เมื่อวันที่ 17 พ.ย. "รัฐบาล-กองทัพ" แจงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดหลักฐานทหารกัมพูชาวางระเบิดใหม่ ละเมิดปฏิญญาสันติภาพ ย้ำระงับปฏิบัติตามแผน แต่เดินหน้าเก็บระเบิดเร่งด่วน 13 พื้นที่ - กต.เผย เตรียมนำหารือที่ประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา 1-5 ธ.ค. ที่สวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงให้สถานทูต-สถานกงศุลทั่วโลก ชี้แจงข้อเท็จจริงและท่าทีของไทย
เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ นายนิกรเดช พลางกูรอธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และการเจรจาการค้าไทยกับต่างประเทศ
นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา ที่เกิดเหตุทหารเหยียบกับระเบิดใหม่ หลังลงนามปฏิญญาสันติภาพ และมีข้อมูลหลากหลาย ทั้งจากกระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ล้วนแต่เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง แต่ช่วงเวลาที่นำเสนออาจทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงกรณีการเจรจาการค้าระหว่างไทยกับต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดขอยืนยันว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องการให้การค้าเดินหน้าเป็นไปต่อเนื่องควบคู่กับอธิปไตยของประเทศไทย
"หากกลไกทวิภาคีของไทย-กัมพูชา ดำเนินการต่อได้จะทำต่อ แต่หากดำเนินการไม่ได้จะดำเนินการต่อในระดับพหุภาคี ที่จะเป็นกลไก รวมถึงการขับเคลื่อนสแกมเมอร์ ยืนยันว่าเราจะใช้แนวทางสันติวิธี แต่และสงวนสิทธิ์ตอบโต้หากโดนยั่วยุตามความเหมาะสม" นายสิริพงศ์กล่าว
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ความชัดเจนเรื่องการปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิด นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. ถึงวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมา รวม 7 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 20 ราย ขาขาด 7 ราย ในอาณาเขตของไทย ทำให้มีข้อสงสัยว่าเรามีหน่วยปฏิบัติการกวาดล้างทุ่นระเบิดในพื้นที่มาตลอด แต่ทำไมยังเกิดเหตุการณ์ได้นั้น ต้องชี้แจงว่าจากหลักฐานที่เก็บได้บ่งชี้ว่าเป็นฝ่ายกัมพูชาดำเนินการวางใหม่นั้น เนื่องจากพบตัวทุ่นเป็นระเบิดใหม่ วางบนพื้นที่ขุดใหม่ในลักษณะวางเป็นกลุ่ม มีเป้าหมายถึงชีวิต ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่กัมพูชาทำมาตลอดใน 6 พื้นที่ก่อนหน้านี้ อีกทั้งก่อนหน้านั้นไทยได้รายงานอนุสัญญาออตตาวา โดยย้ำว่าประเทศไทยไม่มีการเก็บสะสมทุ่นระเบิดสังหาร และไม่มีครอบครองเพื่อวิจัยและศึกษา และไม่มีทุ่นระเบิด PMN-2 ตั้งแต่สมัยสงครามในครอบครอง จึงเป็นหลักฐานว่าทุ่นระเบิดที่พบไม่ใช่ของไทย ดังนั้นที่พาดพิงว่าเราไปวางเอง เราได้ยืนยันไปแล้วว่าไม่ใช่และตามอนุสัญญาออตตาวาแม้จะระงับแผนปฎิญญาสันติภาพ แต่ฝ่ายมั่นคง ยังเดินหน้าในการเก็บกู้ระเบิด โดยเหลือพื้นที่ต้องการและตรวจสอบ 12.8 กิโลเมตร 15 อำเภอ 6 จังหวัด บริเวณแนวชายแดน รวม 64 พื้นที่ ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ กองบัญชาการกองทัพไทย มีเป้าหมายจะเก็บให้หมด แต่ยังถูกขัดขวางจากกำลังพลกัมพูชา 16 ครั้ง ที่เข้ามาแทรกแซงและขอให้ไทยยุติการดำเนินการ นอกจากนั้นหลังเหตุปะทะ ไทยตรวจพบทุ่นระเบิดพร้อมเพิ่มที่ภูมะเขือ และปราสาทตาควาย เป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคล 72B เพื่อนำไปวางต่ออีกด้วย
“เรามีวิดีโอหลักฐาน จากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ที่มีการถ่ายจริงไม่ใช่เอไอ ที่มาจากจากกล้องและที่เก็บกู้ได้จากโทรศัพท์มือถือของฝ่ายกัมพูชาที่เก็บได้จากเหตุปะทะในพื้นที่ ซึ่งฝ่ายกัมพูชาเป็นคนถ่ายไว้เอง หลักฐานทั้งหมดมีความชัดเจนว่ากัมพูชาละเมิดปฏิญญาร่วม (Join Declaration) อย่างชัดเจน และเป็นภัยคุกคามต่อการเจรจาโดยสันติวิธี” พล.ร.ตสุรสันต์ กล่าว
พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า สำหรับการดำเนินการต่อไปในอนาคตของฝ่ายไทย ด้านความมั่นคง ต้องระงับการ ปฏิบัติตามที่ได้ตกลงไว้ในปฏิญญาร่วม โดยระงับปฎิบัติตามแผน แต่ยังคงเดินหน้าเรื่องเก็บกู้ทุ่นระเบิดในดินแดนไทย บริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 13 พื้นที่ ได้แก่ 1. กองกำลังบูรพา 3 พื้นที่ บ้านหนองหญ้าแก้ว ,บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ,บ้านเนินสมบูรณ์ จ,สระแก้ว
2.กองกำลังสุรนารี 6 พื้นที่ ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี, ช่องอานม้า อ.น้ำยืน ,หมู่บ้านสายทอง 10 ใต้ อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ , ช่องกลาง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ,ช่องเหว อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ,ปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ โดยนำร่องการเก็บกู้และกวาดล้างทุนระเบิดใน 5 พื้นที่
และ 3.กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด 4 พื้นที่ บ้านตระการ จ.ตราด,บ้านของ อ.เมือง จ.ตราด ,บ้านโขดทราย อ.คลองใหญ่ จ.ตราด, หมู่บ้านชำราก อ.เมือง จ.ตราด จาก 16 พื้นที่ ซึ่งเป็นพื้นที่หลักที่เป็นพื้นที่เร่งด่วน ตามที่ได้เสนอในการประชุมจีบีซี วาระพิเศษเมื่อวันที่ 23 ต.ค.ที่ผ่านมา และจะเดินหน้าต่อไปโดยไม่สนฝ่ายกัมพูชา เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับการดำรงชีวิตของประชาชนคนไทยในพื้นที่ ขณะที่การปล่อย 18 เชลยศึก จะดำเนินการเมื่อเห็นว่ากัมพูชาสิ้นสุดความเป็นปรปักษ์และความจริงใจ ทั้งกองทัพไทยยืนยันว่าจะปกป้องอธิปไตยไทย
เตรียมนำหารือที่การประชุมอนุสัญญาออตตาวา
นายนิกรเดช พลางกูร โฆษกประจำกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการในทันทีและทุกระดับไม่ได้เหลือช่องว่างใดๆ จาก 2 เหตุการณ์ที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการวางทุ่นระเบิดของกัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการเรื่องการละเมิดปฏิญญาสันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา นั้น นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้ติดต่อไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา เพื่อทำการประท้วงเบื้องต้นโดยทันทีภายหลังจากเกิดเหตุการณ์และไทยทำหนังสือประท้วงอย่างเป็นทางการไปยังกัมพูชา 2 ฉบับ
จากนั้นกระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจง ไปยังนายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีหนังสือไปยังผู้นำทั้ง 2 ประเทศ ในฐานะที่ ทั้งสองประเทศเป็นสักขีพยานในการทำปฏิญญาสันติภาพระหว่างไทย- กัมพูชา โดยใจความสำคัญของหนังสือคือการย้ำว่าไทยย้ำถึงการเจรจาโดยสันติภาพ เคารพ และปฏิบัติตามปฏิญญาสันติภาพระหว่างไทย-กัมพูชา มาตลอดแต่การละเมิดของกัมพูชาทำให้ไทยต้องสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินการปฏิญญา เพื่อปกป้องอธิปไตยและเสรีภาพดินแดนไทย รวมถึงปกป้องความปลอดภัยของประชาชนไทย จึงจำเป็นต้องระงับการปฏิบัติตาม ปฏิญญาชั่วคราว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับท่าทีและความจริงใจของกัมพูชา ในการปฏิบัติตามปฏิญญา ไทยจึงจะมีการปฏิบัติตามข้อตกลงต่อ
นายนิกรเดช กล่าวอีกว่า ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้มีการหารือกับ ประธานาธิบดีสหรัฐฯและนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ใน 3 ประเด็น คือ 1.นายกรัฐมนตรีได้ขอให้มีการแยกเรื่องทวิภาคีระหว่างไทย-กัมพูชา เรื่องของความมั่นคง ออกจากประเด็นการค้าที่เป็นผลประโยชน์ระหว่างไทยและสหรัฐฯ 2.ขอให้นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ช่วยหาแนวทางเพื่อฟื้นฟูครับสันติภาพ ในฐาระประธานอาเซียนโดยคำนึงถึงข้อเสนอของไทยคือให้กัมพูชาขอโทษ รวมถึงให้สอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและแสดงความรับผิดชอบเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นเดิมขึ้นอีกในอนาคต และ 3.โดยผู้นำทั้งสองประเทศ ไอ้แสดงความเข้าใจ ในการนำเสนอของไทย ซึ่งภายหลังจากการหารือ นายกรัฐมนตรีได้มีการ ย้ำถึงท่าทีของไทย เพื่อให้กัมพูชาชากลับมาปฏิบัติตามปฏิญญา โดยเฉพาะการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งมีหลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชา เป็นผู้ดำเนินการและต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนั้นขึ้นอยู่กับกัมพูชาที่จะต้องกำหนด อนาคตของปฏิญญา
นอกจากนี้กระทรวงการต่างประเทศได้ทำการประท้วง ตามกรอบอนุสัญญาออตตาวา โดยไทยได้มีการทำหนังสือ อีกทั้งยังได้ทำหนังสือไปยังเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อแจ้งเรื่องการวางระเบิดครั้งใหม่ของกัมพูชา รวมถึงการยั่วยุในพื้นที่หนองหญ้าแก้ว ไทยได้หยิบยกเรื่องการละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ไปหารือในการประชุม รัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ครั้งที่ 22 ระหว่าง วันที่ 1-5 ธันวาคม ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รวมถึงให้สถานเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวร สถานทูตฯ สถานกงศุลทั่วโลก ชี้แจงข้อเท็จจริงและท่าทีของไทย ต่อประเทศเจ้าบ้าน รวมถึงภาคส่วนต่างๆ ว่ากัมพูชาละเมิดข้อตกลงต่างๆ รวมถึงมีหนังสือเอกอัครราชทูตฯและองค์กรระหว่างประเทศ และได้บรรยายสรุปให้กับคณะทูตมาแล้ว 6 ครั้ง พร้อมทั้งร่วมมือกับฝ่ายความมั่นคงเพื่อรวบรวมท่าทีเพื่อชี้แจ้งข้อเท็จจริง รวมถึงลงพื้นที่ร่วมกับผู้สังเกตุการณือาเซียนเพื่ตรวจสอบสถานการณ์จริงในพื้นที่ทั้ง 2 เหตุการณ์
ส่วนแนวทางที่จะดำเนินการต่อไปของกระทรวงการต่างประเทศนั้น จะมีการดินหน้าชี้แจงต่อประชาคมโลกและสื่อมวลชน ในทุกมิติและทุกครั้งที่มีโอกาส โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะมีกำหนดในการเดินทาง ไปประชุมอินโดแปซิฟิค ครั้งที่ 4 กับสหภาพยุโรป โดยก่อนการเดินทางจะมีการพบกับผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย เพื่อให้ได้รับทราบถึงข้อเท็จจริงต่างๆ อีกทั้งจะดำเนินการในประเด็นที่ไทยให้ความสำคัญและต่อยอดสิ่งทีไทยเสนอต่อการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน และสิ่งที่ไทยเสนอ คือเรื่องออนไลน์สแกรม โดยไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ระหว่างรัฐมนตรีในเดือนธันวาคมนี้ พร้อมกับยืนยันว่ากระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินการถูกเชิงรุกในทุกกรอบในทุกเวที อย่างทันท่วงที
ที่มาเรียบเรียงจาก เว็บไซต์รัฐบาลไทย | สำนักข่าวไทย [1] [2]

