จาตุรนต์ สส. พรรคเพื่อไทย จี้ ครม. เร่งมีมติให้มีการจัดทำประชามติคำถามที่ 1 โดยเร็วที่สุด โดย ครม. ควรมีมติให้ กกต. จัดให้มีการลงประชามติในคำถามที่ 1 ว่า ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) หวั่นล่าช้าจะกระทบการจัดทำประชามติคำถามที่ 2 และคำถามที่ 3 พร้อมกับวันเลือกตั้งทั่วไป ด้าน นิกร จำนง ในฐานะอดีตเลขานุการ กมธ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ชี้ ครม. ไม่อาจตั้งคำถามประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญได้เอง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไว้ชัดเจน รัฐสภาเท่านั้นที่ต้องเป็นผู้ริเริ่มร้องขอ ครม.ดำเนินการ ดังนั้น จำเป็นต้องรอให้รัฐสภาเปิดสมัยประชุมเสียก่อน
3 ธ.ค. 2568 วานนี้ (2 ธ.ค. 2568) จาตุรนต์ ฉายแสง สส. บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม รัฐสภา โพสต์ระบุ ครม. สามารถมีมติได้ตั้งแต่ตอนนี้ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดให้มีการลงประชามติในคำถามที่ 1 ว่า ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หากครม.กดปุ่มเรื่องนี้เร็วเท่าใด เวลาที่ กกต. จะใช้เตรียมการจัดประชามติก็จะมากขึ้นเท่านั้น
จาตุรนต์ ระบุว่า จากกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งออกมาระบุว่า หากคณะรัฐมนตรีและหรือรัฐสภาส่งเรื่องการทำประชามติมายัง กกต. ช้ากว่าวันที่ 15 ธ.ค. นี้ อาจทำให้ไม่สามารถจัดให้มีการลงประชามติพร้อมวันเลือกตั้งได้นั้น
จาตุรนต์กล่าวว่า ดูเหมือนจะมีความคลาดเคลื่อนในการคำนวณเวลาอยู่พอสมควร เพราะทางรองนายกรัฐมนตรี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เองก็ได้คำนวณเส้นตายไว้ชัดเจนแล้วว่า กรอบเวลาจริงไปสิ้นสุดที่วันที่ 30 ธ.ค. 2568
อย่างไรก็ตาม คำเตือนของ กกต. ทำให้ทุกฝ่ายต้องกลับมาช่วยกันคิดอย่างจริงจังว่า จะเร่งรัดแต่ละขั้นตอนอย่างไร เพื่อให้กระบวนการทั้งหมดเดินไปให้ทัน และสามารถจัดให้มีการทำประชามติสองคำถามในวันเดียวกับวันเลือกตั้งได้
ตัวเลขวันที่ 15 ธ.ค. 2568 ในความเป็นจริงจึงเหลือความหมายสำคัญเพียงประเด็นเดียว คือใช้เป็น “หมุดหมายสำคัญทางการเมือง” สำหรับช่องทางที่คณะรัฐมนตรีจะเป็นฝ่ายเริ่มต้นเอง ครม. สามารถมีมติได้ตั้งแต่ตอนนี้ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดให้มีการลงประชามติในคำถามที่ 1 ว่า ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) หากครม.กดปุ่มเรื่องนี้เร็วเท่าใด เวลาที่กกต.จะใช้เตรียมการจัดประชามติก็จะมากขึ้นเท่านั้น และโอกาสที่จะทำให้ประชามติคำถามที่ 1 จัดพร้อมกับวันเลือกตั้งก็จะยิ่งเป็นไปได้มากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งช่องทางที่จะนำไปสู่การลงประชามติในคำถามที่ 1 ได้ นั่นคือให้รัฐสภามีมติร้องขอให้จัดให้มีการทำประชามติ ตามแนวทางที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ ช่องทางนี้จำเป็นต้องรอให้การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าไปจนถึงวาระสามเสียก่อน เมื่อรัฐสภาลงมติวาระสาม เห็นชอบกับร่างแก้ไขและมีมติเห็นชอบให้ร้องขอทำประชามติคำถามที่ 1 ด้วย ประธานรัฐสภาก็จะส่งเรื่องไปยังครม.เป็นสองเรื่องพร้อมกัน คือ ขอให้ทำประชามติในคำถามที่ 1 และขอให้จัดทำประชามติในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ผ่านวาระสาม ซึ่งจะเป็น “คำถามที่ 2” ทั้งกระบวนการนี้จะเกิดขึ้นหลังจากวาระสองเสร็จสิ้นแล้ว 15 วัน หรือราววันที่ 26 ธันวาคม
โดยสรุปแล้ว สิ่งที่ต้องเดินหน้า ได้แก่ 1. ครม.ควรเร่งมีมติให้มีการจัดทำประชามติคำถามที่ 1 โดยเร็วที่สุด 2. เมื่อรัฐสภาเห็นชอบในวาระที่สาม ประธานรัฐสภาจะต้องส่งเรื่องให้ครม.หรือกกต.จัดให้มีการทำประชามติตามมาตรา 256 (ซึ่งจะเป็นคำถามที่ 2 และ 3. รัฐสภาอาจใช้ช่องทางมติเสียงข้างมากร้องขอให้ครม.จัดทำประชามติในคำถามที่ 1 ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีผลผูกพันรัฐสภาอย่างชัดเจน
ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อการยุบสภาเป็นไปตามกำหนดเดิม คือในวันที่ 31 ม.ค. 2569 ไม่ถูกเร่งให้สั้นลงจนทำให้กระบวนการประชามติทั้งสองคำถามไม่เกิดขึ้นในวันเลือกตั้ง
มติชน นิกร จำนง ในฐานะอดีตเลขานุการ กมธ. ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อกรณีที่มีการเร่งให้ ครม. ตั้งคำถามที่ 1 ว่า ประชาชนจะเห็นสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่นั้น ไม่สามารถจะกระทำได้ จำเป็นจะต้องรอให้มีมติจากรัฐสภาก่อน เมื่อรัฐสภามีมติแล้ว ให้ดำเนินการตามมาตรา 9 (1) ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประชามติ แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงตามวันที่กำหนดตามที่ได้หารือร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งต้องไม่เร็วกว่า 60 วัน และไม่ช้ากว่า 150 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา
นิกรกล่าวต่อว่า ดังนั้น จำเป็นต้องรอให้รัฐสภาเปิดสมัยประชุมเสียก่อน จึงจะดำเนินการดังกล่าวเพื่อให้ไปตามข้อบังคับของการประชุมรัฐสภา ซึ่งรัฐสภาและ ครม.จะต้องร่วมกันพิจารณากันเองว่าจะรอออกมติพร้อมกับคำถามที่ 2 ตอนพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 แล้วเสร็จช่วงปลายเดือนนี้หรือไม่อย่างไร
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเพื่อให้เป็นไปตามหลักอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญของประชาชน การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จำเป็นต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติ 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 หากรัฐสภาประสงค์จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐสภาต้องร้องขอให้ ครม. จัดให้มีการออกเสียงประชามติก่อนการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งอาจเกิดขึ้นก่อนการเสนอญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ต่อรัฐสภาตามมาตรา 256 (1)
นิกรกล่าวว่า ครั้งที่ 2 การออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งได้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รัฐสภาพิจารณาญัตติเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมกรณีดังกล่าว จนแล้วเสร็จ ซึ่งต้องเป็นการให้ความเห็นชอบแต่ละประเด็นทุกประเด็น ทั้งวิธีการและเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมก่อนการดำเนินการต่อไปของรัฐสภา และครั้งที่ 3 ภายหลังจากจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว อนึ่ง การออกเสียงประชามติครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ซึ่งอาจดำเนินการพร้อมกันในคราวเดียวได้ ซึ่งประชาชนย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในการออกเสียงประชามติทุกครั้ง
ฉะนั้น จากคำวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นที่ชัดเจนว่า รัฐสภาต้องเป็นผู้ริเริ่มตั้งคำถามที่ 1 ว่าประชาชนจะเห็นสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ กระบวนการดำเนินการเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นคำถามที่ 1 อาจดำเนินการโดยรัฐสภาเสนอญัตติล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานรัฐสภา โดยมีสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่า 10 คน ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 29 ว่าประชาชนจะเห็นสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยเป็นการเสนอญัตติเพื่อดำเนินการตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ที่ระบุว่าการทำประชามติครั้งที่ 1 หากรัฐสภาประสงค์จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รัฐสภาต้องร้องขอให้ ครม.จัดให้มีการออกเสียงประชามติก่อนการพิจารณา
ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่มีบทบัญญัติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของรัฐสภา เพื่อให้ความเห็นชอบ ว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่โดยเป็นการทำประชามติตามมาตรา 9 (1) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 ซึ่งมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 ที่กำหนดว่า เมื่อมีกรณีที่จะต้องจัดให้มีการออกเสียงตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 9 (1) ให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงตามวันที่กำหนดตามที่ได้หารือร่วมกับคณะกรรมการ ซึ่งต้องไม่เร็วกว่าเก้าสิบวันและไม่ช้ากว่าหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา
หากพิจารณาเห็นว่าวันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไปหรือวันเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น เนื่องจากดำรงตำแหน่งครบวาระแล้วแต่กรณี อยู่ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน อาจกำหนดให้วันออกเสียงเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้งก็ได้ แต่ต้องไม่เร็วกว่าหกสิบวันและไม่ช้ากว่าหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา
ดังนั้น จากวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นที่ชัดเจนว่า รัฐสภาต้องเป็นผู้ริเริ่มตั้งคำถามที่ 1 ว่าประชาชนจะเห็นสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยกระบวนการดำเนินการเพื่อเป็นจุดเริ่มต้นคำถามที่ 1 ดำเนินการโดยรัฐสภาเสนอญัตติล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานรัฐสภา โดยมีสมาชิกรัฐสภารับรองไม่น้อยกว่า 10 คน ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 29 ว่าประชาชนจะเห็นสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเป็นการทำประชามติตามมาตรา 9 (1) ประกอบมาตรา 10 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2564 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 โดยเมื่อรัฐสภามีมติแล้วให้แจ้งให้นายกรัฐมนตรีทราบ และให้นายกรัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีการออกเสียงตามวันที่กำหนดตามที่ได้หารือร่วมกับคณะกรรมการ ซึ่งต้องไม่เร็วกว่า 60 วันและไม่ช้ากว่า 150 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานรัฐสภา
