้ถูกดำเนินคดีหรือข้อหา ถ้าไม่มีใครไปนั่งดูรายละเอียดคดีแล้วมาบอก ทำให้เรื่องนี้น่าจะกลายเป็นงานใหญ่ของคณะกรรมการตามกฎหมายนี้อยู่ดี และกลายเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการขยายอายุของคณะกรรมการในมาตรา 10 ออกไปได้ยาวที่สุดถึง 1 ปี นับตั้งแต่คณะกรรมการประชุมนัดแรก (เริ่มต้น 180 วัน ขยายได้ 2 ครั้ง ครั้งละ 90 วัน) จากเดิมที่มีเวลาทำงานรวมๆ อยู่แค่ 4 เดือน (60 วัน ขยายได้ 2 ครั้งครั้งละ 30 วัน) เพื่อป้องกันการตกหล่นและเพื่อให้ประชาชนบางส่วนได้มีโอกาสมายื่นขอให้คณะกรรมการพิจารณาว่าคดีของพวกเขาเข้าข่ายหรือไม่  แต่ทาง กมธ.ก็ประเมินว่ากลุ่มการเมืองต่างๆ คงเริ่มเดินหน้าเคลียร์ข้อมูลคนของตัวเองที่มีคดีมีประวัติมารอยื่นกับคณะกรรมการตั้งแต่ผ่านวาระ 3 ในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว

เมื่อแนวของที่ประชุมออกมาว่าจะให้คณะกรรมการเป็นคนเคาะ ทำให้ต้องมาดูว่าใครจะมานั่งเป็นกรรมการบ้างและจะทำให้เรื่องนี้เดินไปได้แค่ไหน

เดิมทีคณะกรรมการตามร่างกฎหมายหลักกำหนดให้ส่วนใหญ่เป็นฝ่ายบริหาร กับข้าราชการประจำในกระบวนการยุติธรรม แต่ที่ประชุม กมธ. ได้เคาะสัดส่วนกรรมการตามกฎหมายขึ้นมาใหม่ โดยให้พอจะมีที่ทางสำหรับตัวแทนจากภาคประชาชนเข้ามาได้บ้างผ่านการเสนอชื่อของสภา แล้วตัดส่วนที่มาจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมออกไป

การตัดหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมออกนั้น เหตุผลหลักคือ ตัวแทนจากองค์กรศาลที่ร่วมประชุม กมธ.เองก็แสดงเจตจำนงว่า ไม่อยากจะเข้ามานั่งในคณะกรรมการตามกฎหมายตั้งแต่ตอน กมธ.นิรโทษฯ รอบก่อนแล้ว และรอบนี้ก็มีตัวแทนจากศาลมาย้ำเรื่องนี้อีกครั้ง เนื่องจากมองว่าองค์กรศาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับวินิจฉัยคดีที่จะได้นิรโทษฯ ถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้เสีย

ผลสุดท้ายที่ได้ออกมาคือ คณะกรรมการจะมีทั้งหมด 9 คน ได้แก่ กลุ่มมาตามตำแหน่ง 5 คน และถูกตั้งเพิ่มมาอีก 4 คน คือ 

  1. นายกฯ เป็นประธาน
  2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นรองประธาน
  3. เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
  4. ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
  5. ปลัดกระทรวงยุติธรรม
  6. ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน โดยให้ วิปรัฐบาลและวิปฝ่ายค้านเสนอมาฝ่ายละ 1 คน และที่ประชุมอธิการบดีเสนอมาอีก 1 คน
  7. ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เสนอ ผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรภาคประชาสังคมเกี่ยวกับการจัดการความขัดแย้งและอำนวยความยุติธรรมเป็นที่ประจักษ์จำนวน 1 คน

หากดูความพยายามผลักดันให้ประกาศใช้กฎหมายนี้ให้ทันภายในช่วงอายุรัฐบาลอนุทิน 4 เดือนนี้ เราก็จะเห็นหน้าคนที่จะมานั่งเป็นกรรมการบางส่วนแล้วคือ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ, พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม, โสพล จริงจิตร เลขาฯ กสม., ยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกฯ และ พงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัด ยธ. และหากไม่มีอะไรผิดพลาดกรรมการชุดนี้จะมีหน้าตาเช่นนี้ไปจนกว่าจะมีการตั้งรัฐบาลใหม่ประมาณเกือบกลางปีหน้าเป็นอย่างน้อย หากเป็นไปตามรัฐบาลแถลงจะยุบสภา 31 ม.ค.2569 ก็จะมีเลือกตั้งใหม่ราวช่วงมีนาคมหรือต้นเมษายน

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข  มีจำนวน 32 คน โดย มีสัดส่วนดังนี้

  1. คณะรัฐมนตรี 8 คน ได้แก่
    1. พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล
    2. สรพงค์ ศรียานงค์
    3. เผ่าพันธุ์ ชอบน้ำตาล
    4. พิมพ์ประภา วัชรจิตต์กุล
    5. วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
    6. ไพรัช แก้วประดิษฐ์
    7. จักรพงษ์ บัวขันธ์
    8. ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์
  2. พรรคประชาชน 7 คน
    1. ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์
    2. พุธิตา ชัยอนันต์
    3. พนิดา มงคลสวัสดิ์
    4. ชัยธวัช ตุลาธน
    5. หม่อมหลวงศุภกิตต์ จรูญโรจน์
    6. โคทม อารียา
    7. รังสิมันต์ โรม
  3. เพื่อไทย 7
    1. เกชา ศักดิ์สมบูรณ์
    2. เชิดชัย ตันติศิรินทร์
    3. ยุทธพร อิสรชัย
    4. เวียงรัฐ เนติโพธิ์
    5. ณัฐวุฒิ  ใสยเกื้อ
    6. เอกชัย ไชยนุวัติ
    7. ชูวัส ฤกษ์ศิริสุข
  4. ภูมิใจไทย 3 คน
    1. ซาการียา สะอิ
    2. มูฮัมหมัด เซาฟี ดาโอ๊ะ
    3. ฟุรกอน ฆอรอราแม
  5. รวมไทยสร้างชาติ 2 คน
    1. วิชัย สุดสวาท
    2. เจือ ราชสีห์
  6. กล้าธรรม 1 คน
    1. ปรีดา บุญเพลิง
  7. ประชาธิปัตย์ 1 คน
    1. ยุทธการ รัตนมาศ
  8. พลังประชารัฐ 1 คน
    1. ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์
  9. ชาติไทยพัฒนา 1 คน
    1. นิกร จำนงค์
  10. ประชาชาติ 1 คน
    1. วรวิทย์ บารู

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง