Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 ศูนย์เนลสัน แมนเดลาฯ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรกรณ์มหาวิทยาลัย และ Auschwitz institute จัดงานสัมมนาเรื่อง “สันติภาพ ความขัดแย้ง และสิทธิมนุษยชนในบริบทของกฎหมายระหว่างประเทศ” ต่อกรณีความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่ไม่ได้มีแค่ความขัดแย้งในทางการทหาร แต่ยังรวมไปถึงความขัดแย้งและข้อพิพาทในมิติอื่น

งานในครั้งนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาวิชา เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนระหว่างสหวิทยาการ วิเคราะห์บริบทที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐศาสตร์ ความขัดแย้ง การเมือง เศรษฐศาสตร์ และทรัพยากร เพื่อให้เกิดการจัดการเกี่ยวกับเขตแดน การหยุดยิง และสันติภาพที่สร้างสรรค์และยั่งยืนระหว่างสองประเทศ  โดยเสวนาแบ่งออกเป็นทั้งหมด 3 ช่วง 

ช่วงที่ 1: เขตแดน แผนที่ และการประกอบสร้างดินแดนในทางกฎหมาย

ผศ.ดร.อัครพงษ์ ค่ำคูณ จากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุช่วงต้นของสัมมนาว่า เวลาพูดถึงเรื่องของเส้นเขตแดนและแผนที่ เรามักจะพูดเรื่องว่าเราจะนึกถึงเรื่องการสร้างสันติภาพ แต่ควรกล่าวถึงเรื่องความละอายทางวิชาการ หรือความละอายทางกฎหมาย เพราะปัจจุบันมีผู้ใช้หลักกฎหมายอย่างไม่ละอายเพื่อที่จะรับใช้ในทางการเมือง

ในทัศนะของอัครพงษ์ สงครามไม่ได้จบด้วยการ “ทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพ” ตนไม่เชื่อว่าสันติภาพที่ถูกต้องจะต้องมาด้วยวิธีการที่เราต้องตอบโต้ด้วยความรุนแรงกว่า เพราะนั่นนี่คือการทำลายมนุษยชาติ ฉะนั้นยุทธศาสตร์ที่จะทำให้กัมพูชาสิ้นสภาพความเป็นภัยคุกคามก็คือ “มิตรภาพ” 

ในส่วนของเรื่องดินแดน ก่อนที่จะเกิดพื้นที่ (Border) จะต้องมีเส้น (Borderline) ก่อน ยกตัวอย่างพรมแดนติดกับลาวและมาเลเซีย เขตแดนระหว่างไทย-ลาว และ ไทย-มาเลเซีย ปันเขตแดนเกือบครบทั้งหมดแล้วจึงไม่มีปัญหา มีการกำหนดเส้นเขตแดน (borderline) ที่ชัดเจน ต่างจากกรณีไทย-กัมพูชา อีกกรณีคือเรื่องสันปันน้ำก็เป็นความเข้าใจผิดของสังคมไทย สันปันน้ำไม่ได้อยู่ที่ขอบหน้าผา แต่บางครั้งจะลากเข้ามาเพราะต้องเป็นเส้นที่ต่อเนื่อง และความเป็นเส้นที่ต่อเนื่องนี้เองจะสร้างเส้นเขตแดนอย่างต่อเนื่องกัน บางครั้งสันเขามีหลายสัน

ในราชบัณฑิตระบุว่าสันปันน้ำหมายถึงที่สูงหรือสันเขา แต่ในสังคมไทยหรือในทีวีจะบอกว่าคือที่แบ่งน้ำออกเป็นสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม สันปันน้ำในการแบ่งเส้นเขตแดนนั้นต้องดูให้ดีว่าสันเขานั้นไม่ใช่เฉพาะแค่หน้าผาอย่างเดียว

ในทางวิชาการ แผนที่เป็นหลักสำคัญที่ถูกใช้ในฐานะที่เป็นหลักฐาน บทบาทในการเป็นหลักฐานของแผนที่ปรากฏชัดเจนในคำตัดสินอนุญาโตฯของคดีพิพาทระหว่างชิลีกับอาร์เจนตินา ในปี 1977 

กรณีแผนที่กับหลักกฎหมายปิดปากไม่ได้ใช้กับแค่ไทย-กัมพูชาประเทศแรก ทุกประเทศที่ทะเล่ะกันเรื่องดินแดนต้องเจอแบบนี้ทุกที่ คดีปี 1977 นี้ได้กำหนดหลักการในการใช้แผนที่ว่าในฐานะเป็นเครื่องแสดงภาพของสนธิสัญญา ดังนั้นแผนที่จะมีบทบาทก็ต่อเมื่อพฤติการณ์ต่อมาของคู่ความหรือรัฐภาคีนั้นได้ให้การยอมรับแผนที่นั้นจึงกลายมาเป็นหลัก แอควิเซนส์ (Acquiescence) คือการยอมรับโดยปริยาย 

กรณีเส้น 1:200,000 ในสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศษ และ 1:50,000 ที่ไทยทำขึ้นมา ผศ ดร อัครพงษ์ระบุว่า แผนที่1:200,000 คือแผนที่ที่ทั้งสองฝ่ายยินยอมที่จะใช้ ส่วนแผนที่อย่างหลังนั้นเป็นแผนที่ที่ไทยทำขึ้นฝ่ายเดียว (Unilateral Map) มีแค่เพียงทหารเท่านั้นที่บอกว่าใช้แผนที่นี้ และที่สำคัญสังคมไทยเวลาพูดถึงแผนที่ 1:50,000 เราไม่เคยเห็นของจริงเลย และที่สำคัญแผนที่ 1:50,000 ก็ลากไปตามสันปันน้ำเหมือนกันกับเส้น 1:200,000 เพียงแต่ว่าเมื่อนำแผนที่ทั้งสองอันมาเทียบกันก็จะไม่ลงรอยกันอยู่แล้ว เพราะเป็นแผนที่คนละระบบกัน 

ดร. ธนเชษฐ วิสัยจร คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้เชื่อมโยงแผนที่กับความทรงจำ จังหวัดอุบลราชธานีเป็นจังหวัดที่มีความพิเศษคือมีสิ่งที่เรียกว่าเป็น ชายแดนสามเศร้า (Triple border) คือมีพรมแดนติดกับทั้งลาวและกัมพูชา อย่างที่ได้ยินกันผ่านข่าวกรณีการส่งน้ำมันผ่านช่องเม็กไปยังกัมพูชาเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ผู้คนแถบชายแดนบริเวณนี้ผ่านช่วงเปลี่ยนผ่านมาหลายยุค หลายสมัย ตั้งแต่ยุคสงครามเย็นไปจนถึงยุคเปลี่ยนสนามรบให้เป็นสนามการค้าในสมัยพลเอกชาติชาย ชุณหวัณ 

สมัยเด็กตนมีความทรงจำเรื่องเขมรแดง ค่ายผู้อพยพ หลุมหลบภัย และทหารหมวกฟ้ารักษาสันติภาพในกัมพูชาเข้ามาแถวจังหวัดติดชายแดน แต่สำหรับนักศึกษาในยุคนี้ซึ่งเป็นคนวัยหนุ่มสาวอายุ 18-20 ความทรงจำแบบนี้ไม่มีแล้ว แต่สิ่งที่นักศึกษาในยุคนี้พบเจอคือความทรงจำตั้งแต่การปะทะกันวันที่ 24 กรกฎาคม หรือข่าวระเบิด BM-21ลงร้านสะดวกซื้อ ความทรงจำแบบนี้จะกลายเป็นความเกลียดชังต่อไปในอนาคต 

ประกอบกับการนำเสนอของสื่อที่เลือกนำเสนอ เลือกสัมภาษณ์ให้ไปในทางอยากให้ทหารจัดการให้จบ เพื่อที่ชาวบ้านจะได้ใช้ชีวิตปกติ

ธนเชษฐระบุว่าวลี “ให้มันจบที่รุ่นเรา” ที่ถูกใช้กันแพร่หลายในช่วงนี้ ซึ่งมีความหมายถึงการจัดการกับกัมพูชาให้สิ้นสภาพ แท้จริงแล้วสิ่งที่มันจบที่รุ่นเราน่าจะเป็นความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาและความไว้วางใจซึ่งกันและกันไม่ว่าจะเป็นระดับรัฐบาลรวมถึงประชาชนต่อประชาชน 

แต่กระนั้น ก็ยังพอมีแสงสว่างที่ปลายอุโมค์ ธนเชษฐ์เล่าว่าเมื่อประมาณ10 ปีก่อน มีโครงการของกระทรวงมหาดไทยในการจัดการความมั่นคงชายแดน โดยใช้สโลแกนที่บังเอิญสอดคล้องกับวลีที่กำลังดังว่า “ให้มันจบที่อำเภอ” กล่าวคือ เวลามีปัญหาให้คุยกันที่อำเภอและอย่าให้เกินอำเภอ มีพื้นที่ตัวอย่างความร่วมมืออยู่สองพื้นที่ คือ ช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ อีกจุดนึงคือพื้นที่จังหวัดจันทบุรีทั้งหมด

ธนเชษฐ์ตั้งข้อสังเกตว่าการปะทะกันสองครั้งในปีนี้ แทบไม่มีการปะทะกันทางทหารของพื้นที่สองจุดนี้เลย โดยเฉพาะจังหวัดจันทบุรี ส่วนจังหวัดศรีสะเกษยังมีที่อื่น แต่ช่องสะงำเป็นแค่พื้นที่เฝ้าระวัง จึงมีข้อสมมติฐานว่าแม้ความสัมพันธ์ระดับบนอาจจะมีปัจจัยที่ว่าย้ายมาแล้วก็ย้ายไปอยู่บ้าง

แต่ในระดับกำนันผู้ใหญ่บ้านนั้นมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นข้ามเขตแดนซึ่งมีผลอย่างมาก แม้โครงการดังกล่าวของกระทรวงมหาดไทยจะจบไปแล้ว แต่ก็สามารถนำมาศึกษาและต่อยอดได้

ด้าน ดร. คัทลียา เหลี่ยมดี คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มด้วยหลักการมองเส้นเขตแดนเป็นหนึ่งในองค์ประกอบของรัฐชาติ ซึ่งต้องมองตั้งแต่องค์ประกอบของรัฐชาติของสยามและกัมพูชาในฐานะอาณานิคมของฝรั่งเศส

ณ วันที่เกิดสนธิสัญญา การเกิดขึ้นของเส้นเขตแดนทำให้ความสัมพันธ์ที่เคยมีอยู่ก่อนเส้นนี้ถูกแยกออกจากกัน แต่ในมุมมองทางมนุษยวิทยาไม่ได้มองแค่เส้นเขตแดนแต่มองความสัมพันธ์ชายแดนทั้งหมด 

เมื่อผู้คนรับไอเดียของการมีอยู่ของเส้นเขตแดนในฐานะภูมิกายาของของรัฐอย่างที่อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูลได้เสนอมา มันทำให้เรามองคนที่อยู่นอกเส้นเขตแดนเป็นคนอื่นและสร้างกำแพงในใจไปโดยปริยาย ในกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นพื้นที่ที่มีความคลุมเครืออย่างมาก แต่ถึงจะมีเส้นเขตแดนแล้วแต่นั่นก็ไม่ได้ยับยั้งให้ผู้คนสองฝั่งเดินทางไปมาหาสู่กัน 

แม้หลังเกิดสนธิสัญญาไปแล้วก็ตามที เส้นเขตแดนก็ยังมีการขยับ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สยามได้พื้นที่สามจังหวัดของกัมพูชาและหนึ่งแขวงของลาวในปัจจุบัน เรื่องเล่าที่ว่าพื้นที่ตรงนั้นเคยเป็นของเรายังคงมีอยู่และถูกพูดถึง 

ยุคสงครามอินโดจีนส่งผลต่อไดนามิคของชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างมาก เกิดค่ายอพยพ  มีกลุ่มการเมืองกัมพูชามาอยู่บริเวณพื้นที่ชายแดน ไทยเองก็ถือเอาพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตกันชนจากคอมมิวนิสต์ ทำให้กองกำลังต่าง ๆ ของกัมพูชาจึงเข้าใจสภาพพื้นที่พนมดงรักเป็นอย่างดีและถ่ายทอดความรู้ต่อมา และหลายคนยังร่วมรบอยู่ในครั้งนี้

ความคลุมเครือของพื้นที่เกิดจากการที่เส้นเขตแดนไม่ชัดเจนและไม่มีกำแพงกั้น ทำให้ไม่อาจระบุได้ว่าฝ่ายใดครอบครองพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จ พื้นที่จึงถูกใช้และอยู่อาศัยร่วมกันมาโดยตลอด ซึ่งคนในพื้นที่ต่างรับรู้สภาพนี้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ในช่วงสงครามอินโดจีน ยังมีการอนุญาตให้มีกิจกรรมทางการเมืองในพื้นที่ชายแดน แม้ฝ่ายไทยจะไม่มีเทคโนโลยีอย่างดาวเทียม แต่ก็มีการลาดตระเวนร่วมกับอีกฝั่ง ส่งผลให้การควบคุมหรือการต่อสู้ในพื้นที่ทำได้ยาก

อีกประเด็นสำคัญคือความแตกต่างในการใช้ประโยชน์พื้นที่ ฝั่งกัมพูชามีทั้งคาสิโน ตลาดชายแดน และการตั้งถิ่นฐานของชาวบ้านหรือทหาร ขณะที่ฝั่งไทยถูกกำหนดเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ ลักษณะการใช้สอยพื้นที่ของทั้งสองประเทศจึงแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ช่วงที่ 2: การจัดการความรุนแรง: กฎหมายว่าด้วยการทำสงคราม การออกแบบแนวทางการหยุดยิง และเส้นทางสู่สันติภาพ 

พุทธณี กางกั้น จากกองค์กร Fortify Rights ประเทศไทย เริ่มต้นด้วยหลักพื้นฐานสากลที่เป็นเครื่องมือก่อนที่จะไปถึงความขัดแย้ง นั่นคือ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights – UDHR) และที่สำคัญยังมีกลไกพิเศษตามกฎบัตรต่าง ๆ ภายใต้องค์การสหประชาชาติ เช่น เช่น คณะทำงานหาข้อเท็จจริง ผู้รายงานพิเศษ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ศาลสิทธิมนุษยชนโลก คณะมนตรีความมั่นคง ศาลพิเศษ เช่น ศาลอาญาระหว่างประเทศ ศาลสิทธิมนุษยชนโลก ศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือแม้กระทั่งการคว่ำบาตรในกรณีที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้นแต่ยังไม่ถึงกับเป็นความขัดแย้งที่รุนแรง 

ดร. ภัทรพงษ์ แสงไกร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ในช่วงของการเกิดความขัดแย้งมีกรอบกฎหมายระหว่างประเทศที่เป็นหลักใหญ่กำหนดไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ นั่นคือ ม.2(3) ที่เวลาเกิดข้อพิพาทให้ระงับข้อพิพาทนั้นด้วยสันติวิธี และ ม. 2(4) ที่ระบุว่า รัฐสมาชิกต้องงดเว้นการใช้กำลังต่อประเทศอื่น แต่มีข้อยกเว้นอยู่สองข้อ คือ ม.51 ซึ่งเป็นกฎหมายจารีตประเพณีที่รัฐมีสิทธิป้องกันตนเอง ม.51 ระบุไว้ว่าสมาชิกสามารถป้องกันตนเองหรือรวมกลุ่มเพื่อป้องกันตนเอง (Collective self-defense) เมื่อมีการโจมตีทางอาวุธ จนกว่าคณะมนตรีความมั่นคงจะเข้าดำเนินการ ซึ่งคณะมนตรีความมั่นคงเป็นหน่วยงานหลักที่กำกับการใช้กำลังทหารโดยตรง อำนาจนี้ปรากฎชัดเจนในม.42 ที่ให้อำนาจในการดำเนินการทางอากาศ ทะเล หรือพื้นดิน เพื่อธำรงสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ

นอกจากนี้คณะมนตรีความมั่นคงก็ยังเป็นหน่วยงานเดียวนอกจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่สามารถสั่งประเทศต่าง ๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น สงครามอ่าวเปอร์เซีย ปี 1990-1991 คณะมนตรีความมั่นคงแถลงการณ์ประณามและสั่งให้อิรักถอนกำลังออกจากคูเวต จนสุดท้ายอิรักต้องยอมถอนตัวไป สงครามครั้งนั้นนับเป็นความสำเร็บของกลไกดังกล่าว 

อย่างไรก็ตาม กลไกนี้ก็มีปัญหาพอสมควร กรณีที่เห็นได้ชัดคือช่วงสงครามเย็นที่ไม่สามารถผ่านมติใด ๆ ได้ และเมื่อใดที่รัฐใช้กำลังก็มักจะอ้างจารีตประเพณีและสิทธิป้องกันตนเองตาม ม.51 เสมอ ทำให้เกิดเกิดเป็นกรณีที่การใช้สิทธิในการป้องกันตนเองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีเช่นนี้รัฐเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจในการกำหนดว่าสถานการณ์ใดคือการโจมตี ซึ่งมาจากข่าวกรองที่มีแค่เจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้นที่รู้ หากต้องขึ้นศาลโลกในภายหลังก็จะกลายเป็นข้อจำกัดทางกฎหมายไป เพราะม.51 เขียนไว้กว้างมาก 

คำว่า “การใช้กำลังอย่างได้สัดส่วน” เป็นคำที่ต้องตีความและนักกฎหมายก็มักตีความเข้าข้างรัฐ ทำให้ความหมายกว้างขึ้นกว่าเดิม และหากจะนำเรื่องขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ก็มีข้อจำกัดเรื่องการยินยอมจากทั้งสองฝ่าย มิเช่นนั้นก็ต้องใช้อีกกลไกคือการยื่นเรื่องต่อสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ เพื่อร้องขอความเห็นทางกฎหมาย (Advisory opinion) จากศาล แต่กลไกนี้ใช้อำนาจต่อรองทางการทูตค่อนข้างมาก ศาลอาญาระหว่างประเทศก็ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกภายใต้สหประชาชาติ แต่กำหนดเงื่อนไขไว้ซับซ้อน หากพูดแบบตรงไปตรงมาคือผู้ยกร่างตั้งใจให้ไม่มีโอกาสได้ใช้เลย

หากปรับม.51 กับกรณีของไทย-กัมพูชา ตามแถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศของไทย จะพบว่า“การโจมตีทางอาวุธ” ถูกตีความว่าคือการที่กัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจำนวนหลายครั้งและการปะทะด้วยปืนเล็กในวันที่ 7 ธันวาคม โดยอ้างว่ากัมพูชายิงเข้ามาก่อน ดังนั้นประเทศไทยสามารถใช้สิทธิในการตอบโต้ แต่ปัญหาต่อมาคือ การโจมตีนั้นจำเป็นและได้สัดส่วนหรือไม่

กฎหมายชุดหนึ่งที่เกี่ยวข้องคือกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law - IHL) แม้ไม่ได้ป้องกันสงครามแต่ก็ช่วยลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากภาวะสงคราม แต่กฎหมายนี้ก็มีการละเมิดในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทั้งยังมีปัญหาการตีความโดยไม่สุจริต ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กองทัพอิสราเอล ที่อ้างว่าตนเองปฏิบัติตามกฎหมาย 

กฎหมายมนุษยธรรมเป็นกฎหมายที่มีสองด้าน ด้านแรกคือเจตนารมณ์พื้นฐานที่กล่าวไปข้างต้นแต่อีกด้านคือเป็นใบอนุญาตให้โจมตี (โดยชอบด้วยกฎหมาย) กรณีที่มีการเล็งเป้าหมายไปบริเวณที่มีพลเรือนอยู่ หากโดยสภาพสามารถแจ้งเตือนได้ต้องทำก่อนเพื่อลดความเสียหายต่อพลเรือนให้ได้มากที่สุด แต่หากจะต้องโจมตีต้องประเมินความได้สัดส่วน ความได้เปรียบเสียเปรียบทางทหาร ดังนั้นปัจจัยที่สำคัญมากคือจรรยาบรรณของนักกฎหมายที่ให้คำปรึกษากับกองทัพ

อนึ่ง ความได้สัดส่วนในมิติของม.51 ในกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายมนุษยธรรมนั้นต่างกัน ในมิติของม.51 คือความได้สัดส่วนระหว่างปฏิบัติการทางการทหารกับความเสียหายที่เกิดขึ้น ส่วนกฎหมายมนุษยธรรมจะมองในแง่ของความได้เปรียบที่ได้มาเทียบกับความเสียหายต่อพลเรือน

เมื่อกลไกหลายประการที่กล่าวมามีข้อจำกัด ภัทรพงษ์จึงเสนอให้ใช้กลไกภายในประเทศของแต่ละรัฐ เพื่อที่จะไม่ให้รัฐบาลหรือกองทัพอ้างม.51 ของกฎบัตรสหประชาติ โดยที่อาจจะไม่สอดคล้องกับกฎหมายภายใน อาจต้องมีการถกเถียงในสภาก่อนการเริ่มใช้กำลังทางทหาร อีกหนึ่งกลไกคือการใช้หน่วยงานให้คำแนะนำทางกฎหมายระหว่างประเทศจากนักกฎหมายอิสระ กรณีการใช้ศาลภายในประเทศ ส่วนใหญ่แล้วถ้าหากเป็นเรื่องในเชิงนโยบายการสงคราม ศาลก็จะเป็นปัญหาทางการเมืองและไม่รับคดีไว้พิจารณา 

อีกกลไกภายในประเทศที่สำคัญคือรัฐสภาภายใต้ระบอบประชาธิปไตย เพราะโอกาสในการเข้าไปควบคุมปฏิบัติการทางทหารของกองทัพมีมากกว่า และป้องกันการละเมิดม.51

ดร. เอกพันธ์ ปิณฑวณิช สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เวลามีสงครามต่างฝ่ายต่างก็ตีความอย่างไม่สุจริตเข้าข้างตนเอง กรณีของไทย-กัมพูชา หากอ้างว่ากัมพูชายิงก่อน แต่เหตุใดจึงต้องเปิดแนวรบเพิ่ม ต่อมามีการอ้างว่าเพื่อป้องกันสแกมเมอร์ จึงเกิดเป็นคำถามถึงความชอบธรรมของไทยในครั้งนี้ และที่สำคัญรัฐบาลมีวามเกรงใจกองทัพมาตลอด แต่การบริหารประเทศไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางทหารเพียงอย่างเดียว

ไทยกำลังมีปัญหาเรื่องการใช้กำลังอย่างได้สัดส่วน ซึ่งนานาชาติก็กำลังจับตาดูอยู่ และไทยก็ไม่ได้อธิบายชัดเจนถึงความจำเป็นที่จะต้องตอบโต้ระดับนั้น อีกประการหนึ่งที่ขาดหายไปที่การปกป้องและดูแลพลเรือนไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวกัมพูชาเอง ในขณะที่ประชาชนอยู่ด้วยความหวาดกลัว รัฐบาลไทยกลับไม่ได้เสนอทางเลือกอื่นนอกจากการปฏิบัติการทางทหาร รัฐบาลควรเริ่มการฟื้นฟูและเยียวยาประชาชนจากทั้งสองฝ่ายก่อน 

ประเทศไทยและสังคมไทยไม่ได้เคารพเสรีภาพในการแสดงออกหรือการแสดงความคิดเห็น แต่เน้นชักธงรบอย่างเดียว เมื่อมีใครพูดเป็นอย่างอื่นก็กลายมาเป็นผู้ที่ไม่เป็นที่พึงประสงค์ของสังคมหากไทยมีความเป็นประชาธิปไตยมากกว่านี้ก็จะมีความเคารพผู้คนที่พูด

คิดเห็นหรือให้ความคิดเห็นในสิ่งที่แตกต่างกันมากขึ้น ดร เอกพันธ์ทิ้งท้ายไว้ว่า การพัฒนาประชาธิปไตยทั้งในประเทศไทยและตลอดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความสำคัญในการป้องกันเกิดเหตุการณ์ระหว่างประเทศเช่นนี้

ช่วงที่ 3: การเมืองของการยุยงปลุกปั่น: การป้องกันความเกลียดชังและการคุ้มครองพื้นที่พลเมืองในภาวะความขัดแย้ง

ผศ. ดร. พรรษาสิริ กุหลาบ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า คนกลุ่มแรกที่ออกมาสื่อสารและชักชวนให้ประชาชนติดแฮชแท็กคือกองทัพ โดยเริ่มจากว่ากัมพูชายิงก่อน และหยิบเอาเรื่องประวัติศาสตร์พระนเรศวรและพระยาละแวกมาใส่เพิ่มเติม เพื่อตอบโต้กับฝั่งชาวเน็ตกัมพูชา เมื่อมีการปะทะกันบริเวณชายแดน ข้อความก็เริ่มรุนแรงขึ้นจนไปสู่ “ทำลายให้สิ้นสภาพ” กลายเป็นว่าทิศทางการสื่อสารบนโลกออนไลน์มีแนวทางปฏิเสธแนวทางสันติวิธี

สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์ช่วงการปะทะเปรียบเสมือนการร่วมรบอีกรูปแบบหนึ่ง กล่าวคือ มีแนวหน้าคือทหารที่รบอยู่ชายแดนและมีชาวเน็ตที่ร่วมรบบนโลกออนไลน์อีกทางหนึ่ง ซึ่งเป็นผลจากเทคโนโลยีสารสนเทศที่เอื้อให้คนทั่วไปเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหาเหล่านั้นได้โดยตรง และโซเชียลมีเดียก็มักจะป้อนสิ่งที่เป็นห้องเสียงสะท้อน (Echo chamber) ให้ผู้ใช้ ทำให้ผู้ใช้เข้าถึงเนื้อหาที่สอดคล้องกับมุมมองและการรับรู้เกี่ยวกับสงครามของผู้ใช้ จึงจะพบเพียงแค่แง่มุมที่ตัวเองสนใจแต่ไม่ได้เข้าถึงข้อมูลที่ครบถ้วน

เทคโนโลยีลักษณะดังกล่าวจึงช่วยลดช่องว่างระหว่างกองทัพและสาธารณะให้ส่งต่อข้อมูลได้อย่างเรียลไทม์ ทำให้ประชาชนรู้สึกใกล้ชิดกับการทำสงครามและมองสงครามในแง่มุมของกองทัพถึงแม้ว่าจะไม่ได้ไปอยู่แนวหน้าด้วยก็ตาม

การมีส่วนร่วมในสงครามออนไลน์ไทย-กัมพูชา สามารถเทียบเคียงได้กับงานวิจัยที่ศึกษาการมีส่วนร่วมในการทำสงครามออนไลน์ของประชาชนระหว่างอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจาน เป็นการสื่อสารที่ใครก็สามารถเป็นผู้ผลิตสารโดยมีอัลกอริทึ่มช่วงดันเนื้อหาให้ถูกมองเห็นโดยกลุมคนที่มีความคิดเห็นแบบเดียวกัน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือเพจ “กองทัพบกทันกระแส” ที่นิยามตัวเองว่าเล่าเรื่องเกี่ยวกับกองทัพด้วยภาษาเป็นกันเอง โดยที่ไม่มีใครทราบที่มาของเพจแต่กลับได้รับความนิยมมากจนสื่อมวลชนก็ไปหยิบเอาข้อมูลจากเพจมารายงานข่าว

ความน่ากังวลของการทำสงครามออนไลน์คือแม้ว่าต่อไปแล้วการสู้รบอาจจะจบลงหรือพักยก แต่ความไม่วางไว้วางใจกันก็ยังคงอยู่และเนื้อหาเหล่านี้จะเป็นตะกอนทางดิจิทอลบนโลกโลกออนไลน์ที่สามารถหยิบมาใช้ได้อีกทุกเมื่อ ซึ่งในระยะยาวก็ไม่ส่งผลดีกับการสร้างสันติภาพ

สื่อมวลชนก็มีส่วนร่วมในการทำสงครามทางออนไลน์ผ่านการติดแฮชแท็กที่สอดคล้องกับแนวทางการสื่อสารของกองทัพ แม้กระทั่งกับเนื้อหาที่ไม่จำเป็น เช่น ข่าวทหารไทยให้อาหารสุนัข ในขณะที่ยังมีประเด็นเร่งด่วนอื่น ๆ ที่ประชาชนควรรับรู้ แม้แนวทางการรายงานข่าวที่ไม่จำเป็นแบบนี้จะไม่ได้ฟันธงอะไรได้มากนัก

แต่นี้สิ่งที่อาจจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าท้ายที่สุดแล้วสื่อมวลชนก็เป็นธุรกิจที่ต้องการการสร้างยอดเอ็นเกจจากเนื้อหา การติดแฮชแท็กหรือการรายงานประเด็นที่ยังอยู่ในความสนใจจึงอาจจะมาจากแรงจูงใจทางธุรกิจแต่ในขณะเดียวกันแรงจูงใจแบบนี้ก็สร้างความชอบธรรมให้กับการทำสงครามไปด้วยในตัว

การทำสงครามออนไลน์ยังนำไปสู่การขยายวิธีคิดแบบทหารให้เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คนมากขึ้นผ่านโซเชียลมีเดีย เพราะช่วยทำให้ประชาชนสามารถเข้ามาร่วมสื่อสารความรุนแรงในช่วงสงคราม ประชาชนจึงมีสองสถานะในสงครรามออนไลน์ครั้งนี้ คือเป็นทหาร (ที่เป็นพลเรือน) แต่ขณะเดียวกันก็มีสถานะที่เป็นผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องของสงครามและความมั่นคงที่ผลิตโดยโดยกองทัพ หรือแม้กระทั่งจากสื่อมวลชน

ผศ. ดร. พรรษาสิริ ได้ตั้งข้อสังเกต 3 ประการดังนี้ 

ประการแรก กองทัพสามารถลดต้นทุนในการใช้ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารเพราะตอนนี้สามารถทำได้ผ่านการแจ้งข่าวสารโดยการประชาสัมพันธ์ที่ไม่ต้องหลบซ่อน ไม่ต้องถูกตรวจสอบเหมือนที่ผ่านมา อีกทั้งยังมีแนวร่วมเพิ่มขึ้นจากอินฟลูเอนเซอร์และผู้รักชาติทั้งหลาย

ประการที่สอง เป็นการลดต้นทุนในการทำสงครามเพราะรัฐได้รับความชอบธรรมในการทำสงครามโดยไม่ต้องอธิบายหรือถามหาเสียงสนับสนุนสาธารณชนมากเหมือนแต่ก่อน เห็นได้จากการอนุมัติงบประมาณทางการทหารโดยไม่มีการตรวจสอบหรือซักถาม 

ประการสุดท้าย ผู้ผลิตเนื้อหาไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชนหรืออินฟลูเอนเซอร์มีแรงจูงใจแล้วก็ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการผลิตเนื้อหาเกี่ยวกับสงคราม จนกลายเป็นว่าเนื้อหาเกี่ยวกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชาเป็นสินค้าข่าวสารที่ตอบโจทย์ความบันเทิงหรือตอบสนองเชิงอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเนื้อหาที่ทำความเข้าใจในความขัดแย้งในขณะเดียวกันก็ลดพื้นที่สาธารณะที่ทำให้เกิดการถกเถียงอย่างมีนัยยะ ผลที่เกิดขึ้นคือ เป็นการปิดประตูให้ทางเลือกอื่น และยิ่งไปกว่านั้นก็คือการสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบอบการเมืองแบบราชาชาตินิยมที่ปิดโอกาสในการทำความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ความหลากหลายทางวัฒนธรรม รวมถึงเรื่องของเศรษฐกิจ หรือเรื่องสังคมที่ว่าประเทศเราจำเป็นจะต้องขับเคลื่อนด้วยแรงงานข้ามชาติ

กวี จงกิจถาวร นักวิชาการอาวุโส สถาบันความมั่นคงและการศึกษานานาชาติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า สื่อไทยยังมีความรับผิดชอบสวนทางกับเสรีภาพที่มีค่อนข้างมากในการรายงานข่าวความขัดแย้งไทย-กัมพูชา การรายงานข่าวเป็นการตั้งคำถามในเชิงยั่วยุและใส่ความคิดเห็นของตนเองลงไป มีการใช้ภาษาและโฆษณาชวนเชื่อเพื่อเพิ่มยอดเอนเกจ ในสงครามข่าวสารครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่มีการกรองว่าข้อมูลใดเป็นเท็จหรือแท้  

เมื่อสื่อไทยไม่ยอมให้ใครมากำกับ ดังนั้นสื่อต้องกำกับตนเอง  ช่วงสงครามรัสเซีย – ยูเครน สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยออกระเบียบอย่างละเอียด เรื่องการตรวจสอบภาพและข้อมูล แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์จริงก็ไม่ได้มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง ทางออกที่พอเป็นไปได้ประการแรกคือ บรรณาธิการข่าวต้องมีความตระหนักรู้และเข้าใจถึงความรับผิดชอบโดย เฉพาะอย่างยิ่งกับสื่อที่เป็นสื่อกระแสหลักที่มียอดเอนเกจจำนวนมาก 

ผู้กำกับหรือโปรดิวเซอร์คืออีกส่วนที่สำคัญในการช่วยกำกับสื่อด้วยกันเอง โปรดิวเซอร์จะเป็นผู้กำหนดว่าใครจะต้องมาออกรายการบ้าง แต่หลายครั้งโปรดิวเซอร์เจอแรงกดดันจากหลายฝ่ายเพราะต้องเฟ้นหาคนที่พูดแล้วทำให้คนดูเยอะที่สุดในวันนั้น เนื่องจากยังมีหลายสิบรายการที่แข่งกัน ออนไลน์และทางทีวีกระแสหลัก ซึ่งส่วนใหญ่ผู้เชี่ยวชาญหรือนักวิชาการที่ไปออกรายการต่าง ๆ ก็จะซ้ำหน้ากันในบางประเด็น 

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นักวิชาการสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์และอดีตนักข่าวผู้ติดตามกรณีไทย-กัมพูชามานาน กล่าวว่า สงครามความขัดแย้งในครั้งนี้ถูกสร้างมาจากกองทัพเอง กล่าวคือ กองทัพคือศูนย์กลางในการผลิตวาทกรรมทั้งหมดเกี่ยวกับความขัดแย้งไทย-กัมพูชาและเป็นผู้กำหนดเรื่องเล่าเกี่ยวกับความมั่นคงชายแดนและภัยจากเพื่อนบ้าน และยังเป็นตัวแสดงในทางการเมืองโดยการควบคุมข่าวสารโดยส่งผ่านนักข่าวในวงการที่สนิทสนมกันดี แล้วให้นำไปเผยแพร่ต่อ เพื่อที่ว่ากองทัพจะสามารถปฏิเสธได้หากข่าวที่ถูกปล่อยนั้นผิดพลาด 

ในอดีตสื่อดั้งเดิมอย่างหนังสือพิมพ์มีหลักจรรยาบรรณกำกับ ก่อนจะออกสู่สาธารณะต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่ปัจจุบันไม่ต้องทำเช่นนั้นแล้วเพราะประชาชนทุกคนเข้าถึงสื่อได้ และกองทัพก็รู้ถึงข้อนี้เป็นอย่างดี ตัวอย่างที่ดีที่สุดคือเพจ “กองทัพบกทันกระแส” ที่กองทัพใช้เพจนี้เพื่อปล่อยข่าว ซึ่งกองทัพสามารถกำหนดได้ทั้งน้ำเสียงและข้อมูลที่ออกมา สุภลักษณ์ระบุว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ 

ฝั่งกัมพูชาเองก็สร้างข่าวปลอมไม่ต่างจากไทย เช่น เรื่องที่ พล.ท. บุญสิน พาดกลางสักการะปราสาทตาควาย กัมพูชาใช้ภาพจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างขึ้นเพื่อให้คนเชื่อว่านี่คือภาพที่ถ่ายในสตูดิโอ แต่อย่างไรก็ตาม ข่าวปลอมของฝั่งกัมพูชาดูออกง่ายกว่าฝั่งไทย เพราะเครือข่ายของฮุน เซนควบคุมสื่อทั้งหมด 

รัฐไทยสามารถสร้างการรับรู้ให้ประชาชนไทยผ่านการครอบงำสื่อ แต่ในบางครั้งสื่อก็กลายเป็นผู้ผลิตวาทกรรมเสียเอง อย่างกรณีล่าสุดที่นักวิชาการจากธรรมศาสตร์เจอ กล่าวคือ เมื่อให้สัมภาษณ์เสร็จแล้วสื่อเลือกตัดเฉพาะช่วงที่ต้องการ มีการเลือกประเด็น ตัดต่อภาพเพื่อเน้นย้ำและสร้างวาทกรรมแบบแบ่งเขา-แบ่งเรา หรือแม้กระทั่งการลดทอนความรุนแรงด้วยคำว่า “เสิร์ฟไข่” แทนคำว่าทิ้งระเบิด 

สื่อจึงกลายเป็นสนามต่อสู้ทางวาทกรรม อย่างกรณีการรายงานข่าวว่าไทยได้พื้นที่หลายตารางกิโลเมตรจากการสู้รบ แต่แท้จริงแล้วเราเสียไปหลายแสนล้านบาทเพื่อให้ได้พื้นที่จริง ๆ เพียงแค่ 2.9 ตร.กม. และรายงานข่าวยังมีการคำนวณอีกด้วยว่าได้พื้นที่มา 80-90% ของที่ต้องการแล้ว ลักษณะนี้คือวาทกรรมและจินตนาการเกี่ยวกับการเสียดินแดนที่สื่อสร้างขึ้นมา และถูกผลิตซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้คนในสังคม

นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่าการแก้ไขรายประเด็นไม่สามารถทำได้ ต้องแก้ที่ปัญหาเชิงโครงสร้าง สำหรับสื่อ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือ สื่อถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมือง ปัญหาชาตินิยมไม่ได้เกิดกับแค่กรณีไทย-กัมพูชาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ชาตินิยมจึงกลายเป็นอาวุธชั้นดีที่หยิบมาใช้ง่ายมาก 

สิ่งที่ต้องมองให้ลึกลงไปมากกว่านั้นคืออำนาจรัฐ และประเทศไทยก็กำลังจะเข้าสู่ช่วงการเลือกตั้ง ซึ่งนั่นจะทำให้เราเห็นได้ทันทีว่าประเทศจะเดินต่อไปในทิศทางใด ประเทศไทยกำลังอยู่ในวิกฤตซ้อนวิกฤต การปะทะกันในครั้งนี้เป็นเพียงแค่การแสดงละครเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ทหาร เพราะแม้แต่ตัวผู้นำประเทศก็ยังเอ่ยปากเองว่ายอมกองทัพทุกอย่าง และกองทัพก็จะยังคงเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่จะสามารถสร้างปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร สร้างอินฟลูเอนเซอร์ขึ้นมาได้เสมอ

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 สื่อกลายเป็นธุรกิจที่ต้องการความนิยม กองทัพใช้สื่อเพื่มสร้างความแตกแยกในสังคมมากกว่าสร้างความสามัคคีซึ่งนั้นเป็นภัยต่อประชาธิปไตย เมื่อเกิดความขัดแย้งก็ต้องรบไปเจรจาไป แต่ปัญหาโครงสร้างก็ต้องได้รับการแก้ไขเช่นเดียวกัน นายแพทย์นิรันดร์มองว่าขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลง

ในเชิงการเมืองภาคประชาชน จึงเชื่อว่าหนทางในการต่อสู้ยังมีความหวัง ผ่านการใช้กลไกประชาธิปไตยที่แม้จะมีความพิกลพิการไปบ้าง 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง