Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

"กมลศักดิ์" ถามมาตรา 6 ในร่าง 'พ.ร.บ.สร้างสังคมสันติสุข' จะรวมคดีแสดงออกทางการเมืองในชายแดนใต้ด้วยหรือไม่ กมธ.เสียงข้างมากตอบหากเป็นการแสดงออกทางการเมืองหรืออัตลักษณ์ก็รวมด้วย แต่ไม่รวมคดีที่เกี่ยวกับการขัดแย้งกันด้วยอาวุธ ก่อนสภาโหวตให้มาตรา 6 ผ่านด้วยเสียง 282 คะแนน

21 ต.ค.2568 ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. .... ในวาระที่สองโดยเป็นการพิจารณาส่วนที่มีการแก้ไขมาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญและมีการลงมติรับหรือไม่รับตามที่มีการแก้ไขเป็นรายมาตรา เมื่อพิจารณาตามมาตรา 6 มีประเด็นที่ถูกตั้งคำถามว่ากรณีที่เกี่ยวกับความขัดแย้งใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะถูกนับรวมหรือไม่

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.จากพรรคประชาชาติ ตั้งประเด็นถามขอคำชี้แจงถึงกรณีคดีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อยู่ในความขัดแย้งมานาน ก็มีบางคดีที่ถูกตั้งข้อหาตามฐานความผิดในบัญชีแนบท้าย เช่น ข้อหายุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116  จะสามารถมายื่นได้หรือไม่เนื่องจากในมาตรา 6 เขียนไว้ว่าเป็นเพียงการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งเดิมมีการเขียนรวมการกระทำที่มีลักษณะต่อต้านการบริหารงานของรัฐเอาไว้ด้วยแต่ถูกตัดออกไป  เพราะเขาเข้าใจว่าการเมืองไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการชุมนุมของพรรคการเมืองหรือสีต่างๆ แต่หมายความถึงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการและการตัดสินใจต่อสังคมและประเทศโดยเฉพาะเรื่องของอำนาจการปกครอง

กมลศักดิ์ระบุว่าต้องการความชัดเจนจาก กมธ. ว่า ในมาตรา 6 นี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะความขัดแย้งของพรรคการเมืองหรือการเมืองสีเสื้อเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรวมตัวกันต่อต้านอำนาจรัฐที่ปกครองโดยไม่เป็นธรรมหรือต้องการรักษาอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ตนเองจนนำมาสู่การดำเนินคดีตามมาด้วยหรือไม่ เช่นคดีของเยาวชนรวมตัวกันใส่ชุดมลายูหลังวันฮารีรายอ

นิกร จำนง ตอบประเด็นของกมลศักดิ์ ว่าเรื่องสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นเรื่องที่มีมายาวนานมาก แนวทางที่มี แต่เรื่องนี้ผูกพันับความมั่นคงเป็นหลักไม่ใช่คดีที่มีแรงจูงใจทางการเมือง แต่ถ้ามองว่าเป็นแรงจูงใจทางการเมืองว่าเกิดจากการปกครองที่ไม่เป็นธรรมก็ได้ แต่ไม่สามารถเอามารวมได้เป็นเรื่องที่ต้องไปพิจารณาแยกไปอีกระนาบหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม นิกรบอกว่าหากเป็นคดีที่เกี่ยวกับการไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญแล้วมีการประท้วงหรือเป็นการเดินขบวนประท้วงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงรัฐบาลต่างๆ ก็เข้าตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ก็ให้มายื่นเรื่องต่อคณะกรรมการฯ แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรุนแรงหรือเกี่ยวกับการวางระเบิดก็เป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคงก็ไม่เข้า

ยุทธพร อิสรชัย กมธ. ระบุว่า ในมาตรา 6 ของร่างที่ กมธ.แก้ไขมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ส่วนคือ “แรงจูงใจทางการเมือง” กรอบระยะเวลา และเรื่องของฐานความผิด ซึ่งเรื่องแรงจูงใจทางการเมืองนั้นมีฐานว่าคือการกระทำที่มีพื้นฐานมาจากความคิดที่เกี่ยวเนื่องกับความขัดแย้งทางการเมือง หรือต้องการบรรลุเป้าหมายทางการเมืองอย่างใดอย่างหนึ่งในช่วงของความขัดแย้งทางการเมืองซึ่งเป็นที่มาของมาตรา 6 และกรอบเวลาที่จะได้รับนิรโทษกรรมคือ 1 ม.ค.2548 จนถึง 16 ก.ค.2568 และบัญชีแนบท้ายของฐานความผิด

ยุทธพรอธิบายเพิ่มเติมว่าในคดีที่ไม่เข้าองค์ประกอบที่กล่าวไปรวมถึงฐานความผิดในบัญชีแนบท้ายจะมีกลไกอยู่ในมาตรา 5 ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ระบุว่าให้กรณีที่คณะกรรมการฯ ได้เห็นหรือมีการร้องเข้ามา คณะกรรมการฯ ก็พิจารณาได้ว่าจะได้รับประโยชน์ตาม พ.ร.บ.นี้หรือไม่

สำหรับประเด็นเรื่องคดีใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ นอกจากกมลศักดิ์แล้ว จาตุรนต์ ฉายแสงจากพรรคเพื่อไทยได้อภิปรายสนับสนุน เรื่องนี้เช่นกัน โดยอธิบายว่ามีผลการศึกษาจากคณะกรรมการศึกษาต่างๆ ที่ตั้งโดยสภาออกมาว่า ปัญหาความขัดแย้งและความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้นั้นก็มีสาเหตุทางการเมืองเป็นหลัก อีกทั้งฐานความผิดแนบท้ายร่าง พ.ร.บ.นี้ก็มีกฎหมายความมั่นคงอยู่ด้วยทั้ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นต้น ก็เป็นกฎหมายที่ตรงกับเรื่องความมั่นคงมาก ไปจนถึงเรื่องความผิดที่เกี่ยวกับอาวุธปืนด้วย

จาตุรนต์เห็นว่าจะมีปัญหาถ้าไม่เขียนให้ชัดแล้วใช้ความเข้าใจกันเองไปอย่างนั้น เพราะมาตรา 27 ของรัฐธรรมนูญก็ระบุว่าบุคคลย่อมเสมอภาคกันภายใต้กฎหมาย และการเลือกปฏิบัติไม่ว่าด้วยสาเหตุถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ จะกระทำไม่ได้ แม้ว่าจะไม่ใช่ทุกคดีในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะเข้า แต่เมื่อเขียนกฎหมายมาเช่นนี้ เมื่อมีคนที่เข้าข่ายจะได้รับประโยชน์จากกฎหมายนี้ก็ควรจะได้รับอย่างเท่าเทียมกันกับคนในที่อื่นๆ ไม่ใช่แค่คนในกรุงเทพฯ หรือพัทยา

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธาน กมธ. ระบุว่า กมธ.ไม่ได้มองคนไทยแปลกแยกกัน แต่ถือว่าคนที่เกิดบนแผ่นดินนี้ก็คือพี่น้องเพื่อนร่วมชาติ การแสดงออกและความเห็นแตกต่างทางการเมือง การเลือกวิธีต่อสู้ของแต่ละคนแต่ละกลุ่มก็รับผิดชอบต่อกฎหมายบ้านเมือง ดังนั้นร่างกฎหมายนี้ก็มีกรอบเวลา และฐานความผิด และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการฯ ซึ่งระบุในมาตรา 5 ก็ระบุว่าให้คำวินิจฉัยของคณะกรรมการถือเป็นที่สุด

ณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่าในมาตรา 5 ยังให้อำนาจคณะกรรมการตั้งอนุกรรมการมาพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย เขาเข้าใจว่าในทางปฏิบัติหากมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความมั่นคงแห่งรัฐโดยเฉพาะหากมีข้อห่วงใย คนที่จะพิจารณาก็เป็นอนุกรรมการที่จะพิจารณาตามกรอบของฐานความผิดในบัญชีแนบท้ายซึ่งจะพิจารณาวินิจฉัยเป็นรายกรณี เพราะแม้แต่กรณีที่มีการเคลื่อนไหวในกรุงเทพ หรือจังหวัดอื่นๆ นอกจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยังมีจำนวนหนึ่งไม่ได้อยู่ในบัญชีแนบท้ายเพราะฐานความผิดที่ใช้ดำเนินคดีใส่เข้าไปไม่ได้ แต่เมื่อกฎหมายบังคับใช้แล้วจะปฏิเสธสิทธิของบุคคลที่เป็นคนไทยกฎหมายคงไม่อนุญาตให้ทำได้ แต่ก็มีคณะกรรมการและอนุกรรมการมาพิจารณา

ชัยธวัช ตุลาธน กมธ. อธิบายว่า เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ถูกคิดขึ้นมาจากฐานการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกี่ยวกับการรัฐประหาร 2 ครั้งซึ่งก็จะเห็นได้จากกรอบเวลาที่กำหนดให้เริ่มไว้ 1 ม.ค.2548 เพราะหากรวมเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มาด้วยก็จะต้องเริ่มที่ 2547 เป็นอย่างน้อย อย่างไรก็ตามเรื่องที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนใต้นี้ก็มีช่วงเวลาที่เหลื่อมกันอยู่ด้วย และใน กมธ.ก็มีการนำเรื่องนี้มาพิจารณาด้วยเช่นกัน อีกทั้งก็เห็นตรงกันว่าคดีใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ก็เป็นเรื่องทางการเมืองหรือมีแรงจูงใจทางการเมืองแน่ๆ เช่นคดีที่กมลศักดิ์ยกตัวอย่างมาที่แต่งชุดมลายูมาก็รวมอยู่ด้วย

ชัยธวัชกล่าวว่า แต่เรื่องที่ว่าเป็นความมั่นคงไม่ได้ถูกรวมก็จะจำกัดไว้แค่เรื่องที่ไปเกี่ยวกับการขัดแย้งกันด้วยอาวุธหรือกำลังเท่านั้น หากเป็นเรื่องการแสดงออกการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวกับแรงจูงใจทางการเมืองก็เข้าองค์ประกอบได้หมดก็เป็นเรื่องที่เข้าใจตรงกันใน กมธ.เช่นนี้ ก็หวังว่าพี่น้องประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะได้ประโยชน์จากกฎหมายนี้ด้วย

หลังการอภิปราย ไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่หนึ่งได้เปิดให้สมาชิกลงมติว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขของ กมธ.หรือไม่ โดยผลการลงมติมีผู้เห็นด้วย 282 คะแนน ไม่มีคนไม่เห็นด้วย งดออกเสียง 3 คะแนนไม่ลงคะแนน 3 คะแนน จึงสรุปว่าให้ใช้ตามที่ กมธ.แก้ไขมา

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง