Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

จากสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ตั้งแต่ 17 พ.ย.จนถึงวันนี้ (28 พ.ย.) เป็นเวลา 12 วัน จากการรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยล่าสุด (28 พ.ย.เวลา 06.00 น.) พบว่า จังหวัดที่ได้รับความเสียหายทั้งหมด 12 จังหวัด และยังคงประสบภัย 9 พื้นที่ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กินพื้นที่ 105 อำเภอ 723 ตำบล 5,381 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,226,627 ครัวเรือน 3,542,583 คน 

เวลาประมาณ 15.00 น.ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัย แถลงสถานการณ์ล่าสุด ยอดผู้เสียชีวิตใน 9 พื้นที่ภาคใต้อยู่ที่ 145 ราย แบ่งเป็น นครศรีธรรมราช 9 ราย พัทลุง 4 ราย สงขลา 110 ราย ตรัง 2 ราย สตูล 5 ราย ปัตตานี 6 ราย ยะลา 5 นราธิวาส 4 ราย

จังหวัดที่ต้องจับตามองในการท่วมครั้งนี้คือ สงขลา เนื่องจากเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด และเป็นจุดสังเกตการบริหารจัดการของภาครัฐว่าเป็นอย่างไร คำตอบเห็นได้ชัดเจนจากผลลัพธ์ความเสียหายที่เกิดขึ้น เราอาจลองคลี่ดูให้ละเอียดจากการทบทวนไทม์ไลน์เพื่อถอดบทเรียน

17 พฤศจิกายน : ประกาศกรมอุตุฯ ทุกฝ่ายดูเบา

กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศ ในช่วงวันที่ 18-23 พฤศจิกายน ภาคใต้หลายพื้นที่จะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทย ภาคใต้ และทะเลอันดามันมีกำลังแรงขึ้น เป็นการประกาศที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ย้อนหลังว่า ภาษาทางการเช่นนี้ทำให้แยกไม่ออกถึงความรุนแรงแบบพิเศษที่จะเกิดขึ้น 

18 พฤศจิกายน : ท้องถิ่นให้ติดตามกรมอุตุฯ 

นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ประกาศให้ประชาชนเฝ้าระวังตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศ เพราะมีโอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง ดินโคลนถล่มในพื้นที่ลาดเชิงเขา โดยขอให้ติดตามข่าวสารพยากรณ์อากาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด

ด้าน ครม. มีมติเห็นชอบเยียวยาเงินน้ำท่วมขังแบบขั้นบันได หากน้ำขังเกิน 4 เดือน จ่ายชดเชยเพิ่มเติม 20,000 บาท ซึ่งเป็นการมุ่งแก้ปัญหาน้ำท่วมยาวนานในโซนภาคกลางที่กำลังเป็นประเด็น เช่น อยุธยา 

ทวิวงศ์ โตทวิวงศ์ สส.พระนครศรีอยุธยา พรรคประชาชน มีความเห็นว่ารัฐบาลควรเริ่มเตรียมรับมือน้ำท่วมในภาคใต้ เนื่องจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเคลื่อนลงไปทางภาคใต้ และการคาดการณ์ในหลายแบบจำลองสภาพอากาศ คาดการณ์ตรงกันว่า ภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะเจอฝนตกหนักมาก

19 พฤศจิกายน : ฝนเริ่มหนัก ติดตามระดับน้ำถี่ขึ้น

หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงได้ปกคลุมภาคใต้ตอนล่าง เป็นวันแรกที่ฝนเริ่มตก ขณะเดียวกันศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีการรายงานระดับน้ำถี่ขึ้น 

พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เพื่อตรวจราชการทางหลวงหมายเลข 43 ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อม 3 จังหวัดชายแดนใต้ พร้อมติดตามการแก้ปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะพื้นที่ริมทะเลและให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์น้ำทะเลขึ้น–ลงเพื่อให้ประชาชน เดินทาง และการขนส่งสินค้าอย่างไม่สะดุด

เวลา 23.57 น. ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก รายงานเตือนอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง และคลื่นสูงกว่า 3 เมตร เนื่องจากลักษณะอากาศเปลี่ยน มีแนวโน้มฝนฟ้าคะนองกำลังปานกลางถึงแรง ปกคลุมบริเวณจังหวัดสงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช ปัตตานี และหน้าชายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง พร้อมกับการแจ้งปริมาณระดับน้ำที่สูงถึง 155 มม.

วันนี้เป็นวันแรกที่รัฐบาลลงพื้นที่ แต่เป็นการลงพื้นที่เรื่องการคมนาคม

20 พฤศจิกายน : ท่วมหลายพื้นที่ เริ่มแจ้งเตือน SMS

จังหวัดสงขลารายงานความเสียหายหลังจากน้ำท่วม 6 อำเภอ 26 ตำบล 144 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 16,496 ครัวเรือน ประชาชนเดือดร้อน 41,193 คน ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

ผู้ว่าฯ สงขลา เฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำในพื้นที่มอบหมายให้นายอำเภอทั้ง 16 อำเภอ ประสานงานบูรณาการร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำ ริมตลิ่ง รวมถึงบริเวณพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก ให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อม

ทางด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีการส่ง Cell Broadcast จำนวน 4 ครั้ง เป็นการแจ้งเตือนฝนตกหนัก 3 ครั้ง และแจ้งเตือนฝนตกแช่ ระมัดระวังน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม 1 ครั้ง

ปริมาณน้ำฝนที่ตกในวันนี้อยู่ที่ 146.8 มม.

นี่เป็นครั้งแรกที่จังหวัดสงขลาเริ่มได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมและการได้รับการแจ้งเตือนจาก Cell Broadcast

21 พฤศจิกายน : น้ำฝนสะสมสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ปริมาณน้ำฝนที่ตกในวันนี้อยู่ที่ 370.2 มม. ส่งให้ปริมาณน้ำฝนสะสม 3 วัน สูงถึง 630 มม. สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ประชุมคณะทำงานแผนปฏิบัติการเผชิญเหตุอุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อเป็นการเตรียมการช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยและประกาศเปิดศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินกรณีอุทกภัย วาตภัย และดินถล่ม

นายอำเภอและนายกอบต.อำเภอต่าง ๆ ลงพื้นที่ตรวจสอบความเสียหายและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเสียหาย หลายพื้นที่เริ่มมีการเร่งใช้เครื่องสูบน้ำระบายน้ำออกจากพื้นที่

กรมทหารราบที่ 5 ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบในบริเวณบ้านคลองหวะ ถนนประชาอุทิศ ต.คอหงส์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยช่วยยกสิ่งของ–เครื่องใช้ไฟฟ้าขึ้นที่สูง และวางกระสอบทรายเป็นแนวกั้นน้ำ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง พร้อมข้อเสนอเร่งด่วนกับรัฐบาลให้ตั้ง War Room เพื่อบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในฝั่งของสส. ภคมน หนุนอนันต์ รองโฆษกพรรคประชาชน เข้าพื้นที่น้ำท่วมในอำเภอเมืองนครศรีธรรมราช จากนั้นจึงเดินทางต่อไปยังอำเภอหาดใหญ่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลควรเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมภาคใต้ไว้ล่วงหน้า ทั้งเรื่องศูนย์อพยพ การแจ้งจุดที่ตั้งและเส้นทางอพยพ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง กลับพบว่าการเตรียมการหน้างานและการสื่อสารระหว่างหน่วยงานรัฐยังขาดประสิทธิภาพ

ทางด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีการส่ง Cell Broadcast จำนวน 9 ครั้ง เป็นการแจ้งเตือนฝนตกหนัก 2 ครั้ง ฝนตกแช่ 3 ครั้ง น้ำท่วม 2 ครั้ง ดินโคลนถล่ม 1 ครั้ง และแจ้งเตือนจุดอพยพและจุดจอดรถ 1 ครั้ง

เวลาประมาณ 22.30 น. นายณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ประกาศยกธงแดง พื้นที่เขตตัวเมือง (เขต 1,2,3) เนื่องจากฝนที่ตกลงมามีปริมาณเกินกว่าค่ามาตรฐาน ทำให้อ่างเก็บน้ำแก้มลิงคลองเรียนเอ่อล้น จึงหารือกับหน่วยงานในพื้นที่ และทำการเปิดประตูน้ำทุกบานเพื่อพร่องน้ำจากอ่างเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด ผ่านคลองเตยและคลองระบายน้ำ ร.5 เพื่อระบายน้ำลงสู่คลองอู่ตะเภา และคลอง ร.1 ซึ่งยังสามารถรับน้ำได้ แต่การระบายน้ำลงคลองเตยอาจเพื่อลงสู่คลองอู่ตะเภานั้น อาจส่งผลให้พื้นที่ตัวเมืองหาดใหญ่ ขอให้ประชาชนยกของขึ้นที่สูงเพื่อความปลอดภัย 

ท้องถิ่นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อภัยถึงตัวแล้ว และเริ่มเห็นทหารมีบทบาทในการช่วยเหลือบางจุดเล็กๆ เป็นครั้งแรก แต่ยังไม่มีการตั้งวอร์รูมจากส่วนรัฐบาล หรือส่วนกลางแต่อย่างใด

22 พฤศจิกายน ไหลบ่าหนัก ส่วนกลางยังนิ่ง

ชาวบ้านในพื้นที่ระบุว่า น้ำเริ่มไหลเข้ามาท่วมบ้านตั้งแต่เวลา 03.00 น. ปริมาณน้ำขึ้นสูงเร็วมากจนไม่สามารถอพยพได้ทัน เนื่องจากไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า 

ส่งผลให้วันที่ 20–22 พฤศจิกายน 2568 มีพื้นที่ได้รับผลกระทบแล้ว 16 อำเภอ 70 ตำบล 395 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 28,940 ครัวเรือน 77,374 คน โดยยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต ขณะเดียวกันเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ได้ประกาศ “ยกธงแดง” ใน 103 ชุมชน

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ  ลงพื้นที่สงขลาเพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและวาตภัย และประชุมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง นายกฯ กำชับให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคีเครือข่ายทุกระดับทำงานเต็มที่ 24 ชั่วโมง พร้อมย้ำว่า มีสายด่วนสาธารณภัย 1784 ต้องพร้อมรับแจ้งเหตุและประสานช่วยเหลือประชาชนตลอดเวลา 

ขณะเดียวกัน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เดินทางลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ในช่วงหนึ่งการลงพื้นเขากล่าวว่า หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม สถานการณ์คงจะดีขึ้น ตอนนี้ได้มีการประสานตั้งโรงครัวแล้ว เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนอาหาร ส่วนสัตว์เลี้ยงก็ได้ประสานกรมปศุสัตว์ไว้แล้ว

ร.อ.ธรรมนัสยืนยันว่า การระบายน้ำอยู่ในระดับตามปกติ แต่เนื่องจากมีฝนตกลงมาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง ทำให้ปริมาณน้ำยังคงท่วมหลายจุดในพื้นที่ ในฐานะผู้รับคำสั่งดูแลกรมชลประทาน จะเร่งระบายน้ำลงสู่ทะเลสาบสงขลาโดยเร็ว

นอกจากนี้นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์ (กันจอมพลัง) ลงพื้นที่ช่วยประชาชนสงขลาพร้อมเจ็ตสกีช่วยเหลือประชาชน และควักเงินส่วนตัว 50,000 บาท ซื้อวัตถุดิบตั้งโรงครัวฉุกเฉินที่ค่ายเสนาณรงค์

ทางท่าอากาศยานหาดใหญ่ ให้การดูแลและช่วยเหลือผู้โดยสารรวมถึงผู้ใช้บริการที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในเขตพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ เพื่อให้การเดินทางเป็นไปอย่างปลอดภัยและได้รับความสะดวกสูงสุด และผู้ใช้บริการที่มีความประสงค์จะเดินทางเข้าตัวเมืองหาดใหญ่ ท่าอากาศยานหาดใหญ่ กองบิน 56 และ มทบ. 42 ได้จัดรถให้บริการรับส่ง ส่วนผู้โดยสารที่เดินทางเข้า-ออก จากท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ ผ่านสายการบิน Nok Air และไทยแอร์เอเชีย สามารถเปลี่ยนแปลงเที่ยวบินหรือเส้นทางได้ 1 ครั้ง ตามเวลาที่กำหนด

ทางด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีการส่ง Cell Broadcast จำนวน 6 ครั้ง เป็นการแจ้งเตือนน้ำท่วม ฝนตกแช่ 1 ครั้ง น้ำท่วม น้ำล้นตลิ่ง 1 ครั้ง ดินโคลนถล่ม 1 ครั้ง น้ำท่วม 2 ครั้ง และแจ้งเตือนน้ำคลองจากด้านเหนือไหลลงมาเพิ่ม 1 ครั้ง

ปริมาณน้ำฝนที่ตกในวันนี้อยู่ที่ 139.6 มม. 

23 พฤศจิกายน : นายกฯ ลงพื้นที่ โชว์ผัดข้าว

อนุทิน พร้อมคณะ ลงพื้นที่เยี่ยมผู้ประสบภัย ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวโรงเรียนเทศบาล 4 ปตท.คลองหวะ พร้อมมอบอาหารปรุงสุกให้แก่ประชาชนบริเวณดังกล่าว

“ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออาหาร สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคืออาหารไม่มี ถ้าน้ำท่วมแล้วประชาชนท้องหิว ความเดือดร้อนจะยิ่งซ้ำเติม เราต้องจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน” อนุทินกล่าว

อนุทินเปิดเผยว่า ขณะนี้มีศูนย์พักพิงและศูนย์อพยพแล้ว 5 จุด การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้นำรถจ่ายไฟเคลื่อนที่ไปประจำทุกศูนย์ เพื่อให้ประชาชนได้มีไฟฟ้าใช้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ประชาชนบางส่วนเลือกไปพักอาศัยกับญาติ ไม่ได้เข้าศูนย์พักพิง รัฐบาลยืนยันว่าจะเร่งนำอุปกรณ์ยังชีพและอาหารไปให้ครบทุกมื้อในทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

ในด้านการเยียวยาความเสียหาย อนุทินระบุว่า ได้เตรียมกรอบวงเงินเยียวยาไว้แล้วครอบครัวละ 9,000 บาท และจะเสนอ ครม.ต่อไป

ร้านค้าและโรงแรมหลายแห่งประกาศปิดให้บริการชั่วคราว ขณะเดียวกันระบบไฟฟ้าและประปาหลายจุดเริ่มมีปัญหาเนื่องจากปริมาณน้ำท่วมสูง

นายนาคร ศิลาชัย (เปิ้ล นาคร) ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย อีกทั้งยังตั้งโรงครัวเปิ้ลนาครแม่จูนที่บ.ขนส่งแสงทอง

ทางด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีการส่ง Cell Broadcast จำนวน 6 ครั้ง เป็นการแจ้งเตือนน้ำท่วม 3 ครั้ง ดินโคลนถล่ม 1 ครั้ง และแจ้งเตือนฝนตกหนัก 2 ครั้ง

ปริมาณน้ำฝนที่ตกในวันนี้อยู่ที่ 143.8 มม. 

วันนี้เป็นวันที่สองที่ผู้นำรัฐบาลลงพื้นที่ มีภาพข่าวการผัดข้าว เยี่ยมผู้ประสบภัย แต่ยังไม่เห็นการจัดการเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

24 พฤศจิกายน : ประกาศอพยพทันทีตอนท่วมหนักแล้ว 

ระดับน้ำเพิ่มขึ้นสูงมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกินสะโพก น้ำและไฟเริ่มโดนตัด ประชาชนเริ่มโพสต์ข้อความขอความช่วยเหลือจากเทศบาล

เวลา 09.35 เทศบาลนครหาดใหญ่โพสต์ข้อความ “สถานการณ์น้ำหาดใหญ่ ตอนนี้อยู่ในสภาวะวิกฤต ขอให้ทุกคนดูแลตัวเองให้ดีที่สุด 🙏🙏”  ประชาชนแสดงความคิดเห็นมากมาย

“รามาแมนชั่นแถววัดเกาะเสือต้องการอาหารและน้ำดื่มค่ะ ไม่มีไฟฟ้าใช้มา 3 วันแล้ว”

“คำพูดมากมาย ความหมายคือ ให้ดูแลกันเองเหรอครับ ?” 

“เอาอยู่ๆ แบบไหนคะ สุดท้ายเทศบาลให้ดูแลตัวเอง น้ำจะขึ้นชั้น 2 แล้วหน่วยงานไหนก็โทรไม่ติด คนรอการช่วยเหลือนานมากๆ”

ในที่สุดเวลา 10.00 น. ผู้ว่าฯ ประกาศให้ประชาชนในหาดใหญ่อพยพเข้าสู่จุดปลอดภัยที่เตรียมไว้ทันที เนื่องจากเวลา 16.00 น. เขต 3 และ 4 เพราะน้ำจะมา 2 เท่า ประชาชนคอมเมนต์ถามหาว่าจะให้ผพยพอย่างไรในเมื่อตอนนี้ติดอยู่ในบ้าน

“เดี๋ยวนะ! ทางการบอกให้ชาวบ้านอพยพหนีนํ้าท่วม เพราะนํ้ากำลังจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาคือเค้าติดอยู่บนบ้าน จะให้ชาวบ้านอพยพไปไหน บางพื้นที่ยังไม่มีหน่วยงานเข้าช่วยเหลือเลย เรือสักลำก็ไม่มี ถนนถูกตัดขาด แถมนํ้ากำลังสูงขึ้น-ไหลเชี่ยว พวกคุณต้องเอา ฮ. เอาเรือมารับสิ”

“ท่านก็สั่งเหมือนสั่งขี้มูกเลยครับท่าน ถ้าทุกคนออกมาได้คงไม่ร้องขอให้เข้าไปช่วยหรอกครับท่าน ช่วยหาแนวทางแก้ไขปัญหาด้วยครับ”

“ถ้าเขาออกมาได้ เขาคงออกกันมาแล้วค่ะ ตอนนี้รอความช่วยเหลือจากทุกหน่วยงาน ยังเงียบไม่มีหน่วยงานไหนเข้าไปเลย มาประกาศตอนนี้ทุกทึ่มันตันหมดแล้วค่ะ เคลื่อนไหวอะไรไม่ได้แล้ว”

อนุทิน ชาญวีรกูล จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) โดยมี ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นผู้อำนวยการศูนย์ เพื่อกำกับดูแลการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำ ช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ภัยพิบัติ

โดยในช่วงต้นของการประชุมคอนเฟอร์เรนซ์ อนุทินได้ถามว่าร.อ.ธรรมนัส ได้เข้าร่วมประชุมหรือไม่ แต่ปรากฏว่าไม่มีเสียงตอบรับ นายกรัฐมนตรีจึงกล่าวต่อไปว่าตนได้สั่งการให้ ร.อ.ธรรมนัส ลงพื้นที่เพื่ออำนวยการสถานการณ์ที่อำเภอหาดใหญ่ คาดว่าตอนนี้อยู่ระหว่างหน้างาน ทั้งที่ในความเป็นจริง ร.อ.ธรรมนัส  ลงพื้นที่ติดตามโครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา จังหวัดเชียงใหม่

เวลา 15.30 น. นายอนุทิน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการและบริหารสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (คอภ.) ครั้งที่ 2/2568 สั่งการทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยเร่งด่วน มีข้อสั่งการ7 ข้อ ดังนี้

1. ก.มหาดไทย (ปภ.) ร่วมกับกรมอุตุฯ สทนช. สนทช. และกรมชลฯ ติดตามสถานการณ์ 24 ชม. แจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast และให้ผู้ว่าฯ มอบหมายผู้นำท้องถิ่นกระจายข้อมูลถึงประชาชนทุกพื้นที่

2. ผู้ว่าฯ จังหวัดในพื้นที่น้ำท่วม ใช้ศูนย์บัญชาการจังหวัดบูรณาการทุกหน่วยงาน ดูแลสิ่งของจำเป็นให้กับประชาชนในพื้นที่ จัดตั้งศูนย์อพยพ และจัดทีมเคลื่อนย้ายประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงอย่างปลอดภัย

3. สนทช. กรมชลฯ ปภ. และหน่วยทหาร สนับสนุนจังหวัดที่ประสบภัย วางแผนพร่องน้ำ เร่งระบายน้ำ พร้อมจัดเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรกลสาธารณภัยพร้อมเจ้าหน้าที่

4. ก.คมนาคม กำชับหน่วยงานในพื้นที่ดูแลถนนและทางรถไฟ จัดเส้นทางสำรอง–ทางเลี่ยง ติดป้ายเตือน และจัดเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกด้านการเดินทาง

5. ก.สาธารณสุข กำชับหน่วยงานในพื้นที่ ในการจัดทีมแพทย์และสาธารณสุข ดูแลสุขภาพกายและจิตใจประชาชน สนับสนุนเวชภัณฑ์ยาต่างๆ ให้เพียงพอ รวมถึงเฝ้าระวังโรคที่มากับน้ำท่วมขัง 

6. ก.มหาดไทย (ปภ.) เร่งสำรวจความเสียหายและจ่ายเงินเยียวยาให้ครบถ้วนทุกครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ

7. ทุกหน่วยงานเร่งสำรวจความเสียหายทุกด้าน พร้อมทั้งเร่งซ่อมแซม และฟื้นฟูความเสียหายต่างๆ ให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

อบจ.สงขลา ประชุมวางแผนลำเลียงอาหารทางอากาศเพื่อส่งต่อให้ภาคพื้นดิน รับหน้าที่เข้าไปแจกจ่ายในซอยลึกและชุมชนที่รถยนต์เข้าไม่ถึง

เพจกองทัพบก ทันกระแส ประชาสัมพันธ์ขอให้ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือกรอกข้อมูลลงในระบบ https://jitasa.care/ เพื่อระบุตำแหน่งให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าช่วยเหลือได้เร็วขึ้นและแม่นยำ

เหล่ากู้ภัยในพื้นที่เริ่มเจอปัญหาทั้งน้ำเชี่ยว ไฟฟ้าเริ่มเสีย สภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ จนคุณเปิ้ล นาคร โพสต์ข้อความลงบนโซเชียลมีเดียว่า “หนักที่สุดในรอบ 14 ปีตั้งแต่ช่วยน้ำท่วมมา” หรือ “เกินกำลังผมแล้วครับรัฐบาล” หรือ “วันนี้คามือไป 2 ร่าง”

ปริมาณน้ำฝนที่ตกในวันนี้อยู่ที่ 262 มม. 

ทางด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีการส่ง Cell Broadcast จำนวน 9 ครั้ง เป็นการแจ้งเตือนปริมาณน้ำท่วมสูงเพิ่มขึ้น 4 ครั้ง น้ำท่วม 2 ครั้ง น้ำคลองจากด้านเหนือไหลลงมาเพิ่ม 1 ครั้ง และแจ้งเตือนอพยพ 2 ครั้ง 

วันนี้เริ่มได้เห็นการจัดการของรัฐบาลที่ชัดเจนมากขึ้น ที่เริ่มมีการตั้งหน่วยงานแก้ปัญหาน้ำท่วม แต่ประชาชนยังคงไม่เห็นการวางแผนอย่างเป็นระบบ ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส ผอ.ศนภ. ก็ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เนื่องจากเดินทางไปเปิดงานที่จ.เชียงใหม่ ทำให้น่าตั้งคำถามว่าเขาใช่คนที่เหมาะกับสถานการณ์นี้แล้วใช่ไหม เพราะคนที่นั่งตำแหน่งนี้ควรเข้าใจสถานการณ์หรือเคยมีประสบการณ์เหล่านี้มาก่อน

ในโซเชียลมีเดีย ตอนนี้เริ่มเต็มไปด้วยข้อมูลของประชาชนขอความช่วยเหลือทั้ง การขอให้ช่วยอพยพ การขาดแคลนอาหาร การที่น้ำและไฟฟ้าใช้ไม่ได้ ขณะที่การเข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยทำได้ยากขึ้นเนื่องจากน้ำเริ่มเชี่ยว ต้องพึ่งพาเจ็ตสกี ซึ่งมีข้อจำกัดที่ลำเลียงคนออกมาได้น้อย ทำให้การทำงานเป็นไปอย่างล่าช้า 

ส่วนการแจ้งเตือน Cell Broadcast ลักษณะการแจ้งเตือนมีถึงลักษณะข้อความที่กว้างเกินไปจนเหมือนกับเป็นการแจ้งให้ทราบเฉยๆ

ตัวอย่าง

“การแจ้งเตือนระดับสูงสุด

ปภ.เตือนน้ำท่วม 24-11-2025 04:44:07 อ่างเก็บน้ำคลองหลา จะระบายน้ำเพิ่มในวันนี้ประมาณ 06:00 น. ทำให้ระดับน้ำในคลองหลาเพิ่มสูงขึ้น คาดว่าจะล้นตลิ่งประมาณ 50 ซม.ขึ้นไป ส่งผลกระทบพื้นที่ริมคลองและที่ลุ่มต่ำบริเวณ ต.คลองหลา ต.คลองหอยโข่ง ต.โคกม่วง อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา ให้ยกของขึ้นสูง เคลื่อนย้ายรถไปที่สูง เก็บทรัพย์สินมีค่าและเอกสารสำคัญ ระวังไฟฟ้าดูด เคลื่อนย้ายกลุ่มเปราะบางไปที่ปลอดภัย ชาร์จโทรศัพท์ให้เต็ม เตรียมแบตเตอรี่สำรอง หากจำเป็นให้อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวใกล้บ้าน DDPM”

“การแจ้งเตือนเพื่อให้ข้อมูล

ปภ.เตือนปริมาณน้ำฝนเติมในพื้นที่ 23-11-2025 23:08:12 ปัจจุบันยังมีฝนตกแช่ทั่วทั้งพื้นที่ จ.สงขลา และยังคงพบกลุ่มฝนในพื้นที่ ให้เตรียมการรับมือปริมาณน้ำที่จะมาเติมในพื้นที่มากขึ้น หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือการแช่น้ำเป็นเวลานาน ระวังสัตว์มีพิษ ศึกษาเส้นทางและวิธีการอพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวใกล้บ้าน เตรียมเบอร์โทรหน่วยงานหรือองค์กรให้ความช่วยเหลือในการอพยพไว้ DDPM”

25 พฤศจิกายน : ท่วมหนักหลายวัน เพิ่งตั้ง ‘ผบ.สส.’ผู้บัญชาการสถานการณ์ 

พื้นที่ได้รับผลกระทบรวม 115 ตำบล ครอบคลุม 16 อำเภอ 823 หมู่บ้าน 200 ชุมชน ประชาชนได้รับความเสียหาย 270,906 ครัวเรือน 697,231 คน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย ประชาชนอพยพแล้ว 2,050 คน 

อนุทิน ลงนามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในท้องที่จังหวัดสงขลา พร้อมแต่งตั้ง พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตรานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.)  เป็นผู้บัญชาการสถานการณ์ โดยมีหน้าที่บูรณาการความช่วยเหลือทั้งหมด สั่งการ และเป็นผู้ปฏิบัติการทุกอย่างให้มีความเบ็ดเสร็จอยู่ที่เดียว

ภายหลังได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ในพื้นที่มีหน่วยงานระดมความช่วยเหลือประชาชน ส่วนการกระจายรับประชาชนในทุกพื้นที่ ขณะนี้มีรัฐมนตรีหลายคนอยู่ในพื้นที่แล้ว 

ในส่วนการถูกตั้งคำถามเรื่องการตั้งศูนย์ล่าช้า อนุทินยืนยันว่า การทำงานของหน่วยงานไม่ได้ล่าช้า และไม่ได้ติดขัด ทุกคนช่วยเหลือเต็มที่ ระดมทุกทรัพยากรที่มี ทั้งงบประมาณ ทรัพยากร การสนับสนุนจากทุกองค์กร

คำถามที่ว่าตอนนี้รัฐบาลควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า เราก็ควบคุมสถานการณ์พร้อมช่วยเหลือประชาชนให้ได้มากที่สุด ส่วนของเดดไลน์การอพยพประชาชน ยังไม่มีเดดไลน์ เราต้องพยายามเอาประชาชนออกมาให้เร็วที่สุดที่จะทำได้

ส่วนคำถามที่ว่าอำนาจในการสั่งการในพื้นที่ต้องเป็นของใครระหว่าง ผบ.ทสส. หรือของ ร.อ.ธรรมนัส ในฐานะ ผอ. ศนภ. อนุทินกล่าวว่า ร.อ.ธรรมนัส หากเจอสถานการณ์ที่ต้องใช้อำนาจ ก็สามารถสั่งการได้ ทำในฐานะรัฐบาล รัฐมนตรีทุกคนสามารถสั่งการได้เหมือนนายก เพราะอำนาจไม่ได้อยู่ที่ใครคนใดคนหนึ่ง เพราะเป้าหมายคือความปลอดภัยของประชาชน ส่วนของ ผบ.ทสส. คือการทำบูรณาการร่วมกับทุกหน่วย จะรวบรวมสถานการณ์ทั้งหมดมา และจัดความรับผิดชอบไปตามหน่วยงานต่าง ๆ 

ส่วนคำถามที่ว่า ศูนย์รวบรวมจะต้องฟังรัฐบาล หรือ ผบ.ทสส. อนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลกับผบ.ทสส. คือคนเดียวกัน แต่อำนาจการสั่งงาน ผบ.ทสส. สามารถทำได้แล้ว หากเขาต้องการจะให้ดำเนินการอะไรจะบอก ผบ.ทสส. แล้วก็บอกทุกฝ่ายให้ความร่วมมือเต็มที่ ถือว่าเป็นการบูรณาการการทำงานภายใต้กฎหมาย

ส่วนการตั้ง ผบ.ทสส. เนื่องจาก ร.อ.ธรรมนัส ไม่มีแผนปฏิบัติในการบริหารจัดการน้ำที่ดีใช่หรือไม่ อนุทินย้อนว่า พูดอย่างนี้ได้อย่างไร ร.อ.ธรรมนัส ลงพื้นที่ไปคนแรก ลงไปก่อนเขาอีก ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมืองเลย ร.อ.ธรรมนัส ลงไปพร้อมกับอธิบดีกรมชลประทาน และทิ้งอธิบดีกรมชลประทาน ให้บัญชาการเรื่องการระบายน้ำอยู่ในพื้นที่ ป่านนี้ยังไม่ได้กลับเลย ตนเองได้พบกับอธิบดีกรมชลประทาน ก็หารือกันเมื่อช่วงค่ำวันเสาร์ที่ผ่านมา

ส่วนอำนาจสองคนนี้จะซ้ำซ้อนกันใช่หรือไม่ อนุทินกล่าวว่า ไม่ซ้ำซ้อน เพราะ ร.อ.ธรรมนัส เขาหรือรัฐมนตรีคนอื่นๆ สามารถสั่งงานในกระทรวงเหล่านั้นของท่านได้ และสั่งให้ข้าราชการทุกคนให้ความร่วมมือ กับผู้บัญชาการทหารสูงสุด ไม่ต้องกังวลไป ทำงานด้วยกัน ไม่มีใครมาแย่งอำนาจกันในการสั่งการเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว

ส่วนเรื่องเมื่อวานที่ ร.อ.ธรรมนัส ในฐานะผอ. ศูนย์ไม่ได้อยู่พื้นที่ แต่กลับอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ อนุทิน ระบุว่า เขาโทรมารายงานแล้วว่าเครื่องบินลงไม่ได้ จะไปอยู่จังหวัดเชียงใหม่ หรือที่ไหน เขาเองไม่ทราบ แต่ขณะที่เขาได้คุยกับ ร.อ.ธรรมนัส ก็บอกว่าจะรีบลงไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ เพราะเมื่อวานฟ้าปิด สภาพอากาศไม่เป็นใจ

อนุทินเปิดเผยว่า หลังจากนี้จะมีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อเชื่อมต่อกับหน่วยหน้าในพื้นที่ส่วนรายละเอียดของการช่วยเหลือจะมอบหมายให้มีโฆษกเป็นผู้แถลงชี้แจงสถานการณ์คล้ายกับช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดตั้ง 

ขณะเดียวกัน นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงการช่วยเหลือโรงพยาบาลในพื้นที่หาดใหญ่ไว้ว่า ขณะนี้ระบบไฟฟ้าในโรงพยาบาลหาดใหญ่ยังคงดำเนินการได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่ค่อยเสถียร ได้ขนย้ายผู้ป่วยไอซียูผ่านเฮลิคอปเตอร์จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)  ไปยังโรงพยาบาลศรีนครินทร์ จำนวน 2 ราย รวมถึงมีการประสานอีก 2-3 โรงพยาบาลไว้รับรองแล้ว กำลังขอเฮลิคอปเตอร์จากกระทรวง ทส.เพิ่มเติม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือโรงพยาบาลที่จะทำการอพยพได้ยาก เพราะมีผู้ป่วยติดเตียง แถมจะให้อยู่ต่อก็เสี่ยง เพราะไฟฟ้าในรพ.ไม่ค่อยเสถียร เพราะเพิ่งกู้กลับมาได้ ตอนนี้น้ำท่วมสูง 2 เมตร

เรือจักรีนฤเบศร ได้ดำเนินการลำเลียงสิ่งของ อุปโภคบริโภค ข้าวสารอาหารแห้ง น้ำดื่ม และวัตถุดิบประกอบอาหาร เพื่อแจกจ่ายประชาชนในพื้นที่ประสบภัย โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมบริจาคสิ่งของในครั้งนี้

ในส่วนภาคประชาชน มูลนิธิหลายแห่งเริ่มเดินทางมาช่วยกู้ภัยในสงขลา เช่น หน่วยกู้ภัยจีตัมเกาะอุบลราชธานี เตรียมพร้อมรถอุปกรณ์และยกสูง 3 คัน เรือ 3 ลำ เจ็ตสกี 1 ลำ พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัยร่วม 30 นาย

มูลนิธิกระจกเงา ตั้งทีมจัดการข้อมูลผู้ประสบภัยเพื่อสนับสนุนรัฐ-ทีมกู้ภัยส่วนหน้า เข้าช่วยเหลืออย่างแม่นยำและจัดการอย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดครัวกลาง และเตรียมการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม

หลายจังหวัดมีการระดมของใช้ที่จำเป็นหรือยานพาหนะเพื่อเตรียมส่งไปช่วยเหลือพื้นที่ในภาคใต้

รายการโหนกระแสมีการเชิญกู้ภัยและนักวิชาการมาพูดคุยเรื่องเหตุการณ์น้ำท่วมที่สงขลา โดยตลอดรายการผู้ประสบภัยโทรขอความช่วยเหลือ พร้อมทั้งหน่วยกู้ภัยที่รายงานสถานการณ์และฝากประสานงานขออุปกรณ์หรือสิ่งของที่ช่วยในการกู้ภัย เช่น โดรน 

ช่อง ThaiPBSNews ยุติผังรายการทั้งหมดแล้วหันมาติดตามข่าวน้ำท่วม โดยมีการเชิญนักวิชาการหรือกู้ภัยในพื้นที่มาสัมภาษณ์ตลอดรายการ เพื่อทำให้ประชาชนภายนอกได้เข้าใจสถานการณ์ตอนนี้

ทางด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีการส่ง Cell Broadcast จำนวน 2 ครั้ง เป็นการแจ้งเตือนปริมาณน้ำท่วมสูงเพิ่มขึ้น 1 ครั้ง และแจ้งเตือนดินโคลนถล่ม 1 ครั้ง

26 พฤศจิกายน : กองทัพมีบทบาทช้าไป? 

สถิติความเสียหายในสงขลา ประชาชนได้รับผลกระทบ 320,887 ครัวเรือน 836,206 คน สถานที่ราชการ (รพ.สต.) 1 แห่ง ถนน 6 สาย มีผู้เสียชีวิต 5 ราย ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ปริมาณน้ำฝน 24 ชม. อ.จะนะ 240.5 มม. แต่ตัวเมืองหาดใหญ่เริ่มลดลงแล้ว คาดการณ์ความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาท

กรณีข่าวลือว่าโรงพยาบาลหาดใหญ่มีผู้เสียชีวิต 80-100 คน ทางโรงพยาบาลออกมายืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยรายงานศพที่เสียชีวิตมีทั้งหมด 41 ราย เสียชีวิตขณะเกิดน้ำท่วม ตั้งแต่ 22 -25 พ.ย.68 มี 14 ราย (ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ และผู้ป่วยวิกฤติ) ซึ่งเป็นอันตรายเทียบเท่าภาวะปกติของโรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย ตั้ง War Room เป็นศูนย์ประสานกลาง สำรองสินค้า ประสานผู้ประกอบการ ห้างโมเดิร์นเทรด และสมาคมไข่ไก่ เติมสินค้าอุปโภค-บริโภคจำเป็นเข้าพื้นที่ที่เข้าถึงยาก

อนุทิน นำคณะลงพื้นที่จังหวัดสงขลา รอบที่ 3 ขนสิ่งของอุปโภคบริโภค-เจ็ตสกี เต็มลำ C130 ระดมสรรพกำลังช่วยวิกฤตน้ำท่วมเมืองหาดใหญ่ พร้อมติดตามและบัญชาการสถานการณ์ ก่อนเยี่ยมเยียนให้กำลังใจพี่น้องประชาชน

ภราดร ปริศนานันทกุล ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศป.ฉก.) พร้อมด้วย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษก ศป.กฉ.และพล.ท.วันชนะ สวัสดี โฆษกศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินอุทกภัยส่วนหน้า (ศป.กฉ.) ส่วนหน้า ร่วมแถลงข่าวภายหลังการประชุมสำหรับการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยน้ำท่วมในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

ภราดรให้สัมภาษณ์ว่า การบริหารสถานการณ์น้ำท่วมไม่ได้ผิดพลาดหรือล้มเหลว อย่าไปโทษใครเลย หน้าที่หลักของรัฐบาลในขณะนี้ รวมถึงทุกศูนย์ทั้งส่วนหน้าและส่วนหลัง มีหน้าที่ในการช่วยเหลือประชาชน ส่วนความผิดพลาดและบทเรียนจะเป็นอย่างไร หลังจากเกิดเหตุเรียบร้อย เราจะศึกษาบทเรียนเพื่อไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น

ขณะที่สิริพงศ์ ข้อมูลแจ้งขอความช่วยเหลือจากประชาชน ที่รวบรวมจาก Traffy Fondue, hatyaiflood.com และจิตอาสา รวมทั้งสิ้น 4 หมื่นเคส เป็นประชาชน 7.7 หมื่นคน แบ่งเป็นผู้สูงอายุ 2 พันคน เด็กเล็ก 1 พันคน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ให้ AI ถอดออกมา แต่ข้อมูลยังไม่ครบถ้วนเพียงพอ ส่วนการแบ่งผู้ตกค้างเป็นกลุ่มสีต่างๆ พบว่า กลุ่มสีแดงส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและเด็ก ที่ต้องการความช่วยเหลือและต้องอพยพออกจากพื้นที่เป็นการเร่งด่วน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 3 พันกว่ากรณี

เมื่อถามว่า ยังไม่เกินมือรัฐบาลใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้เกินมือ เมื่อถามอีกว่า เอาอยู่ใช่หรือไม่ นายสิริพงศ์ นิ่งครู่หนึ่งก่อนตอบว่า “ต้องไปถามปี 54 ไม่ใช่ปีนี้”

พล.ท. วันชนะ กล่าวว่า ปัจจุบันมีศูนย์อพยพ 9 แห่ง รวมผู้อพยพทั้งสิ้น 8,515 คน สำหรับกำลังพลที่ลงไปช่วยเหลือปัจจุบัน 3,091 ราย โดยมีรถสัมภาระ 180 คัน เรือ 85 ลำ อากาศยานปีกหมุน 12 ลำ อุปกรณ์ชุดเพิ่มเติม ประกอบด้วย ชุดแพทย์เคลื่อนที่ 3 ชุด ชุดสื่อสารดาวเทียม 2 ชุด รถครัวสนาม 2 คัน รถประปาสนาม 3 คัน เครื่องสูบน้ำ 3 เครื่อง เครื่องตรวจชีพจร 1 เครื่อง อากาศยาน C130 จำนวน 5 ลำ และเรือหลวงจักรีนฤเบศร ในส่วนของพลเรือนเอกชนที่เข้ามาช่วย มีจำนวนกำลังพล 444 นาย รถยกสูง 24 คัน เรือ 107 ลำ เจ็ตสกี 81 ลำ โดยปัจจุบันอยู่ในช่วงของการรวบรวมเคสที่ส่วนหน้ารับจากส่วนกลาง

กองทัพภาคที่ 4 ส่งเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงอาหาร–ออกซิเจน ช่วยโรงพยาบาลหาดใหญ่และประชาชนประสบภัยอุทกภัยรุนแรงในจังหวัดสงขลา

โฆษก กต. เผย ตั้งศูนย์บัญชาการช่วยนักท่องเที่ยวน้ำท่วมหาดใหญ่ พร้อมประสานมาเลเซียช่วยเหลืออพยพ ยังไม่มีความช่วยเหลือจากนานาชาติ ไทยยังช่วยเหลือกันเองได้

เพจ Prince of Songkla University โพสต์แจ้งช่องทางการค้นหาผู้อพยพในค่ายศูนย์พักพิง

ร.อ. ธรรมนัส ไม่เห็นด้วยกับการแบ่งโซนน้ำท่วมของทหาร และไม่พอใจกับการทำงานของซีล

จิตอาสากู้ภัยขับเจ็ตสกีถูกผู้ประสบภัยยิงใส่ 3 นัด โชคดีรอดมาได้ ก่อนขอตัวกลับ ด้านจุรี นุ่มแก้วออกมาแสดงความเห็นว่า ที่ถูกยิงปืนใส่เป็นเรื่องจริง เพราะประชาชนอาจจะไม่เข้าใจว่าที่ไม่ได้แวะ เพราะยังมีจุดที่อันตรายกว่านี้ เพื่อช่วยคนที่ลำบากก่อน เขาเข้าใจว่าทุกคนอยากได้รับความช่วยเหลือ เขาก็อยากช่วย แต่จุดอื่นเขาลำบากกว่า ซึ่งเขาก็เคยโดนแบบนี้เช่นกัน คือโดนไม้หวดใส่ และอยากขอให้ประชาชนเข้าใจ

ทางด้านกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีการส่ง Cell Broadcast ดินโคลนถล่ม 1 ครั้ง

ดูเหมือนบทบาทของกองทัพเพิ่งจะเริ่มชัดเจนขึ้นเมื่อมีการตั้งศูนย์บัญชาการสถานการณ์​

27 พฤศจิกายน : ยอดผู้เสียชีวิตพุ่ง สงขลาน้ำเริ่มลด

ยอดความเสียหาย 9 จังหวัด ทั้งหมด 1,078,617 ครัวเรือน ประชาชน 2,953,206 คน เสียชีวิต 85 คน แบ่งเป็นจากน้ำท่วม 55 คน ไม่ใช่จากน้ำท่วม 30 คน

สถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง ปริมาณน้ำในหาดใหญ่เริ่มลดลงแล้ว ประชาชนเริ่มอพยพออกมาเองได้ แต่ยังมีบางจุดไม่ได้รับการช่วยเหลือขาดอาหาร น้ำดื่มหลายวัน

เส้นทางบางที่เริ่มสัญจรได้ ทั้งนี้สำหรับจุดที่ยังเข้าไปช่วยเหลือไม่ได้ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษส่งทหาร 161 นาย ลุยหาดใหญ่ เข้าช่วยภารกิจประชาชนติดค้างในพื้นที่เข้าถึงยาก

ทางเทศบาลหาดใหญ่ออกประกาศขอโทษประชาชน เรื่องอาหารที่รับบริจาคยังเดินทางมาไม่ถึง เพราะปริมาณน้ำยังสูงและเชี่ยวมาก ทำให้การส่งอาหารเป็นไปอย่างยากลำบาก ประกอบกับไม่มีไฟฟ้าในการทำอาหาร

ขณะที่เริ่มมีการลำเลียงอาหารผ่านเฮลิคอปเตอร์มากขึ้น เนื่องจากอาหารในศูนย์อพยพเริ่มขาดแคลน ขณะที่โรงพยาบาลสนามเริ่มขาดแคลนอุปกรณ์การแพทย์

แม้ว่าสถานการณ์น้ำท่วมสงขลาปี 2568 จะเริ่มคลี่คลายสถานการณ์ลง แต่ในขณะเดียวกันจังหวัดอื่นในภาคใต้ยังคงประสบปัญหาคงเดิม เช่น สตูล หรือพัทลุง 

สารพัดคำวิจารณ์​ ไม่ทัน-ไม่มีระบบ-ไม่มีประสิทธิภาพ

การจัดการปัญหาของรัฐบาลล่าช้าอย่างน่าตกใจ เพราะวันที่ 22 พฤศจิกายน รัฐบาลมีการลงพื้นที่แทนที่จะมีการจัดการอย่างเป็นรูปธรรม แต่กลับเป็นเพียงการให้กำลังใจประชาชน จนน้ำเริ่มท่วมหนักขึ้นในวันที่ 23 พฤศจิกายน ประชาชนคาดหวังการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและการทำงานเชิงรุก แต่กลับเห็นข่าวเพียงการผัดข้าวแจกผู้ประสบภัย

อนุวัต เฟื่องทองแดง นักข่าวช่องวัน ให้สัมภาษณ์ถึงการลงพื้นที่ว่า นี่คือภัยพิบัติที่แย่ที่สุดตั้งแต่ทำข่าวมา ทั้งในแง่สถานการณ์ ความเดือดร้อน และการบริหารงาน แย่ที่สุดที่เจอในชีวิต เพราะการเดินทางและการสื่อสารยากลำบากมาก ทำให้คนที่เดือดร้อนไม่สามารถติดต่อใครได้จนเขาอาจเกิดความเครียด ในส่วนของหน่วยงานทั้งสองทั้งที่ธรรมนัสเป็นประธาน และ ผบ.สส.เป็นประธาน อนุวัตกล่าวว่า หน่วยงานทั้งสองไม่ได้ตั้งล่าช้า แต่บริหารงานเละเทะมาก เนื่องจากไม่มีศูนย์กลางที่รองรับกู้ภัยที่มาช่วย อย่างเหตุการณ์สึนามิปี 2547 ในตอนนั้นมีการตั้ง รมต. ในแต่ละจังหวัด แล้วอยู่ในพื้นที่นั้นเลย เพราะการอยู่ในห้องแอร์ไม่ได้ทำให้เห็นภาพ จากนั้นคอยสั่งการขอกำลังเสริมจากทหาร ในขณะที่ปัจจุบันกว่าจะมีการจัดการอย่างจริงจังของรัฐบาลต้องรอตั้งหลายวัน 

ในเรื่องขาดประสิทธิภาพในการจัดการและการบริหารที่อ่อนแอ สมบัติ บุญงามอนงค์ ผอ.กระจกเงา ให้สัมภาษณ์ผ่าน ThaiPBSNews ไว้ว่า การขยับตัวของรัฐบาลช้าเกินไป เพราะในงานแบบนี้รัฐควรจะเป็นเจ้าภาพเพื่อขอความช่วยเหลือจากมูลนิธิต่างๆ แล้วสนับสนุนอาสาสมัครเหล่านี้ให้เต็มที่ อย่างน้อยที่สุดควรมีค่าน้ำมัน หรือถ้าไม่มีให้ อย่างน้อยก็ควรมีที่พักหรืออาหารเตรียมไว้ให้บ้าง ไม่ใช่ให้หาเองทุกอย่าง 

สมบัติกล่าวต่อว่า ปัญหาในการกู้ภัยตอนนี้คือ ไม่มีหน่วยงานกลางทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล ทำให้เหล่ากู้ภัยที่ยังไม่ได้ชำนาญกับสถานที่หรือเทคโนโลยีที่มีเกิดปัญหา ดังนั้นควรมีคนคอยกระจายข้อมูล หรือส่วนของใช้ในการช่วยเหลือ ควรลดความซับซ้อนในการเบิกจ่ายมากกว่านี้ เพราะในวิกฤตไม่ควรต้องมารอ

ในส่วนการสั่งการ ควรมีการแจ้งเตือนหรือส่งข้อมูลผู้มีอำนาจที่เร็วกว่านี้ เพื่อให้ภาคส่วนต่างๆ ส่งอุปกรณ์อพยพมาช่วยเหลือแล้วจะได้อพยพได้ทัน ซึ่งพอปัญหาเกิดมาแล้ว สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือศูนย์ปฏิบัติการ แต่รัฐบาลชุดนี้เสียเวลาในการตั้งศูนย์นานไปหน่อย พอตั้งได้สำเร็จก็ดันเลือกคนที่ไม่เหมาะมา เพราะในวิกฤตแบบนี้ควรแต่งตั้งคนที่ความสามารถในการควบคุมกำลังคนในการปฏิบัติ มีประสบการณ์หรือความเข้าใจในการแก้วิกฤต หรืออย่างเหตุการณ์น้ำท่วมแม่สาย มีการแต่งตั้ง พลเอก ทรงวิทย์ หนุนภักดี ซึ่งทำหน้าที่ได้ดีมาก แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น

สมบัติเสริมต่อว่า เขาเข้าใจที่การมีนักการเมืองลงพื้นที่อาจทำให้ประชาชนเบาใจขึ้นได้ แต่จะต้องเข้าใจว่าในทางปฏิบัติ ระบบจะควบคุมทุกอย่าง ดังนั้นควรตั้ง War Room ดีๆ แล้วไปนั่งสั่งการในนั้น ซึ่งเขาเข้าใจว่านายกอาจจะคาดไม่ถึงว่าเหตุจะใหญ่ขนาดนี้เหมือนที่ประชาชนก็คาดเช่นกัน

ในส่วนของบริจาค ยังไม่มีการจัดการอย่างเป็นระบบ ควรมีส่วนกลางคอยดูแล สิ่งของอะไรที่ไม่ต้องการต้องแจ้งเพื่อไม่ให้มันล้นจนเกินไป การขนส่งอย่าส่งผ่านขนส่งทั่วไปจะไม่ทันการ ควรมีตัวกลางในการขนส่ง ส่วนการขนส่งเสบียงให้ผู้ที่ยังติดอยู่ในจุดต่าง ๆ ควรมีโดรนเพื่อนำส่งอาหาร เพราะบางจุดที่กู้ภัยไม่สามารถเข้าไปได้ อย่างน้อยจะมีโดรนที่เข้าไปได้ แล้วยิ่งฝนหยุดแล้ว ควรรีบทำ

สำนักข่าวต่างประเทศหลายแหล่งรายงานข่าวเกี่ยวกับน้ำท่วมทั่วอาเซียนไม่ได้เกิดแค่จากภัยธรรมชาติ แต่มาจากการบริหารที่อ่อนแอ

สำนักข่าว South China Morning Post พาดหัวข่าวว่า ‘Flood after flood’ hits Thailand and Vietnam, with Malaysia next in line โดยเนื้อความระบุว่า ภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นจากอิทธิพลของลานีญาในมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้ฝนตกหนักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากกว่าปกติ ซึ่งผสมผสานกับการบริหารจัดการวิกฤตน้ำท่วมที่อ่อนแอ เจ้าของ Airbnb รายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ South China Morning Post ว่า นี่คือ…เผชิญมา โดยเรียกเหตุอุทกภัยว่า ‘น้ำที่ท่วมแล้วท่วมอีก’

“คุณจะบอกก็ได้ว่า นี่คือวิกฤตจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่การขาดการจัดการน้ำท่วมอย่างเป็นระบบ ก็เป็นสาเหตุหลักของภัยพิบัติครั้งนี้เช่นเดียวกัน” เจ้าของ Airbnb ให้สัมภาษณ์ ซึ่ง South China Morning Post ตีข่าวว่า นี่เป็นเสียงสะท้อนถึง ‘ความโกรธแค้น’ ในหมู่ภาคประชาชน ต่อความล้มเหลวในการจัดการภัยพิบัติประจำปี

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง