เริ่มพิจารณาร่าง "พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข" นิรโทษคดีการเมือง หลัง กมธ.ปรับแก้หลายประเด็น "ณัฐวุฒิ" แจง กมธ.ทำงานแข่งกับเวลาหวังร่างกฎหมายผ่าน สว. และ กมธ.ส่วนใหญ่เห็นตรงกันตัดเรื่องคืนเงินทรัพย์สินคนโดนยึดทรัพย์ในคดีแพ่ง เติมมาตรา 9/1 ให้คณะกรรมการเสนอแผนให้อัยการศาลพิจารณาหยุดคดีม.112 แก่เด็กและเยาวชน ย้ำปรึกษาองค์กรในกระบวนการยุติธรรมมาแล้วก่อนออกแบบว่าทำได้ "สส.แจม" ย้ำข้อเสนอขอให้รวมนิรโทษคดีม.112 ล่าสุดพักประชุมยาวให้ปรึกษาจะเอาอย่างไรกับคดีม.112 ของเยาวชน
21 ต.ค.2568 ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .... ในวาระที่สองโดยเป็นการพิจารณาส่วนที่มีการแก้ไขมาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญและมีการลงมติรับหรือไม่รับตามที่มีการแก้ไขเป็นรายมาตรา โดยขณะนี้อยู่ในระหว่างพักการประชุมเนื่องจากมีประเด็นที่ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพจากพรรคประชาชน ู้แปรญัตติเสนอให้มีการนิรโทษกรรมเด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ก่อนเริ่มการพิจารณา ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ในฐานะประธาน กมธ.กล่าวสรุปประเด็นของร่างกฎหมายที่ กมธ.ได้มีการปรับแก้ว่า กมธ.ได้พยายามขยายการนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มการเมืองต่างๆ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาให้มากที่สุดภายใต้กรอบหลักการกฎหมายของทั้ง 3 ร่างที่ผ่านสภาวาระแรกมาก
ภารกิจนี้ของ กมธ.ต้องแข่งกับเวลาและรีบนำคืนสู่สภาเร็วที่สุดภายใต้สถานการณ์การเมืองเช่นนี้ โดยพยายามให้เสร็จภายใน 2 เดือนและทำได้ตามกำหนดเวลาที่ตั้งไว้ ซึ่งมีการแก้ไขหลายมาตราโดยที่วิชัย สุดสวาทดิ์ซึ่งเป็นเจ้าของร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เป็นร่างหลักก็อยู่ร่วมการประชุมตลอด
ณัฐวุฒิได้สรุปสาระสำคัญที่มีการแก้ไขในแต่ละมาตราว่า ในเรื่องที่ร่างของวิชัยจะให้นิรโทษกรรมคดีที่เกิดจากแรงจูงใจทางการเมืองที่ประชุม กมธ.ก็ได้รับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่ายและมั่นใจว่าบัญญัติฐานความผิดไว้ครอบคลุมแล้ว แต่ประเด็นที่มีการปรับแก้เช่น ในกรณีที่มีการนิรโทษกรรมที่เป็นความผิดทางอาญา ทาง กมธ.ก็เสนอให้เพิ่มความผิดทางพินัยเพื่อให้มีความครอบคลุมชัดเจนมากขึ้น
ส่วนกรณีความผิดทางแพ่งทั้ง 3 ร่างหลักที่สภารับหลักการมานั้นกำหนดให้ยุติคดีในทางแพ่งกับกลุ่มทางการเมืองที่ถูกดำเนินคดีโดยหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ และให้คืนเงินหรือทรัพย์สินที่ถูกอายัดหรือยึดไปตามคำพิพากษา เรื่องนี้เมื่อเชิญหน่ยงานที่เกี่ยวข้องเช่น บริษัทการท่าอากาศยานไทย บริษัทการบินไทย กระทรวงการคลัง และอีกหลายหน่วยงาน กมธ.มีข้อยุติร่วมกันว่าการยุติการบังคับคดีแพ่งเป็นเรื่องที่เห็นชอบร่วมกันได้ แต่การคืนเงินหรือทรัพย์สินที่ถูกอายัดแล้วนั้นเป็นเรื่องที่ กมธ.เห็นตรงกันว่าเราขอตัดเรื่องนี้ไป
นอกจากนั้นในองค์ประกอบในคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขที่มาทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดว่ากลุ่มคนใดบ้างจะได้นิรโทษฯ ก็ได้ปรับองค์ประกอบคณะกรรมการให้มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายจากนายกฯ ให้มาเป็นประธาน มี รมว.ยุติธรรม ปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นกรรมการ มีปลัดสำนักนายกฯ เป็นกรรมการและเลขานุการ และมีภาคประชาชนที่จะมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิโดยมาจากมติวิปรัฐบาล วิปฝ่ายค้าน ที่ประชุมอธิการบดีฝ่ายละ 1 คน และจากการเสนอชื่อของประธานสภาผู้แทนราษฎร 1 คน โดยมีหน้าที่ทั้งวินิจฉัยชี้ขาด รับเรื่องร้องทุกข์อุทธรณ์จากผู้ไม่ได้รับสิทธิ์ในคราวแรก รวมถึงต้องสื่อสารทำความเข้าใจกับสังคม โดยคณะกรรมการจะเริ่มประชุมนัดแรกภายใน 30 วันหลังกฎหมายเริ่มบังคับใช้
ณัฐวุฒิได้กล่าวถึงประเด็นหนึ่งในพิจารณาปรับแก้กฎหมายของ กมธ.ว่าได้พิจารณาถึงผู้ที่อายุตำกว่า 18 ปีที่กระทำความผิดตามกฎหมายโดยมีแรงจูงใจหรือเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองได้มีการใส่เข้ามาในมาตรา 9/1 ให้มีสิทธิ์เสนอเรื่องต่อคณะกรรมการฯ เพื่อขอเข้ากระบวนการรอการกำหนดโทษหากคณะกรรมการเห็นชอบก็จะส่งเรื่องให้อัยการพิจารณา หรือหากคดีอยู่ในศาลให้อัยการส่งเรื่องถึงศาลพิจารณา
“มาตรานี้ไม่ได้บัญญัติกฎหมายใดๆ เพิ่ม ไม่ได้เติมอำนาจของนิติบัญญัติหรือบริหารเข้าไปแทรกแซงอำนาจของตุลาการ แต่เป็นการดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาเด็กและเยาวชน ซึ่งมีบทบัญญัติและมาตราที่พูดถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่เราเอามาเขียนเสียให้ชัดและให้ศาลท่านเป็นคนวินิจฉัยชี้ขาด” ณัฐวุฒิกล่าว
นอกจากนั้น กมธ.ยังได้พูดถึงฐานความผิดที่ผู้เสนอร่างกฎหมายหลักบัญญัติไว้ในบัญชีแนบท้ายกฎหมาย ทาง กมธ.ก็ได้พิจารณาแล้วให้ขยายฐานความผิดออกไปอีกหลายฐานความผิดโดยฐานความผิดที่ขยายออกมานั้นอ้างอิงมาจากรายงานของ กมธ.วิสามัญพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรมมาเติม และอีกส่วนหนึ่งก็ได้มาจากภาคประชาชนที่ติดตามข้อมูลเรื่องนี้มาโดยละเอียด ทั้งจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ไอลอว์ และกลุ่มอื่นๆ อีกที่ไม่ได้กล่าวถึง ไปจนถึงกลุ่มการเมืองต่างๆ ว่ามีฐานความผิดใดอีกบ้างที่จะเพิ่มเข้ามาโดยไม่ผิดกับหลักการของร่างกฎหมายที่สภารับมา
“เราแน่ใจว่าภายใต้การพิจารณาของคณะกรรมการตามกฎหมายนี้ ก็น่าจะหยิบยื่นโอกาส หยิบยื่นความพยายามในการเยียวยาบาดแผลจากความขัดแย้งนี้ไปถึงผู้คนทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย ทุกค่าย ทุกสีได้” ณัฐวุฒิย้ำ
สำหรับคดีของกลุ่มคนบางกลุ่มที่มีคำพิพากษาถูกตัดสินโทษไปแล้ว กฎหมายก็จะให้ล้างประวัติอาชญากรรมในทุกขั้นตอนด้วย เหมือนไม่เคยถูกดำเนินคดีหรือเคยต้องโทษจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งสิ้น เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อคนที่เคยถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น เนื่องจากคนเหล่านี้ชีวิตต้องเดินไปข้างหน้าโดยที่ยังมีประวัติอยู่ในแฟ้มอาชญากรรม ทำให้หางานได้ลำบาก หรือหากเกิดเรื่องเกิดคดีอะไรขึ้นมาคนเหล่านี้เมื่อถูกรัฐตรวจสอบประวัติก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัย
ณัฐวุฒิกล่าวว่าระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายนี้ เขาได้ถามตั้งแต่วันแรกของการประชุมว่าความเข้าใจของสังคมโดยทั่วไปว่าเป็นการเตรียมออกกฎหมายนิรโทษกรรมโดยสภา แต่ทำไมทั้ง 3 ร่างที่รับมาจึงตั้งชื่อร่าง “สร้างเสริมสังคมสันติสุข” เจ้าของร่างทั้งสามร่างตอบตรงกันว่า แม้บ้านเมืองนี้จะเคยออกกฎหมายนิรโทษกรรมมา 23 ครั้งเพื่อคลี่คลายความขัดแย้ง แต่บางกรณีกลับกลายเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งเสียเอง เช่น ความพยายามก่อนกาารรัฐประหาร 2557 เจ้าของร่างกฎหมายจึงปรับชื่อเป็นเช่นนี้ แต่เมื่อปรับมาแล้วนอกเหนือจากจะแสดงเจตนาเลือกใช้คำไม่ให้กระทบความรู้สึกของคนบางส่วน ส่วนตัวเขาเองยังมองว่าเป็นการเปิดพื้นที่ให้ กมธ.คิดได้มากขึ้นมองกว้างขึ้นปรึกษากันได้มากขึ้นว่าการสร้างเสริมสังคมสันติสุขนั้นนอกจากการนิรโทษกรรมแล้วยังมีวิธีการอื่นใดอีกหรือไม่ที่จะทำให้สังคมเกิดสันติสุขได้
“การทำงานของ กมธ.ชุดนี้เป็นการส่งสัญญาณว่า เราจะมาสร้างสังคมสันติสุขจริงๆ เพราะ 32 คนที่ทำหน้าที่รวมที่ปรึกษาจำนวนมากเป็นคนที่เห็นต่างทางการเมือง จำนวนไม่น้อยเคยเผชิญหน้าฟาดฟันกันอยู่คนละเวทีทางการเมือง เชื่อคนละอย่าง เดินคนละทาง ใส่เสื้อคนละสี มีอุปกรณ์แสดงความเป็นคนละกลุ่มพวกตลอดมา”
“แต่เรานั่งทำงานนี้ด้วยกันมา 2 เดือนมีการลงมติเพียง 3 ครั้งเท่านั้นนอกจากนั้นเราใช้วิธีพูดคุยแลกเปลี่ยนรับฟังถกเถียงจนได้ข้อยุติร่วมกันได้ เราทำงานนี้สำเร้จตามเป้าตามกรอบเวลา การออกกฎหมายนี้ร่วมกันของ กมธ.นี้ไม่ได้ทำให้ 32 คนเห็นร่วมกันเห็นตรงกันกับความเชื่อทางการเมืองของตนเอง ไม่ได้ทำความแตกต่างทางความเชื่อนี้สลายลงไปในพริบตาทันที ไม่ใช่ แต่ทำให้เราบอกกล่าวกับสังคมได้ว่า เราพูดคุยกันได้ เรารับฟังกันได้ เราถกเถียงกันได้ และเรามีวิธีการที่จะหาคำตอบสุดท้ายและนั่งทำงานกันต่อจนงานสำเร็จโดยไม่ปรากฏความขัดแย้งจนถึงขั้นพูดคุยไม่ได้”
ณัฐวุฒิทิ้งท้ายว่า ไม่มีใครได้ทั้งหมดและไม่มีใครเสียทุกอย่าง แต่ละกลุ่มแต่ละฝ่ายมีความเห็นมีเป้าหมายและข้อเสนอของตัวเอง ในที่สุดกฎหมายก็ออกมาได้บ้างไม่ได้บ้าง สุดทางบ้างกลางทางบ้างแต่ก็ทำให้เราทำทางมาจนขอความเห็นชอบร่วมกันได้ในวันนี้
หลังณัฐวุฒิกล่าวนำเสร็จ การพิจารณาจึงเริ่มเข้าสู่การพิจารณารายมาตราต่อไป โดยมีประเด็นหลักๆ ที่มีการถกเถียงในการพิจารณาอยู่ด้วยเช่นกัน
ขอให้ช่วยโหวตนิรโทษม.112 เยาวชน หรืออย่างน้อยนิรโทษมีเงื่อนไข
ในมาตรา 3 ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.พรรคประชาชน ได้สงวนความเห็นในมาตรานี้ไว้ว่า โดยอภิปรายถึงประเด็นที่ไม่รวมการนิรโทษกรรมมาตรา 112 มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องแก้ไขโดยเพิ่มให้การบังคับตามมาตรา 3 เป็นกรณีที่ผู้กระทำความผิดมีอายุเกิน 18 ปีบริบูรณ์ในขณะกระทำความผิด เพราะเรื่องนี้ในที่ประชุม กมธ.และสภานี้มีความกังวลว่าจะไปแก้ไขมาตรา 3 ที่เป็นหัวใจของ พ.ร.บ.นี้ ซึ่งแทบไม่มีการแตะในส่วนของคดีมาตรา 112 เลย แต่ข้อความที่เธอเสนอเพิ่มก็คือเพื่อให้ไม่บังคับกับคนที่อายุต่ำกว่า 18 ปีในขณะเกิดเหตุ เพื่อให้เยาวชนได้รับประโยชน์จากมาตรานี้โดยไม่แตะหัวใจสำคัญของกฎหมาย
ศศินันท์กล่าวว่ายังมีผู้ต้องขังทางการเมืองอีกหลายคนที่รออยู่และมีข้อวิจารณ์มากมายว่าการผ่านกฎหมายฉบับนี้โดยไม่แตะมาตรา 3 จะเป็นการนิรโทษกรรมให้กับคนบางกลุ่มหรือละทิ้งผู้ต้องขังทางการเมืองบางกลุ่มหรือไม่ คดีมาตรา 112 เป็นเรื่องที่ถกเถียงกันมาตั้งแต่ในสภาจนถึงชั้น กมธ. ก็ยังอยากขอความเห็นใจและเข้าใจจากเพื่อน สส.ว่ามีความจำเป็นต้องแก้ไขมาตรา 3 โดยเพิ่มตามที่เธอเสนอเพื่อให้เราสามารถปลดพันธนาการให้กับคนที่อายุตำ่กว่า 18 ปีได้มีโอกาสใช้ชีวิตปกติ ได้กลับมาเรียนหนังสือ หรือว่ากลับมาทำงานได้ตามปกติ
ศศินันท์อธิบายว่า การแก้ไขตามที่เธอเสนอก็ไม่กระทบกับมาตราอื่น และเรื่องที่มีคนกังวลว่าเมื่อปลดล็อกให้กับเยาวชนแล้วจะเป็นผลให้มีการนิรโทษกรรมหรือไม่นั้น สุดท้ายแล้วก็ต้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการตามกฎหมายอยู่ดี
นอกจากนั้น เธอยังระบุว่าไทยเองก็เป็นภาคีตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งระบุไว้ว่าไม่ควรดำเนินคดีกับเด็กที่อายุต่ำกว่า 18 ปี หากมีการโหวตตามที่เธอเสนอก็จะทำให้เป็นผลดีและไทยได้มีภาพลักษณ์ที่ดีในอนาคตด้วย
ชัยธวัช ตุลาธน กมธ.ในโควต้าพรรคประชาชน ลุกอภิปรายในฐานะเป็น กมธ.เสียงข้างน้อย โดยอธิบายว่ามาตรา 3 นี้เป็นการใส่ข้อยกเว้นว่าจะไม่นิรโทษกรรมให้ใครบ้าง ซึ่งเขาได้เสนอให้เพิ่มในประเด็นที่ว่าจะไม่นิรโทษกรรมในคดีมาตรา 112 เฉพาะกับคนที่ไม่ยอมรับมาตรการป้องกันกระทำความผิดซ้ำของคณะกรรมการฯ หรือโดยสรุปก็คือเขาได้เสนอให้มีการนิรโทษกรรมมาตรา 112 อย่างมีเงื่อนไข
“ผมเสนอแบบนี้เนื่องจากว่าที่ผ่านมาผมเองได้พยายามไปพูดคุยกับหลายคนหลายฝ่ายที่มีความเห็นแตกต่างกันกับเยาวชนคนรุ่นใหม่กับกลุ่มบุคคลที่มาแสดงออกทางการเมอืงและถูกดำเนินคดีตามมารตรา 112 หลายครั้ง แล้วก็จำนวนมากก็มีความเข้าอกเข้าใจมากขึ้น แล้วก็ไม่ปฏิเสธซะทีเดียวที่จะมีการปรองดองกันสร้างเสริมสังคมสันติสุขกัน ให้อภัยต่อกันโดยให้มีการนิรโทษคดี 112”
อย่างไรก็ตาม ชัยธวัชก็ได้กล่าวถึงประเด็นความกังวลจากฝ่ายต่างๆ ที่ได้คุยกันว่าหากมีการนิรโทษกรรมมาตรา 112 แล้ว ผู้กระทำความผิดหรือถูกกล่าวหาเมื่อออกมาแล้วจะกลับมาแสดงออกทางการเมืองในสิ่งที่หลายฝ่ายไม่เห็นด้วยและไม่พึงประสงค์อีกหรือไม่ จึงเป็นที่มาของข้อเสนอให้นิรโทษมาตรา 112 อย่างมีเงื่อนไข แต่เขาก็เชื่อว่ามาตรการเช่นนี้เป็นการพยายามหาจุดตรงกลางที่สุดที่พยายามเข้าใจทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายที่กังวลและฝ่ายที่ถูกดำเนินคดี เพื่อทำให้การนิรโทษตามกฎหมายนี้บรรลุเป้าหมายสูงสุดที่จะสร้างเสริมสังคมสันติสุขได้อย่างแท้จริง และเขาก็เชื่อเช่นนั้นจริงๆ แต่ก็เชื่อว่าว่าหากกีดกันคดีทางการเมืองที่สำคัญที่สุดทั้งในปัจจุบันและอาจจะรวมถึงอนาคตด้วยเช่นนี้จะทำให้กฎหมายฉบับนี้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้และยังอาจเป็นบ่มความขัดแย้งและบาดแผลในสังคมไทยเอาไว้ให้บาดลึกยิ่งขึ้น กดดันให้เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งได้อีกในอนาคต
ชัยธวัชกล่าวว่าในชวง 5 ปีที่ผ่านมามีการกลับมาดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 ในอัตราที่สูงอย่างมีนัยยะสำคัญ และเกิดความผิดปกติในกระบวนการยุติธรรมจำนวนมาก ความขัดแย้งทางการเมืองเหล่านี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดขึ้นหลังกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ออกมาแสดงออกทางการเมือง จนนำมาสู่การดำเนินคดีอย่างที่ทราบกัน แต่หากพยายามทำความเข้าใจการแสดงออกทางการเมืองของคนรุ่นใหม่เหล่านี้จนมีการดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 และข้อหาอื่นๆ เป็นเพียงปลายเหตุและผลสะท้อนถึงความไม่พอใจของพวกเขาต่อสิ่งที่คนรุ่นเก่าคนที่เป็นผู้ใหญ่ได้สร้างไว้เป็นมรดกทางการเมืองและมอบให้กับพวกเขา
ดังนั้นทางออกที่หลายฝ่ายอยากให้ยุติการแสดงออกทางการเมืองที่น่ากังวลไม่สบายใจและไม่อยากเห็นการดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 จนเป็นความขัดแย้งทางการเมืองอีกในอนาคต ทางออกต่อเรื่องนี้เป้นภาระของพวกเราทุกคนที่จะช่วยทำให้การเมืองไทยภายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป้นประมุขเข้ารูปเข้ารอบอย่างที่ควรเป้น ไม่ใช่การหาทางออกด้วยการลงทัณฑ์ต่อคนรุ่นใหม่ที่รับเอามรดกบาปจากพวกเราไปและพวกเขาร้สึกต่อมันและแสดงออกมา
ชัยธวัช ยกคำพูดของเบญจา อะปัน ผู้เสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชนที่เคยกล่าวในสภาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ว่า “พวกเราเปลี่ยนอดีตไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนอนาคตได้” เพื่อชักชวน สส.ในสภาร่วมกันโหวตเพื่อเปลี่ยนอนาคตและสร้างเสริมสังคมสันติสุขได้ตามเป้าหมายของกฎหมายนี้ได้โดยให้นิรโทษกรรมมาตรา 112 หรืออย่างน้อยก็ขอให้โหวตตามข้อสงวนของศศินันท์ที่จะนิรโทษให้กับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี
หลังการอภิปรายของศศินันท์และชัยธวัชแล้ว มี สส.จากพรรคประชาชนที่ลุกมาอภิปรายเสนอสนับสนุนข้อเสนอของทั้งสองคนด้วย ได้แก่ พนิดา มงคลสวัสดิ์ สหัสวัต คุ้มคง และพุธิตา ชัยอนันต์
นิรโทษ ม.112 เยาวชนจะขัดหลักการ
ณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส.สงขลาจากพรรคภูมิใจไทย ได้ลุกมาอภิปรายว่าประเด็นที่ศศินันท์ เสนอนั้นผิดหลักการของร่างกฎหมายที่อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นผู้เสนอที่ไม่ให้นิรโทษกรรคดีมาตรา 112 ไว้
อย่างไรก็ตาม สส.จากพรรคภูมิใจไทยระบุว่าแม้จะไม่มีการระบุเรื่องผู้กระทำความผิดต่ำกว่า 18 ปีไว้ในมาตรา 3 แต่ก็ยังมีอยู่ในมาตรา 9/1 ที่สามารถบรรเทาเรื่องนี้ได้ เพราะให้อัยการยื่นคำร้องต่อศาลในคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาให้ศาลสั่งยุติโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาตามกฎหมายว่าด้วยศาลเยาวชนและครอบครัว และให้ศาลรับฟังความเห็นของคณะกรรมการฯ ไว้ด้วยเพื่อประกอบการสั่งมาตรการ
ทั้งนี้ ณัฏฐ์ชนนมีคำถามต่อประธาน กมธ.และกฤษฎีกาเพื่อขอความเห็นว่าการแก้ไขมาตรา 3 นั้นขัดกับหลักการของร่างอนุทินหรือไม่
ทั้งนี้ชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงข้อเสนของศศินันท์ที่จะให้นิรโทษกรรมเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีว่า ในเมื่อมีมาตรา 9/1 อยู่แล้ว และตัวเขาเองก็เห็นด้วยกับการให้อภัยเด็กแต่ก็ไม่ใช่การให้ไปโดยไม่มีขั้นตอนอะไร เขาก็เห็นว่าสำหรับมาตรา 9/1 ให้ลดขั้นตอนลงหน่อย ก็ขอให้มีการพักการประชุมแล้วให้ กมธ.ฝ่ายเสียงข้างน้อยไปคุยกันให้ปัญหาจบ การโหวตจะได้ไปทางเดียวกันทั้งสภา ซึ่งเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 เราก็ต้องดูแลทีอาจจะทำผิดพลาดได้ แต่ก็มีปัญหาแค่ที่มีการแปรญัตติ โดยที่ กมธ.เสียงข้างมากก็บอกว่ามีอยู่แล้ว
หารือกับองค์กรในกระบวนการยุติธรรมจนได้มาตรา 9/1
ณัฐวุฒิ กล่าวชี้แจงในฐานะประธาน กมธ. ว่าสำหรับเขาเองเคยไปแสดงความเห็นในที่ประชุม กมธ.วิสามัญศึกษาแนวทางนิรโทษกรรมว่าควรให้นิรโทษกรรมมาตรา 112 อย่างมีเงื่อนไข อย่างไรก็ตามจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้จากการฟังความเห็นหลายฝ่ายพบว่า มีหลักการที่พรรคการเมืองส่วนใหญ่เห็นร่วมกันว่าให้กำหนดข้อยกเว้นดังกล่าว แล้วประเมินต่อไปว่าถ้าหากไปถึง สว.ก็จะไม่สามารถไปต่อได้ต้องตีกลับมาอีก แต่หากวุฒิสภาตีกลับสภาผู้แทนฯ มีเวลา 6 เดือนก็จะต้องลงมติยืนยันกลับไปใหม่ แต่ตอนนี้เขาเชื่อว่าสภาผู้แทนฯ มีเวลาไม่ถึง 6 เดือนแล้วนับจากนี้เป็นต้นไป
ณัฐวุฒิ เล่าว่านับตั้งแต่เขาได้รับโหวตเป็นประธาน กมธ. เขาได้เข้าพบองค์กรในกระบวนการยุติธรรมองค์กรหนึ่ง และหลังจากนั้นก็ได้ทำหนังสือถึงอีกองค์กรหนึ่งเพื่อขอเข้าพบปรึกษาว่าหากจะเปิดพื้นที่ให้แก่เด็กและเยาวชนที่ต้องคดีความในช่วงที่อายุยังไม่ถึง 18 ปีจะมีช่องทางใดบ้าง จากการหารือก็ทำให้ออกมาเป็นมาตรา 9/1 ในร่างของ กมธ.ที่ออกมา ซึ่ง กมธ.หลายคนก็บอกกับเขาว่าการเสี่ยงมากที่เสนอเรื่องนี้มาแล้วจะไม่ผ่านแต่ถ้าหากประธานจะเสนอก็ให้เกียรติกัน
เขากล่าวว่าในมาตรา 3 ก็ได้มีการปรับแก้ถ้อยคำ เพื่อให้ไปต่อได้ เพราะเดิมร่างหลักเขียนว่า พ.ร.บ.มิให้มีผลใช้บังคับกับ 3 ฐานความผิด เขาจึงได้ให้ชูวัส ฤกษ์สิริสุขเสนอปรับแก้จาก “มิให้มีผลใช้บังคับ” เป็น “มิให้มีผลนิรโทษกรรมแก่..” 3 ฐานความผิดดังกล่าว เมื่อกฎหมายนี้เป็นกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข จึงไม่ได้มีเพียงการนิรโทษกรรมวิธีเดียวที่จะแก้ไขความขัดแย้ง เมื่อทำให้มาตรา 3 ไม่ให้มีผลเป็นการนิรโทษกรรมแล้วจึงทำให้สามารถเสนอเป็นมาตรา 9/1 ตามที่เขาเสนอได้
อย่างไรก็ตาม ณัฐวุฒิก็ได้กล่าวว่า ประเด็นที่มีเรื่องหารือกันอยู่นี้ทั้งในฝ่ายค้านและรัฐบาลก็อยากให้บอกกันมาเลย แต่ข้อเสนอของเขานั้นหากเทียบกับตอนที่เขาเคยไปเสนอให้นิรโทษกรรมมาตรา 112 อย่างมีเงื่อนไขนั้นกับมาตรา 9/1 ในตอนนี้เขาก็ยอมรับว่าเป็นการถอยข้อเสนอมาแล้ว แต่ก็ถอยเพื่อพยายามหาจุดที่จะเดินหน้าไปด้วยกันได้ให้กฎหมายผ่าน
“อย่างเดียวที่ผมกังวล ผมไม่ได้เป็นคนกล้าหาญอะไรนัก แต่ชีวิตที่ผ่านมาก็ไม่เคยหนีใครเหมือนกัน แต่กังวลว่าจะไปตกในชั้นวุฒิสภาแล้วจะเสียหายทั้งฉบับ ไอลอว์เขารวบรวมข้อมูลมาว่าหาก พ.ร.บ.นี้ผ่านแม้ไม่รวม 112 คนหลายพันคนจะได้รับผลจากมัน ดังนั้นจะหารือกันอย่างไรผมไม่ขัดข้องแต่อย่าให้เกิดความเสี่ยงว่ามันจะตกทั้งฉบับและให้ความมั่นใจกับเราให้ได้ว่ามันจะผ่านในชั้นวุฒิสภาแน่ๆ”
ณัฐวุฒิกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในวันนี้ แต่ควรจะเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ตั้งรัฐบาลนี้ขึ้นมา เขาเชื่อว่าทิศทางกับคำตอบน่าจะชัดเจนตั้งแต่ก่อนมาถึงการประชุมสภาในวันนี้แล้ว และต่อให้ไม่ได้คุยกันก่อนตั้งแต่ตอนตั้งรัฐบาลถ้าหากก่อนเข้าห้องประชุมนี้คุยกันให้ชัดให้ความมั่นใจกับทุกพรรคที่อยู่ใน กมธ.ได้ เขาก็น่าจะคุยกับพรรคพวกได้ แต่ตอนนี้คุยกันลำบากเพราะพรรคพวกหลายพรรคตรงนี้เขากังวลว่าถ้า สว. ตีตกก็ตกเลยแล้วไปเอาอะไรไม่ได้ด้วย
ณัฐวุฒิกล่าวว่า วันนี้หากดูจากกรอบเวลาสมัยประชุมก็คงเหลือแค่วันเดียวที่จะพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้แล้วว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน ตามที่ชาดาเสนอว่าให้นำเนื้อหามาตรา 3 ที่ศศินันท์แปรญัตติไว้กับมาตรา 9/1 ไปประมวลกันว่าจะกระชับขั้นตอนได้อย่างไรส่วนตัวเขาไม่ขัดข้อง แต่ต้องยืนยันได้ว่าจะไม่ไปตกในชั้น สว. เพราะหากเป็นเช่นนั้นเขาคงรับผิดชอบไม่ไหว และก็ต้องรับผิดชอบกันทั้งสภา
เจ้าของร่างย้ำใส่เรื่องเด็กและเยาวชนแล้ว
วิชัย สุดสวาสดิ์ กล่าวว่าการเสนอร่างกฎหมายนี้ก็มีเป้าหมายเพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยไม่ได้มีขึ้นเพื่อจะนิรโทษกรรมให้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งและเขาก็มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างเสริมสังคมสันติสุข และเพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับประชาชนทั้งประเทศที่จะให้อภัยกับความคิดที่แตกต่างกัน
วิชัยกล่าวต่อว่า แต่ที่มีการแปรญัตติกันไว้นั้นขัดกับหลักการ และเขาเองซึ่งเป็นเจ้าของร่างกฎหมายที่เป็นร่างหลักนี้ก็ได้อธิบายแล้วว่าขัดหลักการแต่ก็มีการบรรจุเรื่องเด็กและเยาวชนไว้ในมาตรา 9/1 ของร่างกฎหมายนี้เพื่อให้สังคมได้ให้โอกาสกับเด็กและเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติเพื่อสร้างสรรค์อนาคตของประเทศชาติต่อไปข้างหน้า
ทั้งนี้หลังมี สส.อภิปรายถึงมาตรา 3 ว่าจะให้มีการนิรโทษกรรมเด็กและเยาวชนในคดีมาตรา 112 หรือไม่กันหลายคน ไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรทำหน้าที่ประธานที่ประชุมได้ประกาศให้พักการประชุม 20 นาที
หลังจากพักการประชุมราว 40 นาที ประธานที่ประชุมเปิดให้ลงมติว่าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรฯ เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 3 ตามเสียงข้างมากของ กมธ.หรือเห็นด้วยกับข้อเสนอของศศินันท์
ผลการลงมติที่ประชุมลงมติเห็นด้วยกับการแก้ไขของ กมธ.เสียงข้างมาก 184 คะแนน มีผู้เห็นด้วยกับข้อเสนอของศศินันท์ 133 คะแนน งดออกเสียง 1 คะแนน
