Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

นักวิชาการ ปัญญาชน ตัวแทนภาคประชาสังคมอาเซียน ออกแถลงการณ์ "พันธกิจต่อสันติภาพ ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในประเทศไทยและกัมพูชา" เรียกร้องไทย กัมพูชา และอาเซียน 6 ข้อ "ปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์อย่างเคร่งครัด-จัดตั้งกลไกอิสระเพื่อการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใส-ให้โอกาสสันติภาพได้ทํางานตามบรรทัดฐานระหว่างประเทศและภูมิภาคอย่างเต็มที่-ปกป้องสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ-ส่งเสริมการทูตภาคประชาชนและต่อต้านวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง-เปลี่ยนวาทกรรมความขัดแย้งด้วยการศึกษา"

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 มีการเผยแพร่ แถลงการณ์ "พันธกิจต่อสันติภาพ ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในประเทศไทยและกัมพูชา" ระบุว่าพวกเรา นักวิชาการ ปัญญาชน ตัวแทนภาคประชาสังคม และผู้รักสันติภาพที่สนับสนุนความยุติธรรมและ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออกแถลงการณ์ฉบับนี้ถึงผู้นําไทย กัมพูชา และสมาคม ประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เพื่อแสดงความห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความตึง เครียดล่าสุดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ที่ไม่เพียงแต่คุกคามสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาคเท่านั้น หากยังทําให้ชุมชนตามแนวชายแดนตกอยู่ในความเสี่ยงอันตราย และสั่นคลอนคุณค่าหลักของอาเซียนที่ยึดมั่น ในการสนทนา ความเคารพซึ่งกันและกัน และการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธี

เรากล่าวถ้อยคําต่อไปนี้ด้วยความนอบน้อมและความแน่วแน่ ด้วยเชื่อว่าสันติภาพมิใช่เป็นเพียงการปลอด สงคราม หากแต่ต้องประกอบด้วยความยุติธรรม ความรับผิดชอบและความกล้าหาญทางจริยธรรมในอันที่จะ ร่วมมือกันท่ามกลางความหวาดระแวงและความไม่ไว้วางใจที่กําลังดําเนินอยู่ในขณะนี้ความขัดแย้งย่อมนํามา ซึ่งความเสียหายอันใหญ่หลวง การป้องกันโศกนาฏกรรมจึงเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งของบรรดาผู้นําประเทศ

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย กัมพูชา และอาเซียน ดําเนินการอย่างทันท่วงทีร่วมกันบนพื้นฐานของกฎหมาย ระหว่างประเทศและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยอาศัยหลักการสําคัญ 6 ประการ ดังนี้

1. การปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์อย่างเคร่งครัด

ปฏิญญาร่วมที่ลงนามโดยนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาและนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรไทย หรือที่เรียกว่า “ความตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์” เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ จะต้อง ได้รับการปฏิบัติอย่างครบถ้วน โดยปราศจากความล่าช้าและข้อยกเว้นใดๆ

1.1 เราขอสนับสนุนให้รัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลไทย เคารพเจตนารมณ์และตัวบทของข้อตกลง สันติภาพกัวลาลัมเปอร์อย่างเคร่งครัด โดยขอเน้นยํ้าว่า บทบัญญัติทั้งหมดจะต้องได้รับการนําไป ปฏิบัติอย่างเที่ยงธรรมและโปร่งใสโดยทันที ไม่ว่าจะเป็นกลไกการหยุดยิง การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อ มนุษยธรรม การเคลื่อนย้ายอาวุธหนักและกําลังทหารออกจากพื้นที่ และการงดเว้นจากการเผยแพร่ หรือส่งเสริมข้อมูลเท็จ ข้อกล่าวหา การกล่าวโทษ รวมทั้ง วาทกรรมที่ให้ร้ายต่อกันหรือสร้างความ เกลียดชัง

1.2 ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์มิใช่ทางเลือก แต่เป็นพันธกรณีทางการเมืองที่มีผลผูกพันต่อผู้นํา สูงสุดของรัฐบาล การบิดพลิ้วใด ๆ อาจสร้างความเสี่ยงให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อชุมชนตามแนว ชายแดนของทั้งสองประเทศ ตลอดจนความเชื่อมั่นในภูมิภาค และความน่าเชื่อถือของอาเซียน

1.3 เราขอให้ประธานอาเซียนแสดงบทบาทที่แข็งขัน เป็นกลาง และคงเส้นคงวา และเรียกร้องด้วย ความเคารพให้ประธานอาเซียนและคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team หรือ AOT) ปฏิบัติภารกิจของตนด้วยความเป็นมืออาชีพ ความถูกต้อง และความโปร่งใสอย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ข้อผิดพลาดใด ๆ อาทิ ข้อบกพร่องในการสื่อสารและการเปิดเผยข้อมูลสําคัญของการดําเนินงานของ คณะผู้สังเกตการณ์โดยไม่ระมัดระวังจะต้องไม่เกิดซํ้าอีก

2. จัดตั้งกลไกอิสระเพื่อการตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใส

เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาและรัฐบาลไทยร่วมกันริเร่ิมสอบสวนข้อเท็จจริงในทุกกรณีอย่างโปร่งใสและ เป็นกลาง การตรวจสอบนี้ ควรนําโดยคณะทํางานอิสระเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ล่าสุดตามชายแดน ทั้งนี้ รัฐบาลของทั้งสองประเทศ ซึ่งเป็นภาคีอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล หรือ “อนุสัญญาออตตาวา” ควรร่วมกันยื่นคําร้องต่อประธานอนุสัญญา ฯ ให้จัดตั้งคณะทํางานตรวจสอบ ข้อเท็จจริง เพื่อปฏิบัติหน้าที่เชิงเทคนิคและเชิงคุณธรรมในการธํารงไว้ซึ่งความจริง สร้างหลักประกันภาระ รับผิดชอบ และส่งเสริมความไว้วางใจ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 4 ของปฏิญญาร่วม ฯ ซึ่งลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

3. ให้โอกาสสันติภาพได้ทํางานตามบรรทัดฐานระหว่างประเทศและภูมิภาคอย่างเต็มที่

เราเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นในเจตนารมณ์และตัวบทของกฎบัตรสหประชาชาติ กฎบัตรอาเซียน และ สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(Treaty of Amity and Cooperation หรือ TAC) ที่ระบุว่าความขัดแย้งใด ๆ ที่มีแนวโน้มจะคุกคามสันติภาพและความมั่นคงระหว่าง ประเทศและความมั่นคงในภูมิภาค จะต้องได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจา การตรวจสอบ การไกล่เกลี่ย การ ประนีประนอม กระบวนการอนุญาโตตุลาการ กลไกทางตุลาการ หรือวิธีการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีอื่น ๆ เราเน้นยํ้าเป็นพิเศษถึงความจําเป็นที่จะต้องยึดมั่นในมาตรา 33 ของกฎบัตรสหประชาชาติ และมาตรา 22 ของกฎบัตรอาเซียน รวมถึงวัตถุประสงค์ทั้งหมดของ TAC

ทั้งนี้ เราสนับสนุนให้ผู้นําทั้งสองประเทศพิจารณาจัดตั้งคณะกรรมาธิการระดับสูง (High Council) ตามที่ระบุ ไว้ใน มาตรา 14 และ 15 ของ TAC เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการแก้ไขความขัดแย้งนี้ แม้ว่าการใช้กําลัง ทหารในการป้องกันตนเอง จะมีความชอบธรรมตามมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ แต่ควรถือเป็น ทางเลือกสุดท้ายทุกฝ่ายต้องตระหนักอยู่เสมอว่าเป้าหมายหลักประการหนึ่งของกฎบัตรสหประชาชาติ คือ การ ป้องปรามการใช้กําลังทางทหารแต่ฝ่ายเดียวในการดําเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

4. ปกป้องสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

สิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากความตึงเครียดตามแนวชายแดนจะต้องได้รับการ ปกป้อง ชุมชนที่ได้รับผลกระทบควรได้รับการสนับสนุนให้มีส่วนร่วมในการเจรจาในทุกระดับ ทั้งในระดับ

ท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับภูมิภาค ทั้งนี้ การประเมินความต้องการ การปรึกษาหารือ และการชดเชยความ เสียหายที่เป็นธรรมจะต้องเป็นแนวทางสําหรับการฟื้นฟูเยียวยา เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีเสียงใดถูกละเลยในการ กําหนดแนวทางดําเนินการเพื่อสร้างสันติภาพ

5. ส่งเสริมการทูตภาคประชาชนและต่อต้านวาทกรรมสร้างความเกลียดชัง

เราขอเรียกร้องให้เปิดพื้นที่สําหรับการพุดคุยของทุกฝ่าย  เพื่อให้นักวิชาการ  ภาคประชาสังคม  ผู้กําหนด นโยบาย สื่อมวลชน ภาคธุรกิจ และชุมชนที่ได้รับผลกระทบเข้ามามีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความไว้วางใจ การปรองดอง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในระยะยาว ในขณะเดียวกัน ตัวแสดงที่มิใช่รัฐและผู้มีอิทธิพลใน สื่อสังคมออนไลน์และสื่อกระแสหลัก (influencers) จะต้องปฏิบัติตนด้วยมาตรฐานระดับสูง และแสดงถึง ความรับผิดชอบ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีการเผยแพร่ความเกลียดชัง การลดทอนความเป็นมนุษย์ หรือข้อมูลอัน เป็นเท็จที่จะสร้างความเสียหายเพิ่มเติมต่อสันติภาพและธรรมาภิบาลในระบอบประชาธิปไตยที่มีความ เปราะบางเป็นทุนเดิม โดยการดําเนินการทั้งหมดนี้จักต้องตั้งอยู่บนหลักการที่ว่าเสรีภาพในการแสดงออกต้อง ได้รับการคุ้มครองเช่นกัน

6. เปลี่ยนวาทกรรมความขัดแย้งด้วยการศึกษา

เพื่อทําลายวงจรความขัดแย้งที่มีพื้นฐานมาจากความขุ่นเคืองในอดีตจากประวัติศาสตร์บาดแผล เราขอ เรียกร้องให้มีการทบทวนและประเมินแบบเรียนและตําราประวัติศาสตร์ รวมถึงสื่อการเรียนรู้ทั้งในประเทศ ไทยและกัมพูชาอย่างละเอียดรอบคอบ โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความเข้าใจซึ่งกันและกันลดอคติ และช่วย ให้คนรุ่นใหม่มองเพื่อนบ้านในฐานะหุ้นส่วนแห่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง

เราต้องยอมรับว่าเรายืนอยู่บนทางแพร่งระหว่างการเป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพและความขัดแย้ง เราขอ เรียกร้องให้เหล่าผู้นําทั้งหลายก้าวข้ามวาทกรรมชาตินิยมและความเป็นปฏิปักษ์ทางประวัติศาสตร์ ณ ห้วงเวลา นี้ คือ ห้วงเวลาที่จะต้องตระหนักว่าเราล้วนแล้วแต่มีหน้าที่ร่วมกันในการธํารงไว้ซึ่งสันติภาพ ความยุติธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เราผู้มีรายนามดังต่อไปนี้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลของทั้งสองประเทศดําเนินการด้วยความกล้าหาญทาง จริยธรรมและยึดมั่นในความร่วมมือระหว่างกัน และเรียกร้องให้อาเซียนแสดงบทบาทนําอย่างสุจริต และแน่ว แน่ ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราพร้อมยืนหยัดสนับสนุนความริเริ่มใดๆ ในการสร้าง สันติภาพที่เป็นธรรมและยั่งยืน

 


 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง