112WATCH สัมภาษณ์ แบมบู ภัคภิญญา (สงวนนามสกุล) อดีตบรรณารักษ์ ผู้ลี้ภัยมาตรา 112 เล่าถึงที่มาที่ไปที่ทำให้เธอต้องโดนคดีจนต้องลี้ภัยไปไกลถึงออสเตรเลีย
จากงานบรรณารักษ์และนักดนตรี สู่การเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง อะไรคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้คนธรรมดาอย่างคุณ ตัดสินใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวในปี 2562-2563 และเผชิญหน้ากับความเสี่ยงทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะคนที่เคยสนใจการเมืองน้อยมาก่อน
มันเกิดจากความอยากรู้เล็กๆ เองค่ะ ที่มากับข่าวไม่คุ้นหูที่เรารู้สึกว่า “เอ๊ะ? แบบนี้ก็ได้เหรอ” ถ้าทุกคนจำได้ ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งในปี 2562 มีข่าวเรื่อง “การเลื่อนการเลือกตั้ง” ที่ดูเหมือนไม่มีจุดจบไปเรื่อยๆ “ข่าวเรื่องนาฬิกายืมเพื่อน” หรือ “การจัดซื้อเรือดำน้ำ” เชื่อว่าแม้แต่คนที่ไม่เคยรู้จักเรื่องการเมืองเลย ได้ยินข่าวเหล่านี้ก็ต้องมีการ “เอ๊ะ?” กันบ้าง เพราะตอนนั้นเศรษฐกิจมันไม่ดีเอามากๆ แต่การตอบคำถามของเหล่าทหารที่ยึดประเทศมาตอนนั้น ทำเหมือนเงินมันไม่ได้สำคัญกับการเอามาพัฒนาประเทศเลย รวมกับโซเชียลมีเดียที่เข้ามามีบทบาทเป็น “สื่อ” ที่ค่อนข้างเข้าถึงทุกคนในตอนนั้น คือเราไม่จำเป็นต้องดูช่องข่าวโดยตรง ก็มีคนแชร์มา มีคนกล่าวถึง ให้ความเห็น เขียนบทความสั้นๆ ช่วงนั้นพอเราได้ยิน ได้อ่าน ได้ฟังบ่อยๆ ก็เลยกลายเป็นติดตามไปโดยไม่รู้ตัว รู้อีกทีก็กลายเป็นคนติดตามเรื่องการเมืองไปแล้วค่ะ
ผลกระทบทางจิตใจที่คุณกล่าวถึงว่า "เหมือนขับรถแล้วเห็นแค่ฝากระโปรงรถ" นั้นเป็นอย่างไรบ้าง คุณจัดการกับความรู้สึกที่มองไม่เห็นอนาคตนี้อย่างไร และอะไรคือสิ่งที่ผลักดันให้คุณยังคง "ทำในสิ่งที่พอทำได้" เช่น การพัฒนาทักษะดนตรีในช่วงเวลาที่คุณกำลังเผชิญกับคดีร้ายแรง
วิธีแก้ไขความเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับจิตใจได้ดีที่สุดคือการยอมรับมันก่อน และไม่โทษตัวเองค่ะ มันอาจดูเหมือนพยายามมองโลกสวย แต่จริงๆมันไม่เหมือนกันเลยนะคะ ยอมรับคือยอมรับว่าเป็นทุกข์ เศร้า เสียใจ หม่นหมอง ไม่โอเค อนุญาตให้ตัวเองเศร้า ให้ร้องไห้ ให้เสียใจได้เต็มที่ จากนั้นก็มามองดูว่าเราทำอะไรกับ”ทุกสิ่งที่เรายังมี” ได้บ้าง ถ้าเรามองไม่เห็นอนาคต ก็ช่างมัน เก็บไว้ก่อน เพราะไม่ใช่สิ่งสำคัญในจุดนั้น แล้วมามองดูให้ดีว่า อะไรที่สำคัญที่สุดในตอนนั้น เช่นถ้าก่อนออกจากประเทศมาก็อาจจะเป็นแผนในการใช้ชีวิตต่างประเทศ เป็นจำนวนเงินที่ต้องเตรียม เป็นเอกสารต่างๆ พอออกมาแล้ว สิ่งที่เราทำได้ในตอนที่ยังไม่เห็นอนาคต คือเตรียมตัวเองไว้ให้พร้อมกับอะไรก็ตามที่เรายังมองไม่เห็น อย่างทักษะต่างๆ ดนตรี ภาษา หรือแม้แต่ศึกษาเรื่องการเงินที่เราไม่เคยชอบมาก่อน เปรียบเหมือนถ้าขับรถแล้วเห็นแค่ฝากระโปรงรถ เราอาจจะต้องหยุดเพื่อเช็คสภาพรถให้พร้อมฝ่าหมอกที่หนา จนกว่าเราจะเห็นมันชัดๆ อีกครั้ง
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เราไม่โทษตัวเองค่ะ เพราะทุกสิ่งทีทำ ไม่มีสิ่งไหนไม่มีสติในการทำ เราทำ เพราะมันมาจากเจตจำนงของเรา เราเลือกเอง ตัดสินใจเองทุกการกระทำ เพราะฉะนั้น เราไม่ได้ผิด แรงผลักดันที่ทำให้ทำทุกสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ บนผลกระทบทางจิตใจนับตั้งแต่โดนคดี ก็คือเจตจำนงที่ยังได้เป็นตัวเองค่ะ ต่อให้คุณจะยัดคดีใส่เรา ทำความอยุติธรรมบนชีวิตของเรา แต่เราก็ยังได้เลือกสิ่งที่เราอยากทำให้ตลอดอยู่ดี
คดี ม.112 ของคุณเริ่มต้นจากโพสต์ที่ถูกแชร์ ไม่ใช่โพสต์ที่คุณเขียนเอง และคุณถูกดำเนินคดีไกลถึง สภ.สุไหงโก-ลก ซึ่งสร้างภาระค่าใช้จ่ายและการเดินทางสูงมาก คุณมองว่ากระบวนการทางกฎหมายที่เกิดขึ้นนี้ (การตั้งข้อหาจากคนธรรมดา การตั้งคดีในพื้นที่ห่างไกล) ถูกใช้เป็นกลไกเพื่อสร้างความยุ่งยากและลงโทษนักกิจกรรมทางการเมืองอย่างไรบ้าง
ม.112 ถูกนำมาใช้สร้างความยุ่งยากและลงโทษนักกิจกรรมทางการเมืองให้ได้รับความลำบากอย่างที่สุดในสิ่งที่เป็นเรื่องธรรมดาที่ควรทำได้ อย่างการวิพากษ์วิจารณ์ มันเป็นกลไกที่ทำให้กฎหมายซึ่งควรจะดูศักดิ์สิทธิ์เป็นตัวตลกไปเลยในประเทศไทย เพราะเพียงแค่คนๆ นึงบอกว่าอ่านโพสต์ที่ถูกแชร์จากบ้านตัวเองที่อยู่ในจังหวัดหนึ่ง แล้วจำเลยที่ถูกฟ้องต้องเดินทางไปถูกดำเนินคดีทีจังหวัดนั้นๆ แล้วเป็นเรื่องบังเอิญมากที่จังหวัดส่วนใหญ่นั้นถ้าไม่ใช่กทม และปริมณฑล ก็ดูจะเป็นจังหวัดห่างไกลที่การเดินทางลำบาก เครื่องบินหรือรถบัสไปไม่ถึง เป็นเครื่องมือและกลไกที่พยายามจะปิดปากประชาชนและนักกิจกรรมการเมืองด้วยข้อจำกัดของคนธรรมดาทั่วไป ที่ยังต้องพึ่งพาการทำงานรายวัน การทำงานในสถานที่ราชการที่การลาจำกัด การใช้เงินทองมากมายไปกับค่าใช้จ่ายที่ต้องเดินทางไปในจังหวัดนั้นๆ โดยไม่มีการช่วยเหลือใดๆจากกระบวนการทางศาล ทั้งๆ ที่คดีเหล่านี้ไม่ได้มีหลักฐานเป็นชิ้นส่วนใดๆ ที่ต้องนำไปตรวจสอบนอกจากกระดาษและตัวอักษรที่ส่งออนไลน์ก็ได้ เป็นกลไกที่มีขบวนการทำกันอย่างเป็นระบบ เพราะคนๆ หนึ่งสามารถฟ้องคนอื่นได้ในจำนวน 15-20 คดีต่อจังหวัดโดยที่เขาน่าจะไม่ต้องทำงานทำการใดๆ นอกจากไปศาล มีบางรายถึงแม้จะจบที่ยกฟ้อง แต่เวลาและค่าใช้จ่ายที่เสียไป เอาคืนมาไม่ได้ และไม่เคยได้รับการชดเชยไม่ว่าจะทางร่างกายหรือจิตใจ มันเป็นกลไกที่เห็นกันอย่างชัดเจน แต่รัฐบาลซึ่งมีหน้าที่ดูแลประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันก็ไม่เคยสนใจหรือลงมาดูแล
คุณเล่าว่าจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตัดสินใจลี้ภัยคือการรับรู้ถึงความเข้มงวดที่เพิ่มขึ้นของศาล หลังการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วในปี 2566 โดยยกกรณีของคุณอุดมมาเป็นตัวอย่าง คุณมองว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระดับรัฐบาล มีผลต่อการตีความและการใช้ดุลยพินิจของศาลในคดี ม.112 อย่างไร และสิ่งนี้ทำลายความหวังในกระบวนการยุติธรรมของฝ่ายต่อสู้คดีไปมากน้อยแค่ไหน
การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลข้ามขั้วในปีนั้นมีผลอย่างมากเลยทีเดียวค่ะ เราตามข่าวการเมือง และกรณีม.112 อยู่เรื่อยๆ พอจะเห็นอยู่แล้วว่าผู้ที่โดนคดีนี้ไม่ได้รับความยุติธรรมเรื่องใดบ้าง แต่เพราะข่าวส่วนใหญ่เป็นคดีที่เกิดและดำเนินการในกทม สมุทปราการ หรือจังหวัดใหญ่ๆ อย่างขอนแก่น เชียงใหม่ เราผู้โดนที่จังหวัดห่างไกล(นราธิวาส)และไม่ค่อยเป็นข่าว จึงได้รู้ความแตกต่างอย่างชัดเจน ของการตอบสนองต่อคดีม.112 นี้ ไม่มีเจ้าหน้าที่ทางกฎหมายใดไม่รู้ว่ามาตรานี้เป็นอาวุธไว้จัดการคนเห็นต่าง ไม่มีใครอยากยุ่งกับมาตราที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่ตัวเองในปฏิญานไว้ตอนที่เข้ามาทำงานทางกฎหมาย แต่คงเพราะความกลัวในอำนาจสักอย่าง พวกเขาจึงปล่อยให้กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้น “ตามกระบวนการ” ในแบบที่ไม่ได้เร่งรัด แต่ก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเรา ในกระบวนการศาลชั้นต้น ซึ่งเกิดก่อนการเลือกตั้งในปี 2566 ไม่มีจำเลยคนใดไม่ได้รับการประกันตัว แม้กระทั่งในช่วงก่อนเลือกตั้งจนถึงพรรคก้าวไกลได้คะแนนเสียงมากที่สุดแต่ยังจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ก็มีการเลื่อนนัดหมายของผู้ที่ต้องไปฟังศาลอุทรณ์ในช่วงนั้นออกไป จนการเลือกตั้งจบลงที่รัฐบาลเพื่อไทยข้ามขั้ว ก็เห็นได้ชัดว่าจำเลยที่ไปศาลหลังจากนั้น ไม่ได้รับการประกันตัวทุกคน เริ่มจากคุณอุดมเป็นคนแรก และทุกคนต่อมา
สิ่งนี้ทำลายทุกสิ่งในกระบวนการยุติธรรมของฝ่ายต่อสู้คดีจนหมด เพราะไม่ว่าพวกเราจะพยายามต่อสู้ว่าสิ่งที่พวกเราพูด ควรพูดได้ หรือหากจะจำกัดการพูด โทษของการวิจารณ์ก็ไม่ควรเป็นติดคุกอยู่ดี เหตุการณ์นี้ทำให้ชัดเจนขึ้นว่า กฎหมายไทย ศาล และกระบวนการทางกฎหมายไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์อะไรทั้งนั้น มันพร้อมจะถูกตีความให้กว้าง หรือแคบก็ได้ตามใจผู้มีอำนาจ มันย้อนแย้งและกลับกลอก เปลี่ยนผันไปตามขั้วอำนาจ แต่จริงๆ มันเห็นว่าสิ้นหวังขนาดไหนตั้งแต่การเลือกตั้งที่ผู้ได้คะแนนเสียงข้างมาก ไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้ว (แต่ไม่ได้หมดหวังนะคะ)
ในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่กำลังเริ่มต้นชีวิตใหม่ในออสเตรเลีย คุณนิยามการ "ต่อสู้" ของคุณในปัจจุบันอย่างไร คุณยังมีความหวังต่อการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยหรือไม่ และในมุมมองของ "คนธรรมดาที่กลายเป็นเหยื่อ" คุณคิดว่าการต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพจากต่างประเทศจะสามารถส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในไทยได้อย่างไรบ้าง
ไม่รู้ว่าจะเรียกนิยามได้ไหม แต่ในฐานะคนที่เคย “ไม่รับรู้และไม่สนใจ” เกี่ยวกับการเมืองเลย คนที่เคยเชื่อว่าไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลเราก็ต้องทำมาหากินเหมือนเดิมอยู่ดี จะขอเรียกการต่อสู้นี้ และสิ่งนี้ที่เกิดขึ้นกับตัวเองว่า “ไม่มีวันไม่สนใจเรื่องการเมืองเลยสักวัน” และจะพยายามเรียนรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเมืองให้มากพอ ที่จะเล่าส่งต่อให้กับคนๆ อื่น ทำให้มันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะคุยกันได้อย่างเปิดเผย แม้คิดเห็นไม่ตรงกัน ทำให้เป็นเรื่องธรรมดาที่แนวคิดด้านการเมืองคนละฝ่าย หรือแม้แต่ด้านกษัตริย์ที่แสดงออกอย่างเปิดเผยว่ารัก หรือไม่รัก ก็คุยกันได้โดยไม่ต้องตีกัน สิ่งนี้รวมอยู่ในตอนที่เราบอกว่า แม้เราจะเห็นแค่ฝากระโปรงรถ แต่เราก็จะเตรียมตัวเอาไว้ และทำทุกอย่างที่เราพร้อมทำ และทำได้เพื่อต่อสู้ในแบบของเรา แม้มันจะเล็กน้อย แต่มันก็มาจากเจตจำนงของเราเอง
เรามีความหวังกับการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยเสมอ เพราะความหวังคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับผู้มีอำนาจ แสงเล็กๆ จะรวมเป็นแสงใหญ่ได้ อาจจะไม่มาถึงเร็ว แต่ก็มาถึงอยู่ดี เราเชื่อในพลังของการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะจากที่ไหน การต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพจากต่างประเทศอาจจะไม่ได้ส่งผลกระทบที่ยิ่งใหญ่กว่าการต่อสู้จากภายในประเทศเอง แต่เพราะการอยู่ข้างนอก ที่ไม่ถูกจำกัดสื่อและความเห็นใดๆ รวมถึงไม่โดนคดีด้วย ทำให้เราสามารถให้ความเห็น วิจารณ์ ให้ความรู้ เขียนบทความ นำเสนอผ่านกิจกรรมต่างๆ หรือแม้กระทั่งวิดีโอนำเสนอที่ที่เราอยู่ ภาพลักษณ์ของประเทศอื่นๆที่เจริญแล้ว ชีวิตที่ดีกว่าบนความเท่าเทียมกันของผู้คนในประเทศที่เจริญแล้ว การกระทำเล็กๆน้อยๆเหล่านี้อาจไม่ทำให้รัฐบาลของไทยกังวลใจแต่เชื่อว่ามีผลต่อความคิดของคนในประเทศแน่นอน และประเทศจะเปลี่ยนได้ก็เมื่อผู้คนเข้าใจว่าพวกเขากำลังเจอกับอะไร และต้องการความเป็นอยู่แบบไหนค่ะ
