มีบทเรียนที่น่าสนใจเกี่ยวกับกรณีการจัดการช่วยเหลือผู้ประสบภัย หลังเหตุกาารณ์ไฟไหม้เคหะหว่องฝุกคอร์ท ในเขตไทโป ของฮ่องกง ที่รัฐบาลฮ่องกงมีความล่าช้าในการจัดการ แต่อาสาสมัครระดับประชาชนได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ส่วนหนึ่งเพราะประสบการณ์และคู่มือที่ได้จากการช่วยเหลือผู้คนในช่วงการประท้วงปี 2557 และ 2562 แต่ทางการฮ่องกงกลับไม่พอใจและอ้างว่ามี "พวกต่างชาติ" ให้ร้ายรัฐบาล

ดอกไม้ไว้อาลัยเพลิงไหม้เคหะหว่องฝุกคอร์ท ภาพเมื่อ 30 พ.ย. 2568 ภาพจาก: Cypp0847 (CC BY-SA 4.0)
เหตุเพลิงไหม้ที่เคหะหว่องฝุกคอร์ทในฮ่องกง ได้กลายเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ทั้งในเรื่องความปลอดภัยของอาคารที่จะสามารถรับมือภัยพิบัติได้ อีกทั้งยังมีบทเรียนที่สำคัญเกี่ยวกับเรื่องการจัดการภัยพิบัติด้วย
เหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่นี้ได้คร่าชีวิตผู้คนอย่างน้อย 160 ราย ในจำนวนนี้มีนักดับเพลิงเสียชีวิต 1 ราย มีผู้บาดเจ็บราว 79 ราย และมีผู้สูญหายอีกราว 6 ราย มีส่วนหนึ่งที่เป็นแรงงานข้ามชาติที่ทำงานในบ้าน
ในขณะที่รัฐบาลฮ่องกงมีการจัดการที่ล่าช้า แต่ระบบความช่วยเหลือก็มาจากประชาชนในระดับประชาชน ที่มีทั้งกลุ่มขับเคลื่อนในเขตไทโปที่เกิดเหตุ และมีการขับเคลื่อนทางออนไลน์ การขับเคลื่อนนี้ส่งผลให้มีอาสาสมัครชาวฮ่องกงหลายพันคนร่วมกันให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งอาหาร ที่พักพิง เสื้อผ้า และบริการสาธารณะอื่นๆ
มีสถานที่ต่างๆ ที่เปิดรับผู้สูญเสียจากเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหารหลายสิบร้าน, โบสถ์, ยิมที่เปิด 24 ชั่วโมง, โรงเรียน และศูนย์ชุมชนในย่านไทโป ทั้งศูนย์ของภาครัฐ และศูนย์ที่เปิดโดยกลุ่มรากหญ้า
กลุ่มอาสาสมัครต่างก็ประสานงานเพื่อนำเสบียงอาหารสิ่งของเครื่องใช้จำเป็นต่างๆ ส่งไปให้กับสถานที่ๆ พักพิงของผู้ประสบภัยเหตุเพลิงไหม้ ไม่ว่าจะเป็น กล่องลัง, ผ้าห่ม, เสื้อผ้า, เสื้อปูนอน, อาหารและน้ำ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก
ในช่องทางออนไลน์ก็มีการใช้ทั้งโซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ต่างๆ ในการประสานงานช่วยเหลือผู้คน เช่น การค้นหาคนหายและสัตว์เลี้ยงสูญหายผ่านทางกลุ่ม เฟสบุค, เทเลแกรม, วอตส์แอพ มีการประสานงานนำรถรับส่งผู้คน มีการใช้ประกาศเรื่องที่หน่วยเก็บเสบียงยกเลิกรับสิ่งของช่วยเหลือชั่วคราวเพราะมีเสบียงเก็บอยู่เต็มแล้ว
นอกจากนี้ยังมีการสร้างเว็บไซต์สองเว็บขึ้น เว็บแรกเกี่ยวกับการแจ้งเรื่องขอความช่วยเหลือที่มีลักษณะแบบบอร์ดติดประกาศออนไลน์ อีกเว็บหนึ่งเป็นแผนที่แบบโต้ตอบที่ระบุข้อมูลว่ามีที่พักพิง คลินิก และสถานที่แจกเสบียงอยู่ที่ไหนบ้าง
ลักษณะการระดมความช่วยเหลือที่ชวนให้นึกถึงยุคสมัยประท้วงปี 2557-2562
การที่ประชาชนออกมาให้ความช่วยเหลือประชาชนด้วยกันเองอย่างทันท่วงที การขับเคลื่อนที่รวดเร็วของเครือข่ายอาสาสมัคร และเพียงชั่วข้ามคืนก็มีเครื่องมือทางดิจิทัลกับทรัพยากรต่างๆ ปรากฏให้ใช้ได้ เรื่องเหล่านี้ชวนให้นึกถึงตอนสมัยประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยปี 2557-2562 ในฮ่องกง โดยมีกลุ่มผู้อาศัยในฮ่องกงและกลุ่มผู้ประท้วงต่างก็สนับสนุนกันเองในช่วงเวลาวิกฤต
กอร์ดอน นักศึกษามหาวิทยาลัยอายุ 20 ปีผู้อาศัยในไทโป กล่าวว่า "ครั้งสุดท้ายที่เห็นอะไรแบบนี้คือช่วงปี 2562 ที่ชาวฮ่องกงบริจาคอะไรก็ตามที่พวกเขาจะทำได้ แล้วก็ให้ความช่วยเหลือวิธีใดก็ตามเท่าที่พวกเขาจะทำได้" สิ่งที่กอร์ดอนกล่าวถึงคือการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 2562
สำหรับเหตุภัยพิบัติในครั้งนี้ ก็มีความช่วยเหลือหลั่งไหลเข้ามาโดยไม่ผ่านภาครัฐ มีผู้คนจำนวนมากพากันมาบริจาคอาหารกล่อง เครื่องดื่ม ผ้าอ้อม และเสื้อผ้า ที่สถานีรถไฟฟ้าใกล้กับตลาดไทโป มีอาสาสมัครคอยคัดแยกเสื้อผ้าประเภทต่างๆ ตามขนาดและตามอายุกรณีที่เป็นเสื้อผ้าเด็ก มีการจัดหาอาหารและที่ชาร์จแบตเตอร์รีโทรศัพท์มือถือเอาไว้ให้กับคนที่ต้องการใช้งาน มีผู้หญิงคนหนึ่งคอยทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานคอยจัดการรถรับส่งให้กับคนที่ต้องการเดินทาง เช่น กรณีคนที่ต้องการเดินทางไปสถานพักพิงชั่วคราวของรัฐบาลที่อาศัยใช้พื้นที่ของโรงเรียน
รัฐบาลฮ่องกงยังได้จัดหาที่พักอาศัยชั่วคราวอื่นๆ ให้นอกเหนือจากโรงเรียน เช่น ศูนย์กีฬา และศูนย์ชุมชน ที่มีทั้งคนปูที่นอนบนพื้นและมีเตียงให้ ขณะที่ข้าราชการจากหลายหน่วยงานรวมถึงทีมให้ความช่วยเหลือจากเขตอื่นๆ ได้เข้าไปให้ผู้ประสบภัยกรอกแบบฟอร์มเพื่อที่จะนำ ยา, เสบียง และสวัสดิการสังคม มาให้ แต่กลุ่มข้าราชการเหล่านี้ก็บอกว่ามีคำสั่งจากเบื้องบนห้ามไม่ให้เขาสัมภาษณ์กับสื่อ
ทั้งนี้ พื้นที่ดิจิทัลยังมีบทบาทในการประสานความช่วยเหลือด้วย เช่น นิโคล ไหล ชาวไทโปผู้นำกล้วยมาบริจาคให้ผู้ประสบภัยหลายกล่องบอกว่า เธอได้นำมาบริจาคหลังจากที่เห็นข้อความออนไลน์ สตาร์ทอัพรถจักรยานร่วมเดินทางที่ชื่อ LocoBike ในฮ่องกงกก็นำรถจักรยานมาให้ใช้ฟรี มีคนใช้รถจักรยานของแอพนี้นำอาหารหลายสิบกล่องที่ซื้อมาจากร้านไปส่งให้ผู้ประสบภัย
มีการตั้งกลุ่มอาสาสมัครผ่าน WhatsApp เพื่อจัดเวรกันว่าใครจะมาอาสาสมัครได้ในเวลาไหน กลุ่มอาสาสมัครแต่ละกลุ่มมีสมาชิกอยู่สูงสุด 1,000 ราย และมีคนอาสาสมัครเข้าเวรเต็มในทุกเวลา
มีแม้กระทั่งคนบริจาคเลือดเยอะมาก จนทำให้ทางหน่วยงานกาชาดฮ่องกงต้องออกมาแจ้งว่าให้เลิกเข้ามาบริจาคชั่วคราว เพราะมีเลือดสำรองพอสำหรับ 10 วันแล้ว และขอให้ทยอยเข้ามาบริจาควันอื่น
นอกจากนี้ยังมีการใช้เว็บแอพที่มีตารางข้อมูลสเปรดชีต ไว้สำหรับระบุว่าผู้อาศัยในหว่องฝุกคอร์ทรายไหนที่ปลอดภัยแล้ว และรายไหนที่ยังคงหายสาปสูญและต้องค้นหาตัว ในเว็บแอพดังกล่าวนี้ยังระบุให้สามารถร้องขอความช่วยเหลือได้ด้วย รวมถึงมีการจัดทำแผนที่โต้ตอบเพื่อร้องขอให้ส่งเสบียงช่วยเหลือ ถามหาศูนย์พักพิงหรือรับชมข่าวไลฟ์สดได้
มีญาติผู้ประสบภัยรายหนึ่งที่ไม่เปิดเผยชื่อให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่าทางภาครัฐให้ความช่วยเหลือล่าช้าเพราะไม่มีประสบการณ์ในการจัดการภัยพิบัติระดับนี้มาก่อน
ในขณะที่ประชาชนช่วยเหลือและไว้อาลัย ภาครัฐก็กล่าวหา 'กลุ่มต่างชาติ' ยุยง
หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้ก็มีผู้คนจำนวนมากนำดอกไม้มาวางไว้อาลัยให้กับผู้สูญเสียในเหตุการณ์ แต่ภาครัฐของฮ่องกงได้สั่งให้มีการเก็บดอกไม้เหล่านี้ออกไป
นอกจากจะสั่งเก็บดอกไม้ไว้อาลัยแล้ว ภาครัฐฮ่องกงยังได้ออกคำเตือนกล่าวหาว่ามี "กลุ่มต่างชาติ" อ้างเหตุเพลิงไหม้หว่องฝุกคอร์ทเพื่อกล่าวโจมตีรัฐบาลและยุยงปลุกปั่นให้มีการต่อต้านความพยายามช่วยเหลือผู้ประสบภัย อีกทั้งยังบอกว่าทางการจะมีการตามล่าตัวบุคคลเหล่านี้
โดยที่ทางการฮ่องกงไม่ได้ระบุตัวบุคคลหรือชื่อกลุ่มที่พวกเขากล่าวหาในเรื่องนี้ เพียงแค่อ้างว่ามีการใช้วิธีการเดียวกับการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยปี 2562
ทั้งนี้รัฐบาลฮ่องกงยังได้แถลงข่าวระบุว่ามี "กลุ่มต่อต้านจีนและกลุ่มทำลายเสถียรภาพ" ที่ทำการ "กล่าวให้ร้ายอย่างไม่มีมูลความจริง" และพยายามใช้เหตุเพลิงไหม้ในการ "ปลุกปั่นความโกลาหลในสังคม"
สตีฟ ลี ผู้กำกับการตำรวจความมั่นคงแห่งชาติฮ่องกง กล่าวว่า เขาได้ไปเยือนที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ และอ้างว่า "สถานการณ์เริ่มมีความคล้ายคลึงกับ 'ความรุนแรงจากกลุ่มชุดดำ' มากขึ้นเรื่อยๆ" ซึ่งเป็นวาทะแบบเดียวกับที่ฝ่ายความมั่นคงฮ่องกงอ้างใช้ในช่วงการปราบปรามผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยปี 2562
ขณะเดียวกัน เหตุเพลิงไหม้ไทโปนี้ได้สร้างความสูญเสียอย่างมากต่อคนต่างชาติที่เข้ามารับจ้างเป็นแรงงานทำงานบ้านด้วยเช่นกัน เช่น แรงงานข้ามชาติชาวฟิลิปปินส์และชาวอินโดนีเซีย มีหลายรายเสียชีวิตจากเหตุการณ์เพลิงไหม้หว่องฝุกคอร์ท บางส่วนหายสาบสูญและกำลังตามหา ขณะที่บางส่วนที่แม้จะรอดชีวิตแต่ก็ประสบกับความสูญเสีย ไม่ว่าจะด้านที่พักอาศัย หรือด้านอาชีพการงาน ไม่รู้จะหาแหล่งรายได้จากที่ไหนมาจุนเจือตัวเองและส่งเสียเลี้ยงดูครอบครัว
กลุ่มเอ็นจีโอขับเคลื่อนช่วยเหลือแรงงานในบ้าน
เอ็นจีโอด้านแรงงานข้ามชาติในฮ่องกงได้ทำงานอย่างไม่หยุดพักเพื่อที่จะตามหาแรงงานทำงานในบ้านที่ยังคงสูญหายในเหตุการณ์เพลิงไหม้ รวมถึงมีการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่รอดชีวิต หลังจากที่มีการยืนยันตัวเลขว่ามีแรงงานช้ามชาติชาวอินโดนีเซียเสียชีวิตในเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้อย่างน้อย 7 ราย จากตัวเลขของสถานกงสุลในฮ่องกง
ที่หว่องฝุกคอร์ทมีแรงงานทำงานในบ้านชาวอินโดนีเซียอาศัยอยู่รวมแล้ว 140 ราย มีอีกหลายสิบรายที่ยังคงหายสาปสูญหลังเกิดเหตุ
นอกจากนี้ยังมีแรงงานข้ามชาติชาวฟิลิปปินส์ประสบเหตุเพลิงไหม้ดังกล่าวด้วย โดยที่สถานกงสุลฟิลิปปินส์ในฮ่องกงเปิดเผยว่ามีชาวฟิลิปปินส์อย่างน้อย 78 รายที่ "ปลอดภัย" และ "ได้รับการยืนยันที่อยู่แล้ว" แต่ก็ยังคงมีอีกส่วนหนึ่งที่สูญหาย
เอวริล รอดริดจซ์ ประธานด้านการพัฒนาและการสื่อสารขององค์กรให้ความช่วยเหลือแรงงานทำงานในบ้าน HELP กล่าวว่า ทางเอ็นจีโอได้รับแจ้งจากนายจ้างที่ตามหาแรงงานทำงานในบ้านของพวกเขา รวมถึงมีผู้อาศัยในไทโปที่แจ้งว่า เพื่อนคนทำงานในบ้านของพวกเขาได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ทำให้พวกเขาไปตามหาตามแหล่งพักพิง นอกจากนี้แล้วทางเอ็นจีโอกลุ่มนี้ยังได้พยายามช่วยเหลือคนทำงานในบ้านที่รอดชีวิตด้วย เพราะนายจ้างของคนทำงานในบ้านเหล่านี้ก็ได้รับความสูญเสียจนอาจจะไม่สามารถหารายได้มาจ้างพวกเขาได้อีกต่อไป
มีอาสาสมัครรายหนึ่งเป็นชาวฟิลิปปินส์-ฮ่องกง ชื่อ อิสยาห์ พูดถึงเรื่องของแรงงานทำงานในบ้านรายหนึ่งว่า เธอได้สูญเสียข้าวของทุกอย่างไปในกองเพลิง ทั้งเสื้อผ้าและอื่นๆ จนรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยอีกต่อไป
สรินกาติน ประธานสหภาพแรงงานข้ามชาติอินโดนีเซีย กล่าวว่าเธอรับรู้เรื่องการตามหาแรงงานทำงานในบ้าน 20 กรณี โดยพบว่ามีบางส่วนขอความช่วยเหลือจากเพื่อนของพวกเขาในฮ่องกง และบางส่วนก็ขอความช่วยเหลือจากญาติในอินโดนีเซีย
เอ็ดวีนา อันโตนิโอ ผู้อำนวยการของ เบทูน เฮาส์ ศูนย์พักพิงแรงงานข้ามชาติหญิงที่ทำงานในบ้าน กล่าวถึงเคสที่มีคนทำงานในบ้านชาวฟิลิปปินส์รายหนึ่งต้องเข้าห้องไอซียูหลังจากถูกไฟคลอกสาหัส เคสดังกล่าวนี้คือแรงงานที่มีชื่อว่า โรโดรา อัลคาทราซ ผู้ที่มาทำงานในฮ่องกงได้เพียงไม่กี่วัน เรื่องราวของเธอบนโซเชียลมีเดียกลายเป็นกระแสไวรัล เรื่องราวที่ว่านี้เป็นโพสต์ที่อัลคาทราซส่งข้อความขอความช่วยเหลือตอนที่เธอติดอยู่ในอาคารช่วงเพลิงไหม้
มีผู้คนในโซเชียลมีเดียเขียนข้อความเป็นภาษาจีนว่า "พวกเราควรจะต่อสู้เรียกร้องเพื่อแรงงานทำงานในบ้านให้ได้รับค่าชดเชย ... มีจำนวนมากที่ออกจากประเทศตัวเองมาเพื่อหางานทำสร้างครอบครัว แต่ในตอนนี้พวกเขาก็มาเสียชีวิตในต่างแดน"
มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียอีกหลายรายที่ถามว่าพวกเขาจะขอบริจาคเพื่อช่วยเหลือแรงงานทำงานในบ้านผู้ประสบภัยได้ที่ไหน
ทางการฮ่องกงประกาศว่าพวกเขาจะจัดหาเงินเยียวยาให้กับครอบครัวที่สูญเสียสมาชิกจากเหตุเพลิง
ไหม้ครอบครัวละ 200,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 800,000 บาท) แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าเงินจำนวนนี้จะมีการจ่ายให้กับครอบครัวของแรงงานข้ามชาติด้วยหรือไม่
อันโตนิโอ จาก เบทูน เฮาส์ กล่าวว่า แรงงานข้ามชาติเหล่านี้เป็นผู้หารายได้เสาหลักของครอบครัว ถ้าพวกเขาสูญเสียทุกอย่างไปแล้ว พวกเขาก็ฟื้นตัวได้ยากลำบาก
เรียบเรียงจาก
Grassroots rapid relief: How thousands of Hongkongers mobilised to support victims of Tai Po blaze, HKFP, 28-11-2025
Migrant groups mobilise support for domestic workers as 7 Indonesians confirmed dead in Tai Po fire, HKFP, 29-11-2025
Tai Po fire: Police oversee overnight removal of flowers, tributes from memorial by volunteers, gov’t staff, HKFP, 08-12-2025
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก
https://en.wikipedia.org/wiki/Wang_Fuk_Court_fire
