Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ในไตรมาสสุดท้ายของปี สื่อสาธารณะของโลกตะวันตกเผชิญปัญหารุมเร้าถ้วนหน้า Radio Free Asia (RFA) ประกาศพักรายงานข่าวในรอบ 29 ปี ส่วน Voice of America (VOA) ที่ถูกลดขนาด เพิ่งกลับมาทำงานได้อีกครั้ง หลังรัฐบาลเปิดทำการ ขณะที่ BBC ถูกตรวจสอบอย่างหนัก หลังทรัมป์ขู่ฟ้อง 1 พันล้านดอลล่าร์ในข้อหาเสนอข่าวบิดเบือน

Radio Free Asia “พัก" นำเสนอข่าวในรอบ 29 ปี

เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา RFA ได้ประกาศ "พัก" การนำเสนอข่าวเป็นครั้งแรกในรอบ 29 ปี จากความไม่แน่นอนทางด้านงบประมาณ หลังจากที่พักงานพนักงานกองบรรณาธิการส่วนใหญ่ไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา นักข่าวที่เหลืออยู่ในนามโครงการ RFA Perspectives ยังคงดำเนินงานตามที่ได้รับมอบหมายโดยรัฐสภาของรัฐบาลสหรัฐ อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวต้องยุติลงเช่นกัน

“มันเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดอย่างยิ่ง" โรซา หวาง เขียนกล่าวในบทความจากบรรณาธิการบริหาร "และไม่ต้องสงสัยเลยว่า ระบอบอำนาจนิยมกำลังเฉลิมฉลองการล่มสลายของ RFA ที่อาจเกิดขึ้น"

RFA รายงานข้อมูล "ข่าวสารที่สำคัญในภูมิภาคที่ข้อเท็จจริงถูกกดทับ" ภูมิภาคที่ RFA ให้ความสำคัญ ได้แก่ ทิเบต ซินเจียง ฮ่องกง เวียดนาม พม่า เกาหลีเหนือ ลาว และกัมพูชา เนื่องในโอกาสประกาศพักการรายงานข่าว RFA ได้แนะนำนักข่าวภาคสนามที่เสี่ยงอันตรายนำเสนอข่าวอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ด้วย

โฆษณา - Advertising

นอกจากนี้ ทีมข่าวสืบสวนสอบสวนของ RFA ยังมีบทบาทสำคัญในการเปิดโปงอาคารศูนย์ทำการของสแกมเมอร์ที่ยึดครองโดยบริษัท Prince Group ซึ่งเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา

สื่อ Business Journal ของอเมริการายงานว่า เมื่อไม่นานมานี้ RFA ได้นำอุปกรณ์สำนักงานออกประมูล ได้แก่ ไมค์โครโฟน จอมอนิเตอร์ และเก้าอี้ประชุม โฆษกของ RFA ระบุว่า อุปกรณ์เหล่านี้ล้าสมัยแล้ว แต่ยังคงรักษาทรัพย์สินที่สำคัญของสำนักข่าวไว้บางส่วน

รายงานดังกล่าวระบุอีกว่า ความไม่แน่นอนทางงบประมาณเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่มีการเปลี่ยนเจ้าของอาคารแห่งหนึ่งในกรุงวอชิงตัน ซึ่ง RFA เป็นผู้เช่ารายใหญ่ที่สุด เนื่องจากเจ้าของอาคารเดิมไม่สามารถชำระหนี้จำนวน 54.6 ล้านดอลล่าร์ได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานว่า RFA ยังคงเช่าสำนักงานดังกล่าวอยู่หรือไม่

Voice of America กลับมาอีกครั้ง แต่ยังลดขนาด-ปรับบทบาท

เมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา VOA ต้องพักการนำเสนอข่าวทั้งหมดเช่นกัน ในระหว่างที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาหยุดทำการ ซึ่งครั้งนี้กินเวลากว่า 35 วัน ยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศผู้นำโลกเสรีเนื่องจากรัฐสภาของสหรัฐฯ ไม่สามารถหาข้อตกลงเพื่อผ่านกฎหมายงบประมาณประจำปีได้

โฆษณา - Advertising

หลังรัฐบาลกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง ปัจจุบันVOA นำเสนอข่าวเพียง 4 ภาษา ได้แก่ จีนกลาง ดารี ปาทาน และเปอร์เซีย จากเดิมที่เคยเสนอข่าวกว่า 49 ภาษา เนื้อหารวมกว่า 2,400 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ พนักงานส่วนใหญ่ของ VOA ยังคงถูกพักงาน ขณะนี้ VOA กำลังต่อสู้คดีในชั้นศาลว่ามาตรการปรับลดขนาดองค์กรของ VOA ให้เหลือเพียงขั้นต่ำของรัฐบาลสหรัฐ ฯ เป็นการกระทำขัดต่อกฎหมายหรือไม่

ที่ผ่านมา VOA คงรักษาสิทธิไว้ได้หลายประเด็น เนื่องจากศาลระงับคำสั่งของรัฐบาลทรัมป์หลายฉบับ เช่น การยกเลิกสิทธิสหภาพแรงงาน การปลดพนักงานระลอกล่าสุดของ VOA และสำนักงานสื่อโลกแห่งสหรัฐอเมริกา (USAGM) องค์กรแม่ของ VOA จำนวน 500 คน และการปลดผู้อำนวยการของ VOA

VOA ถูกวิจารณ์โดยผู้สนับสนุนของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ว่าเป็น "โฆษณาชวนเชื่อของฝ่ายซ้าย" และเป็นการใช้งบประมาณของรัฐบาลอย่างสิ้นเปลือง โดยมีการยกตัวอย่างเช่น กรณีที่ VOA ไม่เรียกกลุ่มฮามาสว่าเป็นผู้ก่อการร้าย แต่อีกด้านหนึ่ง ความพยายามในการปิดสำนักข่าว VOA ของรัฐบาลทรัมป์ก็ถูกวิจารณ์เช่นกันว่าเป็นการแทรกแซงการทำงานของสื่ออิสระ ซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ

สื่อนิวยอร์กไทมส์ตั้งข้อสังเกตว่าในอนาคต VOA อาจถูกบังคับให้ปรับบทบาทจากการเป็นสื่ออิสระไปสู่การเป็นเครื่องมือส่งเสริมวาระทางการเมืองของรัฐบาลทรัมป์ หรือกล่าวคือ "เป็นมิตรกับ MAGA (Make America Great Again) มากขึ้น" เช่น การที่ VOA เสนอข่าวเกี่ยวกับการเดินขบวนสวนสนามของรัฐบาลทรัมป์ แทนที่จะนำเสนอข่าวการโจมตีอิหร่านของอิสราเอล ซึ่งเคยเป็นประเด็นหลักในการนำเสนอข่าวของ VOA

โฆษณา - Advertising

ความพยายามของทรัมป์ในการตัดงบสื่อของรัฐ ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ให้เช่าอาคารในกรุงวอชิงตัน ดีซี. นอกจากกรณีของ RFA แล้ว รายงานของ Business Journal ระบุว่าเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา USAGM ยังได้ยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่สำนักงานของ VOA ในกรุงวอชิงตัน ดีซี ขนาดกว่า 350,000 ตารางฟุต ทั้งที่ VOA เริ่มย้ายเข้าไปแล้ว ทำให้ผู้ให้เช่าต้องเร่งมองหาผู้เช่ารายใหม่

BBC ถูกตรวจสอบอ่วม

นอกจากสื่อสาธารณะในฝั่งอเมริกาที่ถูกตัดงบ ในฝั่งสหราชอาณาจักร บีบีซีก็เผชิญกับวิกฤติเช่นกัน ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา เอกสารภายในถูกเผยแพร่สู่สายตาของสาธารณชน ระบุข้อกล่าวหาเกี่ยวกับความบกพร่องทางด้านงานบรรณาธิการของบีบีซี เอกสารดังกล่าวเขียนโดยไมเคิล พรีสก๊อตต์ นักข่าวที่มีประสบการณ์ยาวนาน เคยร่วมงานสำนักข่าวหลายแห่ง และอดีตที่ปรึกษาอิสระภายนอกของคณะกรรมการมาตรฐานบรรณาธิการของบีบีซี

ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการรายงานข่าวเกี่ยวกับทรัมป์ ในสารคดีโทรทัศน์ตอนหนึ่งของพาโนรามาที่นำสองช่วงของคำปราศรัยของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ห่างกัน 50 นาทีมาตัดต่อติดกัน ทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดได้ว่าทรัมป์เรียกร้องให้ประชาชนโจมตีอาคารทำการของรัฐสภาสหรัฐ ฯ อย่างเปิดเผยในเหตุการณ์จลาจลเมื่อวันที่ 6 ม.ค. 2564

หลังเรื่องดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ทิม เดวี ผู้อำนวยการของบีบีซี และเดบอราห์ เทอร์เนส ได้ประกาศลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบ ต่อมาเมื่อกลางพฤศจิกายนทนายความของประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ ได้ขอให้บีบีซีถอนสารคดี ขอโทษ และจ่ายค่าเสียหาย หากไม่ปฏิบัติตามจะฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายอย่างน้อย 1 พันล้านดอลล่าร์ บีบีซีได้ขอโทษต่อทรัมป์แล้ว และจะไม่ฉายสารคดีดังกล่าวอีก แต่ปฏิเสธที่จะชดเชยค่าเสียหาย

โฆษณา - Advertising

บีบีซีชี้แจงเหตุผลที่ไม่ชดเชยค่าเสียหาย 5 ข้อด้วยกัน ได้แก่

(1.) บีบีซีไม่มีสิทธิและไม่ได้ทำการเผยแพร่สารดคีดังกล่าวในช่องของสหรัฐอเมริกา

(2.) สารคดีไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัมป์ เนื่องจากทรัมป์ได้รับการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2

(3.) การตัดต่อดังกล่าวไม่ได้มีเจตนาบิดเบือน เพียงแค่ย่อการปราศรัยให้สั้นลง

โฆษณา - Advertising

(4.) คลิปดังกล่าวไม่ได้ถูกพิจารณาอย่างโดดๆ ทว่ากินระยะเวลาเพียง 12 วินาที จากความยาวเนื้อหา 1 ชั่วโมง โดยสารคดีดังกล่าวบรรจุความเห็นของผู้สนับสนุนทรัมป์จำนวนมากด้วย

(5.) ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นสาธารณะและการแสดงออกทางการเมืองได้รับการคุ้มครองอย่างมาก ภายใต้กฎหมายหมิ่นประมาทของสหรัฐอเมริกา

ดังนั้น บีบีซีจึงเห็นว่ามีข้อโต้แย้งหนักแน่นพอหากต้องสู้คดี

ความขัดแย้งระหว่างบีบีซีกับทรัมป์เกิดขึ้นในช่วงที่บีบีซีถูกตรวจสอบในหลายกรณี เช่น กรณีที่องค์กรกำกับดูแลสื่อของสหราชอาณาจักร ตัดสินเมื่อตุลาคมที่ผ่านมาว่า บีบีซีฝ่าฝืนกฎของการเผยแพร่ออกอากาศ เนื่องจากไม่เปิดเผยว่าผู้บรรยายสารคดีตอนหนึ่งเกี่ยวกับกาซาเป็นลูกชายของผู้มีตำแหน่งอยู่ในกลุ่มฮามาส

องค์กรสื่ออายุ 103 ปีอย่าง BBC ถูกจับตาเข้มงวดกว่าสถานีและคู่แข่งเอกชนอื่นๆ เนื่องจากเป็นสื่อสาธารณะและเป็นสถาบันของชาติ ทุกครัวเรือนในสหราชอาณาจักรที่รับชมโทรทัศน์หรือรายการของบีบีซี ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตกับบีบีซีปีละ 174.50 ปอนด์หรือราว 7,434 บาท นอกจากนี้ ยังมีรายได้เชิงพาณิชย์ รวมถึงเงินอุดหนุน ค่าลิขสิทธิ์ และรายได้จากการเช่า ทั้งนี้ บีบีซีมีข้อผูกมัดตามเงื่อนไขในกฎบัตรว่าต้องรักษาความเป็นกลางในการเสนอข่าว

เมื่อวันที่ 24 พ.ย. ที่ผ่านมา ผู้นำของบีบีซีได้ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการด้านวัฒนธรรม สื่อ และกีฬาของรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร ซามีร์ ชาห์ ประธานของบีบีซียอมรับว่าตอบสนองต่อปัญหาช้าเกินไป ควรที่จะขุดลงไปที่ต้นตอและแก้ไขปัญหาให้จบเร็วกว่านี้ แทนที่จะรอให้เรื่องแดงออกมาสู่สาธารณะ

ไมเคิล พรีสก๊อตต์ ระบุในการประชุมกรรมาธิการว่า เขาเชื่อว่า BBC มีปัญหาเชิงระบบในการรับมือกับข้อร้องเรียน โดยมักมีท่าทีตั้งรับและไม่ให้ความสำคัญกับข้อกังวลที่ถูกหยิบยกขึ้นเกี่ยวกับการรายงานข่าวขององค์กร

เขาระบุว่าอดีตผู้อำนวยการใหญ่ ทิม เดวี และผู้บริหารคนอื่น ๆ “มีจุดบอดในเรื่องความบกพร่องด้านบรรณาธิการ” อย่างไรก็ตาม เขาบอกกับฝ่ายนิติบัญญัติว่า เขาไม่คิดว่าองค์กรกระจายเสียงแห่งนี้มี “อคติในเชิงสถาบัน” 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising