สว.พิสิษฐ์ ขอสงวนความเห็น เพิ่มข้อความในหลักเกณฑ์การผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นอกจากต้องใช้เสียงรัฐสภาเกินครึ่งหนึ่งแล้ว ต้องใช้เสียง สว. อย่างน้อย 1 ใน 3 ก่อนส่งให้ประชาชนลงประชามติ อ้างไม่ได้หวงอำนาจ แต่ต้องเป็นผ้าเบรกกลั่นกรองรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ให้แก้เพื่อเอื้อพวกพ้วงตนเอง ไม่ได้มีเจตนาขัดขวางประชาธิปไตย
11 ธ.ค. 2568 ยูทูบ TP Channel ถ่ายทอดสดออนไลน์วันนี้ (11 ธ.ค.) เมื่อเวลาประมาณ 16.16 น. ที่ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ณ อาคารรัฐสภา ที่ประชุมร่วมของรัฐสภา (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ มีวาระการพิจารณาลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ว่าด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ วาระที่ 2 แบบรายมาตรา โดยขณะนี้สมาชิกรัฐสภากำลังอภิปรายอยู่ในมาตราที่ 256/28 เรื่องหลักเกณฑ์รัฐสภาลงมติผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนให้ประชาชนออกเสียงทำประชามติ
เมื่อเวลา 16.13 น. พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ลุกขึ้นอภิปรายในมาตราดังกล่าวขอเพิ่มข้อความดังนี้ การผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา และในจำนวนนี้ต้องมีเสียง สว. สนับสนุนอย่างน้อย 1 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มี
สว.พิสิษฐ์ ระบุต่อว่า เขาไม่ได้หวงแหนอำนาจของวุฒิสภา แต่ต้องการรักษาดุลยภาพแห่งอำนาจของโครงสร้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยเหตุผล 4 ประการ ดังนี้
- เพื่อป้องกันเผด็จการรัฐสภา และให้เสียง 1 ใน 3 ของวุฒิสภาทำหน้าที่เป็นเบรกนิรภัย เพื่อกลั่นกรองและยับยั้งให้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการตัดเสียงวุฒิสภาคือการปูทางสู่เผด็จการรัฐสภา ปูช่องทางพวกมากลากไป แก้กติกาเพื่อพวกพ้องโดยไร้คนค้าน
- เงื่อนไขเสียงวุฒิสภา 1 ใน 3 ไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็นหลักประกันคุณภาพว่าการแก้ไขกติกาของประเทศ ได้ผ่านการกลั่นกรองด้วยหลักวิชาการ ไม่ใช่มติพรรคการเมือง
- พิสิษฐ์ เผยว่า เนื่องจากตอนผ่านรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มีการทำประชามติ และประชาชนรับรองเป็นจำนวนสูงถึง 16 ล้านเสียง ดังนั้น การแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญต้องให้ผ่านยากกว่ากฎหมายทั่วๆ ไป เพื่อเสถียรภาพของระบอบการปกครอง การตัดอำนาจของวุฒิสภาถือเป็นการละเลยเจตนารมย์ของประชาชนจำนวน 16 ล้านเสียงที่รับรอง รธน.ปี 2560
- เพื่อความชอบด้วยกฎหมาย และผูกพันตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 4/2564 และ 8/2568 ซึ่งได้วินิจฉัยตอกย้ำข้อความว่าต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 คำวินิจฉัยของศาลฯ ย่อมมีผลผูกพันกับทุกองค์กร การที่เราจะร่างรัฐธรรมนูญโดยขัดหรือแย้งกับเจตนารมย์ที่ศาล รธน.วางหลักแบ่งแยกอำนาจไว้ อาจจะนำไปสู่ปัญหาความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในอนาคต และอาจทำให้กระบวนการทั้งหมดที่เราทำมาสูญเปล่า
พิสิษฐ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การคงไว้ซึ่งเสียงของวุฒิสภา 1 ใน 3 ไม่ใช่การขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และขัดขวางประชาธิปไตย แต่เป็นการคุ้มครองเสียงข้างน้อย และป้องกันไม่ให้รัฐสภาใช้เสียงโดยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
“ซึ่งในจำนวนนี้ต้องมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ต้องบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขฉบับนี้ เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงของนิติรัฐสืบไป” พิสิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย
'ขัตติยา' ไม่มีที่ไหนให้เสียงข้างน้อย ค้านเสียงข้างมาก
ขัตติยา สวัสดิผล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และขอใช้สิทธิชี้แจงในฐานะ กมธ.เสียงข้างมาก ได้อภิปรายไม่เห็นด้วยกับข้อสงวนความเห็นของ สว. ที่เสนอให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 เนื่องจากจะทำให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความซับซ้อนและยุ่งยาก และไม่เป็นไปตามหลักการสัดส่วนของอำนาจในระบอบประชาธิปไตยในระบบตัวแทน เธอไม่ได้ปฏิเสธบทบาทของ สว. แต่ว่าเธอไม่คิดว่า กมธ.เสียงข้างมาก ที่ปัดตกประเด็นนี้ไปจะเป็นการลดทอนอำนาจของ สว.
ขัตติยา กล่าวต่อว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มันจำเป็นต้องยึดหลักความชอบธรรม และยึดโยงจากประชาชน และในความเป็นจริง สส.มีความยึดโยงกับประชาชน แต่ สว.ชุดปัจจุบัน ตาม รธน.ปี 2560 มาจากการคัดเลือกที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน นั่นคือระดับความเชื่อมโยงประชาชน ระหว่าง สส. และ สว.ไม่เท่ากัน และเป็นประเด็นที่ต้องนำมาพิจารณาให้รอบด้าน
“ถ้าเราให้เสียง สว. จำนวน 67 คน มายับยั้งเสียง สส.ที่มาจากประชาชนทั้งหมดได้ มันอาจทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องหยุดชะงัก ทั้งๆ ที่สังคมอาจจะมีฉันทามติแล้วว่า ประเทศไทยควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้น เราจะให้เสียงของคน 67 คนมามีบทบาทในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วอย่างงงั้น รัฐธรรมนูญที่เราจะได้มันจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนได้อย่างไร” ขัตติยา กล่าว
ในประเด็นเรื่องบทบาทอำนาจถ่วงดุลของ สว. ขัตติยา กล่าวว่า กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีความเข้มงวดอยู่แล้วหลายชั้น ทั้งต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา และการออกเสียงประชามติ ซึ่งเป็นหลักประกันเพียงพอแล้ว เธอได้ยกตัวอย่าง รธน.ปี 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดฉบับหนึ่ง ก็ไม่ต้องไม่ต้องอาศัยเสียง สว. 1 ใน 3 ในการผ่านร่างฯ และกลไกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2540 ตั้งแต่วาระที่ 1 จนถึงวาระที่ 3 ก็ไม่มีเงื่อนไขการใช้เสียง สว. 1 ใน 3 เช่นเดียวกัน
ขัตติยา กล่าวต่อว่า ตามที่มีคนแสดงความคิดเห็นว่า การมีเงื่อนไข 1 ใน 3 ของ สว.เพื่อป้องกันการใช้เสียงข้างมากลากไปนั้น หลักการเสียงข้างมากเป็นบรรทัดฐานสากลของระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก แต่มันต้องไม่ไปละเมิดสิทธิของเสียงส่วนน้อย และไม่มีประเทศที่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งประเทศใดในโลก ให้คนที่มีเสียงข้างน้อยมากำหนดเสียงข้างมากเหมือนกัน
ส่วนที่มีคนแสดงความเห็นว่า สว.ไม่สังกัดพรรคการเมืองทำให้เป็นอิสระนั้น ขัตติยา ระบุว่า การไม่สังกัดพรรคการเมืองไม่ได้เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า สว.เป็นอิสระ และขอให้ย้อนกลับมามองสภาวะปัจจุบันว่าสังคมมีทัศนคติและมีข้อกังวลอย่างไรต่อวุฒิสมาชิกในช่วงนี้ ทั้งในประเด็นเรื่องความชอบธรรมของที่มา และความสงสัยในเรื่องการครอบงำของคนบางกลุ่ม
ขัตติยา เชื่อว่า ถ้าตัดเงื่อนไขเสียง สว.ออกไปได้ กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญจะเกิดความราบรื่นทั้งในทางหลักการและในทางปฏิบัติ และไม่ถูกผูกขาดโดยคนส่วนน้อย และเธอขอเรียกร้องให้สมาชิกรัฐสภาร่วมกันตัดอำนาจของ สว.ในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
'พริษฐ์' ยืนยันไม่มีการตัดอำนาจใครออกไป-ขอให้ประชาชนตัดสินอนาคตด้วยตัวเอง
พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน และในฐานะสมาชิก กมธ.เสียงข้างมาก ขอชี้แจง 2 ประการ เนื่องจากฟังสมาชิก กมธ.แล้ว อาจจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอยู่
ประการแรก ร่างมาตรา 256/28 ของ กมธ.เสียงข้างมาก ไม่ได้มีการตัดอำนาจของใครออกไป เพราะมาตรา 256/28 เป็นเรื่องของการออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเมื่อผ่านการออกแบบมาแล้ว เราจะใช้เกณฑ์อะไรในการผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาหรือไม่ ก่อนส่งให้ประชาชนทำประชามติ ดังนั้น ประการแรกต้องยืนยันว่าไม่มีการตัดอำนาจของใครออกไป
ประการต่อมา พริษฐ์ กล่าวว่า แม้ว่า สส. และ สว.จะมีที่มาและบทบาทหน้าที่ต่างกันอย่างไร แต่ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 256/28 ไม่ได้ตัดการมีส่วนร่วมของสภาใดสภาหนึ่งออกไป และต้องย้ำว่าเป็นการออกแบบเกณฑ์ที่เคารพ 1 สิทธิ 1 เสียงเท่าเทียมกัน ไม่ว่าที่มาจะแตกต่างกันแบบใด ทุกคนก็คือเป็นสมาชิกรัฐสภาเหมือนกัน
พริษฐ์ ขอชี้แจงข้อกังวลของ สว. โดยข้อที่ 1 มีสมาชิกวุฒิสภาแสดงความเห็นว่าแม้ว่าร่างมาตรา 256/8 มี 1 สิทธิ 1 เสียงเท่ากัน แต่พอไปคำนวณดูแล้ว สส.มีอยู่ 500 คน และ สว.มีอยู่ 200 คน ถ้า สส.ลงมติไปในทางเดียวกันทั้งหมด สว.จะไปสู้เสียง สส.ได้อย่างไร
สส.พรรคประชาชน กล่าวต่อว่า เขาคิดว่าข้อกังวลตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ไม่เป็นจริง เพราะว่าไม่ใช่ สส.ทั้ง 500 คนจะคิดเหมือนกันทั้งหมด เป็นการตั้งอยู่บนสมมติฐาน 500 คนไม่มีความหลากหลายทางความคิดเลย ซึ่งเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง สส. 500 คนย่อมเป็นเรื่องปกติที่จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน
เขากล่าวต่อว่า แม้ว่า สว.จะโต้แย้งมันมีมติพรรคฯ ที่กำหนดมาว่าจะลงมติอย่างไร ซึ่งเรื่องนี้เราไม่ปฏิเสธ แต่มติพรรคไม่ใช่เรื่องเลวร้ายเสมอไป เพราะพรรคก็ลงมติตามสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนตอนเลือกตั้ง และแม้ว่าจะมีมติพรรคฯ ทำให้ สส.ตัดสินใจไปในทิศทางเดียวกันก็ตาม แต่สภาฯ ของเราไม่ได้มีพรรคการเมืองเดียว เรามีพรรคการเมืองที่แตกต่างหลากหลาย ซึ่งสะท้อนความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลายที่มีอยู่ในสังคม และที่เราใช้อภิปรายมาตั้งแต่เมื่อวานนี้ เพราะพรรคการเมืองมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน บางมาตรา พรรค A พรรค B มีความเห็นแตกต่างกัน บางพรรคอาจจะโหวตเห็นชอบกับ กมธ.เสียงข้างมาก บางพรรคอาจจะโหวตตาม กมธ.เสียงข้างน้อย
พริษฐ์ แสดงความไม่เห็นด้วยกับที่สมาชิกรัฐสภาบอกว่า สภาใดสภาหนึ่งมีความเป็นอิสระมากกว่า และแม้ว่า สว.ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง ไม่มีมติพรรคการเมืองมาเกี่ยวข้อง แต่ขอเชิญชวนนักคณิตศาสตร์ที่มีอยู่ทั่วประเทศลองวิเคราะห์การลงมติของสมาชิกวุฒิสภา ไม่ต้องชุดนี้ แต่ย้อนไปชุดที่แล้วก็ได้ ซึ่งเราจะเห็นว่ามีกลุ่ม สว.ที่ลงมติเหมือนกันในทุกๆ เรื่อง พูดแบบนี้ไม่ได้ใส่ร้ายอะไร เพราะว่าการลงมติเป็นกลุ่มก้อนไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่ละคนอาจจะมีจุดยืนคล้ายๆ กัน
"วันนี้ไม่ใช่วันที่จะมาชี้หน้าต่อกัน สภาไหนมีความเป็นอิสระมากกว่าสภาไหน แต่ถ้าเราเคารพว่ามนุษย์แต่ละคนย่อมมีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย เราก็ต้องเข้าใจว่าวิธีการตัดสินใจที่เป็นธรรมที่สุดก็คือให้สมาชิกรัฐสภาทั้ง 700 คน มี 1 สิทธิ 1 เสียง" พริษฐ์ กล่าว
พริษฐ์ กล่าวว่า มีเพื่อน สว.บางท่านระบุว่าการตัดเสียง 1 ใน 3 ของ สว.ออก จะทำให้อำนาจการถ่วงดุลของ สว.หายไป เขาเข้าใจดีว่า สส. และ สว.มีหน้าที่ต่างกัน แต่สิ่งที่อยากให้ระลึกไว้ คือสิ่งหนึ่งที่อยู่เหนือ สส. และ สว. คือประชาชน ดังนั้น หากเราเดินหน้าตามข้อเสนอ กมธ. เสียงข้างมาก มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และมีการลงมติในรัฐสภา แม้ว่าวันนั้นเราจะอยู่ในเสียงข้างน้อยที่เห็นว่าร่าง รธน.ฉบับใหม่มีความไม่เหมาะสม แต่ไม่ได้หมายความว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะถูกบังคับใช้ในประเทศนี้ทันที เพราะว่ายังต้องมีการออกเสียงประชามติว่าเห็นด้วยกับ รธน.ฉบับใหม่หรือไม่ และต้องเห็นชอบถึง 3 ครั้ง ถึงจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และในเวลาเดียวกัน ประชาชนมีโอกาสถึง 3 ครั้งในการยุติกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
คนที่สงวนความเห็นบอกว่าต้องเคารพ 16 ล้านเสียง ที่ออกมาลงคะแนนเห็นชอบรัฐธรรมนูญปี 2559 ซึ่งพริษฐ์ ระบุว่า เขาก็เคารพตรงนั้นเหมือนกัน และก็พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านกติกาของรัฐธรรมนูญปี 2560 เหมือนกัน ฉะนั้นเราอย่ามาใช้เวทีนี้ในการพยายามจะบอกว่าใครเคารพเสียงของประชาชนมากกว่าใคร
"ผมชอบคำเปรียบเปรยของสมาชิกท่านที่ระบุว่า สส.เปรียบเสมือนคันเร่ง และ สว.เปรียบเสมือนกับเบรก ผมอยากให้เราตระหนักไว้นะครับ แต่เจ้าของรถยนต์คือประชาชน ฉะนั้น แทนที่สภาหนึ่งจะมาบอกว่าตอนไหนต้องเหยียบคันเร่ง ตอนไหนต้องเหยียบเบรก เราให้เจ้าของรถยนต์ตัดสินใจเองดีกว่า ว่าเขาจะพารถยนต์คันนั้นประเทศนี้ไปในทิศทางไหน จังหวะไหนเขาจะแตะคันเร่ง จังหวะไหนเขาจะแตะเบรก" พริษฐ์ กล่าว
ถ้าเราลงมติตามเสียงข้างมากของ กมธ. คนที่จะเป็นคนตัดสินใจตอบโจทย์อนาคตประเทศนี้ ตอบโจทย์อนาคตลูกหลานหรือไม่ คือเสียงของประชาชน ซึ่งเป็นเสียงที่วิเศษกว่า สส. และ สว.ในที่ประชุมแห่งนี้
กมธ.เสียงข้างน้อย ชนะ เพิ่มเงื่อนไขต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 เสียง
เมื่อเวลา 19.33 น. รัฐสภามีมติเห็นด้วยกับ กมธ.เสียงข้างน้อย เพิ่มเงื่อนไขผ่านรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องใช้เสียง สว.อย่างน้อย 1 ใน 3 จากจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่มีอยู่ ก่อนส่งประชามติสุดท้าย เห็นด้วยจำนวนเพียง 290 เสียง และไม่เห็นด้วย 312 เสียง งดออกเสียง 6 คน จากผู้เข้าร่วมประชุม 606 คน
หลังจากนั้น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ใช้ข้อบังคับการประชุมข้อที่ 58 ขอมติลงคะแนนใหม่อีกครั้งแบบขานชื่อ เนื่องจากคะแนนห่างกันไม่ถึง 30 คะแนน

เมื่อเวลา 20.48 น. เพจเฟซบุ๊กของสำนักข่าว The Reporters รายงานว่า ขณะที่ในรัฐสภากำลังขานชื่นลงคะแนนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256/28 วาระ 2 นั้น ล่าสุด เมื่อเวลา 20.00 น. ทางแกนนำพรรคประชาชน ได้ตามตัว สส. ให้ไปร่วมลงชื่อเพื่อเสนอญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 เเบบลงมติ
ขณะเดียวกัน เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย รายงานวันนี้ (11 ธ.ค.) เช่นเดียวกัน เมื่อเวลา 21.00 น. ระบุว่า พรรคเพื่อไทยจะมีการนัดประชุมด่วน สส. เนื่องจากเพื่อพิจารณาวาระสำคัญ ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย เวลา 9.00 น. เป็นต้นไป
สะพัด ‘อนุทิน’ ยื่นยุบสภาฯ แล้ว อ้างให้ สว.ตัดอำนาจตัวเองไม่ได้
เวลา 22.04 น. สำนักข่าว The Standard รายงานว่า หลังจากมาชิกรัฐสภานับคะแนนแบบขานชื่อ ในการพิจารณารัฐธรรมนูญ มาตรา 256/28 ผลปรากฏว่า รัฐสภามีมติด้วยคะแนน 329 ต่อ 302 คงเงื่อนไขผ่านรัฐธรรมนูญใหม่ในอนาคต ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ส่งผลให้ ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.พรรคประชาชน และประธาน กมธ.วิสามัญร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขอมติที่รัฐสภา นำร่างรัฐธรรมนูญกลับไปแก้ไขใหม่ที่ชั้น กมธ.อีกครั้ง
ทั้งนี้ ภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ชี้แจงให้ผู้แทนพรรคประชาชน ทราบว่า หากลงมติให้ตัดอำนาจสมาชิกวุฒิสภาตามที่พรรคประชาชนต้องการ เมื่อเข้าสู่วาระ 3 สมาชิกวุฒิสภาจะไม่เห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และจะส่งผลให้กระบวนการการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่พยายามทำกันมาต้องล้มเหลว จึงขอให้คงอำนาจสมาชิกวุฒิสภาไว้ก่อน เพื่อให้กระบวนการเดินหน้าต่อไปได้ แต่ผู้แทนพรรคประชาชน ไม่ยอม และแจ้งว่าหากโหวตแพ้ในมาตรา 256/28 จะยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลทั้งคณะทันที ทำให้อนุทิน ต้องตัดสินใจยุบสภาผู้แทนราษฎร เพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาชนให้มาเป็นนายกรัฐมนตรี หากพรรคประชาชนไม่สนับสนุน รัฐบาลก็ต้องสิ้นสุดวาระ
“พวกเราพยายามเจรจากับ สว.เต็มที่แล้ว แต่เราไปสั่ง สว.ให้ตัดอำนาจตัวเองไม่ได้ และพยายามเจรจากับพรรคประชาชนแล้วว่า ถ้าตัดอำนาจ สว. สว.ก็จะไม่เห็นชอบในวาระ 3 ซึ่งกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญก็ไปต่อไม่ได้ และเพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อภารกิจที่ทำไม่ได้ตามที่พรรคประชาชนต้องการ ก็ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นภารกิจหลังตามข้อตกลงการจัดตั้งรัฐบาล คือให้มายุบสภาผู้แทนราษฎร วันนี้นายอนุทินได้ทำภารกิจนี้ตามข้อตกลงแล้ว” กก.บห.พรรคภูมิใจไทย กล่าว
เมื่อเวลาประมาณ 22.05 น. เฟซบุ๊กอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความว่า “ขอคืนอำนาจกลับไปยังพี่น้องประชาชน”
ทั้งนี้ หากมีการยุบสภาฯ จะต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ ระหว่าง 45-60 วัน หลังจากมีการยุบสภาฯ
