Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'อนุทิน' เผยไม่ตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคประชาชน ที่มีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 แต่ยังยืนยันทำงานช่วยเหลือประชาชนด้วยกันได้ ด้าน 'ณัฐพงษ์' โต้หยุดอ้าง 112 ลั่นจะชนะ สส.ให้มากที่สุด ไม่ให้พรรคอันดับ 2 แข่งตั้งรัฐบาลได้

 

25 ธ.ค. 2568 สื่อหลายสำนัก รายงานวันนี้ (25 ธ.ค.) เวลา 16.17 น. อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์กรณีณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวผ่านการดีเบตของไทยรัฐทีวี เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา จะไม่ขานชื่ออนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว โดยอนุทิน ระบุว่า เป็นสิทธิของเขา ผมเคารพสิทธิ และความเห็นของทุกคน พรรคภูมิใจไทยมีความชัดเจนมาตลอด ที่จะไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคการเมืองที่มีนโยบายแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112

“ผมติดตามชมรายการไทยรัฐดีเบต ทราบว่าหัวหน้าพรรคประชาชน เป็นคนเดียวบนเวทีที่ยังยืนยันว่าต้องแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ถ้ายังหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้ พรรคภูมิใจไทยไม่ร่วมด้วยแน่นอน พรรคไหนจะร่วมก็เป็นสิทธิของแต่ละพรรค แต่เท่าที่ดูแคนดิเดตของทุกพรรค ไม่มีพรรคไหนตอบว่าจะแก้ไขมาตรา 112 ยกเว้นพรรคประชาชน” อนุทิน ระบุ 

ต่อกรณีที่สื่อถามว่าต่อไปนี้จะไม่คุยกับพรรคประชาชนอีกแล้วใช่หรือไม่ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยกล่าวว่า ถ้าเป็นเรื่องการทำงานแก้ปัญหาให้ประชาชน พรรคภูมิใจไทยพูดคุย และทำงานร่วมกันได้ แต่ถ้าเป็นเรื่องที่สร้างความแตกแยกให้ประชาชน เช่น แก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 คงคุยกันไม่ได้ เพราะอุดมการณ์ทางการเมืองแตกต่างกัน เว้นแต่พรรคประชาชนจะพูดชัดเจนว่าไม่มีนโยบายแก้ไข ม.112 แล้ว ก็น่าจะทำงานด้วยกันได้

เมื่อถามว่า ณัฐพงษ์ กล่าวว่า “ไม่ควรมีใครต้องติดคุก เพราะคำพูด” อนุทิน กล่าวว่า เขาเห็นต่าง และคิดว่าไม่ควรสร้างหลักคิดและความเชื่อแบบนี้ให้กับประชาชน นักการเมืองทุกคนต้องแนะนำ ต้องสร้างค่านิยมให้คนในสังคมเคารพกฎหมาย และไม่ทำผิดกฎหมาย 

“ควรจะต้องพูดว่าไม่ควรมีใครต้องติดคุก เพราะไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ถ้าทำผิดกฎหมาย ต้องได้รับโทษตามที่กฎหมายกำหนด จะมีสิทธิเสรีภาพมากแค่ไหนก็ต้องไม่ละเมิดกฎหมาย และไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพูดที่เป็นการอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เสียหายยิ่งต้องได้รับโทษ โดยไม่มีข้อยกเว้น” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าว 

ในวันเดียวกัน เพจเฟซบุ๊ก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ โพสต์ข้อความวันนี้ (25 ธ.ค.) เมื่อเวลา 17.16 น. หลังอนุทิน ประกาศว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคที่มีนโยบายแก้มาตรา 112 โดยณัฐพงษ์ ระบุว่า ในเมื่อประกาศชัดแบบนี้แล้ว ก็ขอย้ำอีกครั้งว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการจัดตั้งรัฐบาลแข่งกันระหว่างรัฐบาลประชาชน กับรัฐบาลภูมิใจไทย

"ผมยืนยันอีกครั้งว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่อง 112 ตามที่อนุทิน อ้างทั้งสิ้น พอได้แล้วกับนิทานหลอกลวงประชาชนเพื่อกักขังประเทศให้อยู่กับอดีต" หัวหน้าพรรคประชาชน กล่าว

ณัฐพงษ์ ย้ำว่า เราต้องการประเทศไทยที่ไม่เทา เท่ากัน และทันโลก พรรคประชาชนจะพยายามชนะการเลือกตั้งด้วยเสียงของประชาชน ชนะให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันไม่ให้พรรคอันดับ 2 ได้จัดตั้งรัฐบาลแข่งกับพรรคอันดับ 1 อีก

"เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้คือโอกาสสุดท้ายที่จะพาประเทศไทยพ้นจากวิกฤตที่เผชิญอยู่รอบด้าน พรรคประชาชน พร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล หากได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องประชาชน เพื่อต่อสู้กับเครือข่ายทุนเทา ไม่ให้เข้ายึดครองประเทศอันเป็นที่รักของเรา" ณัฐพงษ์ ทิ้งท้าย

ทั้งนี้ เมื่อ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา รายการไทยรัฐทีวีดีเบต ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นคนเดียวที่ยกมือสนับสนุนให้มีการนิรโทษกรรม รวมผู้ต้องหาคดีทางการเมือง มาตรา 112 แม้ว่ากฎหมายดังกล่าวจะผ่านวาระที่ 3 ของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว 

“พยายามผลักดันตามข้อจำกัดที่มีอยู่ ซึ่งกฎหมายนิรโทษกรรมก็ได้ผ่านสภาฯ ไปแล้ว ส่วนกระบวนการในการเดินหน้า รัฐบาลพรรคประชาชน สิ่งที่เรายืนยันก็คือ ในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ไม่ควรจะต้องมีใครติดคุกเพราะคำพูด 

“จริงๆ ถ้าจะสืบเนื่อง ต้องบอกว่าอ้างอิงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันไม่มีพรรคการเมืองใดที่สามารถเอาประเด็นนี้มาเป็นนโยบายในการหาเสียงได้อีก เพียงแต่ผมอยากแสดงจุดยืนทิ้งท้ายไว้นิดเดียวว่า จริงๆ เราต้องยอมรับตามข้อเท็จจริง กฎหมายฉบับนี้ยังมีปัญหาอยู่บางส่วน ผมยกตัวอย่าง โทษขั้นต่ำ ซึ่งจริงๆ กรอบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญก็เปิดช่องให้แก้ไขได้ เพียงแต่ว่าจะแก้ไขอย่างไร ภายใต้กรอบข้อจำกัดทางการเมืองที่มีอยู่ พรรคประชาชนก็หวังว่า สังคมไทยจะตกผลึกในเรื่องนี้ร่วมกัน และหาทางในการปรับปรุงแก้ไขในอนาคต” ณัฐพงษ์ กล่าว 

ทั้งนี้ มาตรา 112 หรือกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ มีอัตราโทษจำคุกขั้นต่ำ 3 ปี และสูงสุดไม่เกิน 15 ปี 

ปัจจุบัน ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ 30 พ.ย. 2563 - 25 ธ.ค. 2568 มีผู้ต้องขังทางการเมืองทั่วประเทศ อย่างน้อย 55 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 31 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน) ในจำนวนนี้แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 28 คน และผู้ต้องขังที่คดีสิ้นสุดแล้ว 26 คน และยังมีเยาวชน 1 คน ถูกคุมขังในสถานพินิจฯ ตามคำพิพากษาของศาลเยาวชนฯ 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง