Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

112WATCH สัมภาษณ์ Iryne Lené หรือชื่อเดิมคือ พลอย–เบญจมาภรณ์ นิวาส เยาวชนนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่ต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่อายุน้อยที่สุดจากการถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 จำนวน 2 คดีเพราะแชร์โพสต์เกี่ยวกับงบสถาบันพระมหากษัตริย์และการทำโพลล์สำรวจความคิดเห็นต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และจากการถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐเพราะการร่วมกิจกรรมกับกลุ่ม "ทะลุวัง" กว่าจะได้สถานะถาวรในแคนาดาก็ผ่านการปรับตัวเติบโตด้วยตัวคนเดียว

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

112WATCH : คุณเคยออกมาเปิดเผยเรื่องความขัดแย้งภายในและการถูกแสวงหาประโยชน์จากความเป็นเยาวชนในขบวนการเคลื่อนไหว คุณคิดว่าขบวนการประชาธิปไตยในภาพรวมควรมีกลไกที่เป็นรูปธรรมอย่างไรในการ คุ้มครองและดูแลสิทธิทางจิตใจ รวมถึงความปลอดภัยของเยาวชนที่เสี่ยงต่อคดีร้ายแรง เช่น ม.112 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดบาดแผลซ้ำซ้อน?

พลอย : กระบวนการประชาธิปไตยในภาพรวมควรมีกลไกที่ให้ความสำคัญ คำนึงถึงการออกมาทำกิจกรรมของเด็กและเยาวชน สมัยที่เรายังทำการเคลื่อนไหวในฐานะนักกิจกรรมเยาวชนของประเทศไทย เรามองเห็นว่าเยาวชนถูกทำให้เหมือนเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้ในขบวนการเคลื่อนไหว ผู้ใหญ่ในขบวนไม่เคยแคร์หรือคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเด็ก ๆ ต้องออกไปเผชิญหน้ากับความเสี่ยงและความท้าทายหลายอย่างมาก เช่น การโดนคดี การมีปัญหากับครอบครัว ถูกคุกคามโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้คนบนโลกออนไลน์ รวมไปถึงการล่วงละเมิดจากคนในขบวนการเคลื่อนไหวเดียวกัน ร้ายแรงสุดคือมีเยาวชนเสียชีวิตในที่ชุมนุมจากการสลายการชุมนุมของรัฐ

แน่นอนเราออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล ตำรวจ ทหาร ผู้ที่เกี่ยวข้องยุติการดำเนินคดีกับเด็กและหยุดคุกคามประชาชน ทว่าอีกอย่างที่พวกเราทำได้ในฐานะของคนที่เป็นผู้ใหญ่คือการวางขอบเขตการทำกิจกรรมทางการเมืองที่ชัดเจนสำหรับเด็กและเยาวชน ไม่ส่งเด็กออกไปปะทะหรือเผชิญหน้ากับความรุนแรงโดยตรง มีกิจกรรมที่ “Child friendly” สร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเยาวชนมากขึ้น มีกระบวนการการดูแลรักษาบาดแผลทางจิตใจโดยผู้เชี่ยวชาญ และร่วมการจับตามอง ไม่ปล่อยผ่านผู้ที่สร้างความรุนแรงกับเด็กหรือเยาวชน

คุณตัดสินใจลี้ภัยหลังจากเผชิญกับการคุกคามที่รุนแรงขึ้น เช่น จดหมายข่มขู่จากชื่อปลอม และการโทรศัพท์ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐพร้อมใช้ภาพโปรไฟล์คล้ายทหาร การคุกคามในรูปแบบ "จิตวิทยา" เช่นนี้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตและความมั่นคงในชีวิตประจำวันอย่างไร และคุณอยากเตือนให้ผู้ลี้ภัยคนอื่น ๆ เฝ้าระวังกลวิธีใดเป็นพิเศษ?

การคุกคามของรัฐในรูปแบบจิตวิทยาเกิดขึ้นกับเราตอนที่ยังเป็นเยาวชนที่ต้องโดนติดตามจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดนคดี และมีปัญหากับที่ครอบครัว ทำให้สุขภาพจิตในตอนนั้นย่ำแย่ถึงที่สุด เราไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันแบบปกติได้อย่างปลอดภัย เช่น ออกไปใช้ชีวิตข้างนอกโดยไม่กังวลว่าจะถูกจับกุมหรือถูกติดตาม ไม่มีเงินซื้ออาหารหรือสิ่งของจำเป็นเพราะเราต้องประหยัดมากเนื่องจากถูกตัดขาดจากครอบครัว เรามีปัญหากับครอบครัวอยู่แล้ว การที่เจ้าหน้าที่รัฐโทรศัพท์และส่งจดหมายหาครอบครัวเราทำให้เรามีปัญหากับครอบครัวมากขึ้น ลึก ๆ แล้วมันสร้างความหวาดกลัวและความรู้สึกไร้หนหางไปต่อในชีวิตของเรา

เราอยากเตือนให้ผู้ลี้ภัยคนอื่นระมัดระวังตัว "Low profile" ก่อนที่จะลี้ภัยเพราะเจ้าหน้าที่รัฐติดตามจับตาดูเราอยู่เสมอตราบใดที่เรายังอยู่ในประเทศหรือประเทศเพื่อนบ้าน ดูแลสุขภาพจิตใจของตัวเองให้ดีที่สุด การคุกคามในรูปแบบจิตวิทยาของรัฐต้องการให้เราล้มเลิก สยบยอม และใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว การใช้ชีวิตอย่างมีความหวังและดูแลสุขภาพจิตของตัวเองให้เข้มแข็งเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

แม้จะได้รับสถานะผู้ลี้ภัยถาวรในแคนาดา คุณกล่าวว่ายังไม่รู้สึกว่าที่นี่คือบ้าน และคุณต้องทำงานพาร์ทไทม์เพื่อผ่อนชำระหนี้คืนรัฐบาลแคนาดา อะไรคือ ต้นทุนทางความรู้สึกและภาระทางการเงิน ที่คุณต้องแบกรับในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่อายุน้อยที่สุด และคุณวางแผนจะใช้ประสบการณ์นี้เปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้สนับสนุนผู้ลี้ภัยรุ่นใหม่ในอนาคตได้อย่างไร?

เรายังไม่รู้สึกว่าที่นี่คือบ้านเพราะเราไม่ได้เกิดและโตที่นี่ เราไม่ได้มาที่นี่ในสมัยยังเด็กเหมือนคนอื่น ๆ ทำให้หลาย ๆ ครั้งเรายังรู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่ที่ของเรา แต่หากไม่ใช่ที่นี่ก็ไม่มีที่ไหนแล้วที่เราสามารถกลับไปได้ ทำให้เราต้องปรับตัวให้เข้ากับบ้านหลังใหม่นี้มากขึ้น เราต้องแบกรับต้นทุนทางความรู้สึกและภาระทางการเงินมากกว่าเด็กคนอื่นที่มาที่นี่แบบปกติ แบบที่มาเรียน มีครอบครัวซัพพอร์ตให้มา เราต้องฝึกภาษาอังกฤษเพราะที่ไทยเราไม่มีโอกาสได้เรียนในสถาบันกวดวิชาดี ๆ มีคุณภาพ เราไม่มีเงินติดตัวสักบาท ทำให้เราต้องทำงานเพื่อเก็บเงินใหม่ทั้งหมดและยังต้องชำระหนี้ค่าตั๋วเครื่องบินที่รัฐบาลออกให้ก่อน การเติบโตของเราด้วยตัวเองคนเดียวในวัยไม่ถึงยี่สิบนับว่าลำบากมากทีเดียว ยังโชคดีที่มีผู้ใหญ่มากมายคอยช่วยเหลือเราที่นี่ ทำให้เราสามารถพยุงตัวเองขึ้นมาได้และค่อย ๆ เติบโตต่อไปทีละเล็กทีละน้อย

เรารู้สึกว่าผู้ลี้ภัยรุ่นใหม่ที่มาหลังเรา หรือเพิ่งมาที่แคนาดาเก่งกว่าเราเยอะ อย่างน้อยเขาก็มีประสบการณ์ในชีวิตมากกว่าเรา มีต้นทุนมากกว่าเราประมาณนึง ประเทศแคนาดาดูแลผู้ลี้ภัยดีมากอยู่แล้ว การที่พวกเขามาที่แคนาดาได้ ก็เท่ากับว่าพวกเขามีชีวิตรอดปลอดภัยและไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว เราเพียงให้คำแนะนำเบื้องต้นในการปรับตัวอยู่ที่แคนาดา ให้คำปรึกษาในเรื่องต่าง ๆ สำหรับเราในตอนนี้เรามองว่ามันเล็กน้อยมาก แต่ว่าในอนาคตเราจะมีต้นทุนที่จะช่วยเหลือผู้ลี้ภัยรุ่นใหม่ในอนาคตมากขึ้นแน่นอน ทั้งในประเทศแคนาดาและผู้ที่ยังติดอยู่ประเทศที่สอง

คุณเริ่มต้นจากการต่อสู้กับปัญหาอำนาจนิยมในสถาบันการศึกษาภายใต้องค์กร "นักเรียนเลว" การเดินทางทางความคิดของคุณจากสิทธิเรื่องทรงผมและกฎระเบียบในโรงเรียน มาสู่การเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ภายใต้ "ทะลุวัง" มี จุดเชื่อมโยงทางโครงสร้างอำนาจ อย่างไรในมุมมองของคุณ? 

ในตอนที่ทำนักเรียนเลว ตอนนั้นเรายังเป็นนักเรียนอยู่ เราจึงเริ่มต้นจากการทำประเด็นที่ใกล้ตัวมากที่สุดอย่างประเด็นระบบการศึกษา อำนาจนิยมในโรงเรียนกับอำนาจของสถาบันกษัตริย์มีจุดเชื่อมโยงกันคือ การศึกษาไทยเป็นเหมือน “Foundation” พื้นฐานในการฝึกเด็กให้เชื่องเพื่อเติบโตไปเป็นทาสในระบบ เด็กถูกฝึกให้เชื่องภายใต้กฎทรงผมและกฎระเบียบของโรงเรียน อย่างเช่น การตัดผมทรงเดียวกัน ความยาวเท่ากัน ผู้ชายตัดผมเหมือนทหารฝึกหัด ต้องเข้าแถวเคารพธงชาติหน้าเสาธงเพื่อปลูกฝังความชาตินิยม หมอบกราบหมอบคลานเข้าหาคุณครูเพื่อจะได้คุ้นชินกับความเป็นทาส

แต่ทุกปัญหาทางการเมืองจะไม่ถูกแก้ไขได้เลยหากไม่มีการเรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เพราะสถาบันกษัตริย์ก็เป็นเหมือน “Foundation” ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานในสังคมไทยเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องความเหลื่อมล้ำและเรื่องปากท้อง ถ้าหากเราอยากเปลี่ยนแปลงประเทศ ทำลายอำนาจเผด็จการ การไม่วิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์หรือการหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงจึงเป็นไปไม่ได้ เราออกมาทำงานกับทะลุวังหลังจากที่ตัดสินใจลาออกจากโรงเรียน นั่นทำให้เรามีความกล้ามาขึ้นที่จะออกมาพูดเรื่องกษัตริย์โดยไม่ต้องกังวลว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะมาคุกคามเราหรือเด็กคนอื่น ๆ ในโรงเรียน

ทราบมาว่าคุณจะเปลี่ยนชื่อและนามสกุล อธิบายถึงการตัดสินใจนี้ได้ไหม?

เราอยากลาออกจากการเป็นคนไทยโดยสิ้นเชิง เราเลยตัดสินใจเปลี่ยนชื่อและนามสกุล เราไม่อยากมีอะไรที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยอีก ไม่ว่าจะสัญชาติไทย ชื่อ-นามสกุลภาษาไทย ทุกวันนี้เราใช้ภาษาไทยก็เพื่อคุยกับครอบครัว เพื่อน และทำงานอดิเรกพอ ขอพูดตามตรงเลยว่าเราไม่เคยชอบชื่อของตัวเองเลยตั้งแต่เกิด เรารู้สึกว่าเราไม่ถูกใจชื่อ “เบญจมาภรณ์” ที่ใครไม่รู้ตั้งให้ เป็นชื่อที่เราไม่ได้ตั้งเองด้วยซ้ำ และเราไม่ได้ชอบมันด้วยซ้ำ ยิ่งย้ายมาแคนาดาชื่อและนามสกุลภาษาไทยของเรายิ่งกลายเป็นภาระ เป็นเรื่องยุ่งยากในการทำเอกสาร แถมเรายังรู้สึกอับอายที่ต้องใช้นี้

เราชอบที่จะใช้ชื่อเพียงสองพยางค์สั้น ๆ ที่บ่งบอกอัตลักษณ์ความเป็นตัวเอง “ Iryne” มาจากชื่อ “Irene” ที่หมายถึงความสงบสุข สันติภาพ อันเป็นสิ่งที่เราปรารถนาบนโลกใบนี้ ชื่อที่แสนสำคัญซึ่งเรามอบให้ตัวเองด้วยความรัก เปรียบเหมือนชีวิตใหม่ที่เราได้รับหลังมาอยู่ที่นี่ เรารู้สึกภูมิใจและมีความสุขมาก ๆ เวลาที่มีคนเรียกชื่อเราด้วยไอรีน มากกว่าชื่อภาษาไทยอย่างเบญจมาภรณ์ (พลอย) เพราะเหมือนเราได้รับการยอมรับตัวตนจากผู้คนและชีวิตใหม่ในครั้งนี้แล้ว

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง