Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล–สสส. จัดงานรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ปี 2568 “งานบ้านไม่เลือกเพศ ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว” เป็นแนวทางลดความรุนแรงจากต้นทาง การแบ่งปันงานบ้านคือการสร้างความเคารพ ความเข้าใจ และความสัมพันธ์ที่แข็งแรงในครอบครัว เพื่อให้สังคมไทยก้าวข้ามความรุนแรงและเดินสู่ความเท่าเทียมอย่างแท้จริง

เพจมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล รายงานเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ว่า มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดงานรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ประจำปี 2568 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ภายใต้แนวคิด “งานบ้านไม่เลือกเพศ ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่ครอบครัว”

ความรุนแรงในครอบครัวยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง – แอลกอฮอล์และยาเสพติดคือปัจจัยเสี่ยงสำคัญ

รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผอ.สำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. เปิดเผยว่า สถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวยังคงน่าเป็นห่วงอย่างมาก ปี 2567 มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลรวบรวมข่าวพบว่า

• มีเหตุความรุนแรงในครอบครัว 1,529 ข่าว เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ประมาณ 40%
• เกี่ยวข้องกับ แอลกอฮอล์ 29.3% และ ยาเสพติด 26.9%
• ลักษณะเหตุการณ์ที่พบมากที่สุด ได้แก่ ทำร้ายกันในครอบครัว 41.7% ฆ่ากัน 36.8% ฆ่าตัวตาย 15.4% ความรุนแรงทางเพศของคนในครอบครัว 4.9% ความรุนแรงทางเพศอื่น ๆ 1.2% เช่น ข่มขู่ เผ้าบ้าน ทำลายทรัพย์สิน

รุ่งอรุณย้ำว่า สสส. ให้ความสำคัญกับการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และครอบครัว เพราะปัญหาความรุนแรงในครอบครัวส่งผลต่อการมีสุขภาวะที่ไม่ดี เรามีภาคีเครือข่ายที่ขับเคลื่อน ทำงานเชิงรุก ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เพราะปัจจุบันปัญหามีความซับซ้อน ผู้กระทำมีทุกเพศ ทุกวัย การมีส่วนร่วมในการทำงานบ้านสามารถสร้าง “ฐานความเคารพ” ทั้งมิติภายในครอบครัวและสังคม และช่วยลดปัญหาความรุนแรงไม่ให้เกิดซ้ำอีก ลดปัญหาจากปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ โดยเฉพาะเวลาที่ถูกใช้ไปกับวงเหล้าและการพนัน

เสียงประชาชนชัดเจน – งานบ้านคือหน้าที่ของทุกคน

ผลสำรวจประชาชนกรุงเทพฯ–ปริมณฑล จำนวน 2,750 คน (ต.ค. 2568) พบว่า

-สังคมพร้อมสำหรับความเท่าเทียม-
• 90.7% เห็นด้วยให้ปลูกฝังให้เด็กทุกเพศทำงานบ้าน
• 89% เห็นว่าระบบการศึกษาควรสอนให้งานบ้านเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน
• 86.2% เห็นว่าพ่อแม่ควรเป็นแบบอย่าง
• 85.3% สนับสนุนสิทธิ “พ่อลาเลี้ยงลูก 15 วัน” เพื่อแบ่งเบาภาระแม่และสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัว

-แต่ทัศนคติชายเป็นใหญ่ยังคงอยู่-
• 48% เชื่อว่าผู้ชายควรเป็นผู้นำหาเลี้ยงครอบครัว
• 41.7% โตมาเห็นแต่ผู้หญิงทำงานบ้าน
• 36.9% มองว่าผู้หญิงที่ดีต้องเป็นแม่บ้าน แม่ศรีเรือน
• 30.4% คิดว่าผู้หญิงทำงานนอกบ้านแล้วต้องทำงานบ้านด้วย
• 28.9% ยังเห็นว่างานบ้าน “ไม่ใช่หน้าที่ผู้ชาย” แต่เป็น “หน้าที่ผู้หญิง”

ในขณะเดียวกัน ผู้หญิงกว่า 50% เห็นด้วยว่าหากแฟน ภรรยา ทำงานทั้งในบ้านหรือนอกบ้านคนเดียวจะเกิดความเครียด หงุดหงิด เหนื่อยล้า และหากผู้หญิงทำงานบ้านฝ่ายเดียว จะทำให้ความสัมพันธ์เปราะบาง เกิดการทะเลาะเบาะแว้งในครอบครัวได้

จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคี มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ชี้ว่า ทัศนคติเหล่านี้สะท้อนรากความคิดแบบชายเป็นใหญ่ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความรุนแรงในครอบครัว เธอเน้นว่า เมื่อทุกเพศแบ่งปันงานบ้าน จะช่วยลดความขัดแย้ง และสร้างความเข้าใจระหว่างกันได้จริง

ทำให้งานบ้านเป็นงานที่มองเห็นและมีคุณค่า

มุกดาภา ยั่งยืนภราดร แผนงานยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง องค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UN Women) ฉายภาพการทำงานบ้านและงานดูแลในระดับสากล ซึ่งสะท้อนความไม่เท่าเทียมและบรรทัดฐานทางเพศ

“เราเห็นภาพการเริ่มต้นจากจุดเดียวกันของผู้หญิงและผู้ชาย แต่พื้นที่ที่เราออกเดิน ผู้หญิงจะมีภาระที่มองไม่เห็นเรียงรายอยู่ตลอดเส้นทาง การทำงานบ้าน งานดูแลมักอยู่ในเส้นทางของผู้หญิงเสมอ” มุกดาภา กล่าว

มุกดาภาเสนอว่า เราควรทำให้งานบ้านและงานดูแลเป็นงานที่มองเห็น มีคุณค่า ลดภาระความเหนื่อยยากและระยะเวลาลง รวมถึงทำให้ทุกคนสามารถทำได้โดยไม่แบ่งเพศ ทำได้อย่างเท่าเทียม

ผู้เชี่ยวชาญชี้ “การสื่อสารอย่างเคารพ” คือจุดเริ่มต้นลดความขัดแย้ง

พญ.นาตาชา ชวาลา แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เสนอ 4 ขั้นตอนสร้างการสื่อสารที่ดีในคู่รัก เพื่อแก้ปัญหาเรื่องงานบ้าน คือ 1. สังเกตโดยไม่ตัดสิน 2. บอกความรู้สึกต่อสถานการณ์นั้นโดยไม่ใช้อารมณ์ 3. บอกความต้องการอย่างตรงไปตรงมา 4. ขอร้องอย่างชัดเจน เป็นคำพูดเชิงบวกและทำได้จริง

ที่สำคัญคือการไม่ตำหนิ และชื่นชมเมื่ออีกฝ่ายลงมือทำ เมื่อคู่รักพูดคุยกันด้วยวิธีเหล่านี้ งานบ้านจะกลายเป็นโอกาสสร้างความร่วมมือและความใกล้ชิดในครอบครัว

ดารา–คนทำงานสร้างสรรค์ร่วมสะท้อนประสบการณ์

หมอเจี๊ยบ ลลนา ก้องธรนินทร์ เล่าว่าเติบโตมากับการถูกสอนให้ช่วยงานบ้านตามวัย ทำให้มองว่างานบ้านเป็น “ทักษะชีวิต” ของทุกคน และเป็นพื้นที่ฝึกวินัย ความรับผิดชอบ และความสงบในใจเมื่อบ้านเป็นระเบียบ ไม่เกี่ยวกับว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เธอชวนให้ทุกครอบครัวเปิดโอกาสให้เด็กฝึกงานบ้านตั้งแต่เล็ก พร้อมแบ่งหน้าที่อย่างยุติธรรม และกล่าวชื่นชมเมื่อเขาทำได้ดี

ด้าน ทสร บุณยเนตร ครีเอทีฟฝีมือระดับโลกจาก BBDO Bangkok สะท้อนว่าในครอบครัวของเขา งานบ้านคือหน้าที่ร่วมกันเสมอ แม้มีคนช่วยทำความสะอาดก็ตาม พร้อมเล่าประสบการณ์ร่วมทำแคมเปญรณรงค์กับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลตลอดสิบกว่าปี เช่น  #WomenAgainstAbuse #บ้านไม่ใช่เวทีมวย #MuseumOfFirstTime #SecondChance

“ผมช่วยแม่ทำงานบ้านมาตั้งแต่เด็ก รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องสนุก ทุกวันนี้ผมก็ยังทำ ผมช่วยภรรยาเลี้ยงลูก ซึ่งทุกอย่างเป็นเรื่องปกติสำหรับบ้านเรา ลูกผมเองก็ชอบการทำงานบ้าน เพราะเขาก็รู้สึกสนุกด้วย ส่วนเรื่องการทำงานร่วมกับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เรารู้สึกว่าปัญหาความรุนแรงในคอรบครัว ความไม่เท่าเทียมทางเพศ เป็นเรื่องสำคัญ การสื่อสารเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อสังคม เรารู้สึกมีส่วนร่วมกับประเด็นนี้มาก แม้กระทั่งการให้สิทธิผู้ชายลาช่วยภรรยาเลี้ยงลูกได้ 15 วัน ผมมองว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำ” ทสร กล่าว

ความเท่าเทียมเริ่มได้ที่บ้านของเราเอง

มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลย้ำว่า “งานบ้านไม่เลือกเพศ” ไม่ใช่แค่สโลแกน แต่คือแนวทางลดความรุนแรงจากต้นทาง การแบ่งปันงานบ้านคือการสร้างความเคารพ ความเข้าใจ และความสัมพันธ์ที่แข็งแรงในครอบครัว เพื่อให้สังคมไทยก้าวข้ามความรุนแรงและเดินสู่ความเท่าเทียมอย่างแท้จริง

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง