8 ม.ค. 2569 ที่ลานคนเมือง กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทยจัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ลานคนเมืองโดยมีทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3 คนได้แก่ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์, จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ และสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รวมถึง สส.เขตกรุงเทพและบัญขีรายชื่อ มานำเสนอนโยบายหลักของพรรค ทั้งการแก้ปัญหาหนี้ การให้เงินอุดหนุนสำหรับคนที่ต้องการฝึกฝนทักษะใหม่
ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ต้องแก้หนี้แก้จน
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค กล่าวถึงนโยบายลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาสไม่ใช่นโยบายประชานิยม แต่เป็นการแก้ปัญหาที่สาเหตุเพราะเมื่อประชาชนมีรายได้ 100 บาท ก็ต้องเอาไปใช้หนี้แล้ว 88 บาท เหลือ 12 บาท ก็ไม่มีใครอยากจับจ่ายใช้สอย หากไม่ปลดหนี้คนก็ไม่มีจับจ่ายใช้สอย พ่อค้าแม่ค้าก็ไม่มีคนมาซื้ออาหารพอไม่มีคนซื้ออาหารก็ไม่ได้รับซื้อของจากแหล่งผลิต ผู้ผลิตก็ต้องปิดไป เศรษฐกิจไม่หมุนเวียน จึงต้องล้างหนี้ทั้งระบบและปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งต้องทำไปพร้อมกับการลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้
นอกจากนั้นเขาได้กล่าวถึงการส่งเสริมสินค้าไทยโดยทางพรรคจะเปิดให้มีสินเชื่อเพื่อทำธุรกิจในต่างแดนเพื่อขายสินค้าไทยให้กับประเทศอื่นๆ ได้ รวมถึงการส่งเสริมเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรเช่นการแปลงเป็นสมุนไพร
ยศชนัน กล่าวว่าตอนนี้มีคนไทย 3.4 ล้านคน เป็นคนที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนหรือต่ำกว่า 3,000 บาทต่อเดือนเท่ากับต่อวันมีรายได้มีไม่ถึง 100 บาทไม่ว่าจะด้วยความเจ็บป่วย พิการ ป่วยติดเตียง หรือด้วยเหตุอื่นๆ ทั้งที่พวกเขาไม่ต้องการจะอยู่ในสภาพนี้ เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนบ้าง
พรรคจึงมีนโยบายคนไทยไร้จนโดยการเติมเงิน 3,000 บาท / เดือนให้เฉพาะกลุ่มคนมีรายได้น้อยเพื่อพยุงคนเหล่านี้เพื่อให้ลูกหลานเดินหน้าทำงานทำธุรกิจโดยไม่ต้องกังวล
ส่วนคนที่มีรายได้สูงหรือมีการประกอบกิจการอยู่แล้วก็จะมีระบบหลังบ้านที่จัดการข้อมูลด้วย AI เพื่อช่วยให้กลุ่มนี้สามารถเข้าถึงสิ่งต่างๆ ที่ภาครัฐต้องการเพื่อให้พวกเขามีรายได้ที่ดีและสูงขึ้น
30 บาทรักษาทุกที่
ญาณกิตติ์ ห่วงทรัพย์ มากล่าวถึงนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ เพียงแค่ใช้แค่บัตรประชาชนใบเดียว โดยจะใช้เอไอมาช่วยนโยบายนี้เพื่อให้สามารถรับคำปรึกษากับแพทย์ได้ผ่านทางแอพพลิเคชั่น
อาสาสมัครสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร (อสส.) ที่ทำหน้าที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียง เข้าหาประชาชนเพื่อดูแลด้านสาธารณสุขและสุขภาพ จะยังคงมีค่าป่วยการ 2000 บาทต่อไป และจะมีการทำประกันกลุ่มอุบัติเหตุให้โดยมีวงเงินประกัน 1,000,000 บาท เพื่อให้ อสส. มีความมั่นคงในการทำงาน
สมาร์ทซิตี้
เดวิด มกรพงศ์ จะแก้ปัญหาคนไทยป่วยไม่รู้ตัวว่าป่วยด้วยการผลักดันให้มีการใช้เทคโนโลยีโดยมอบอุปกรณ์ที่สามารถตรวจการเต้นหัวใจ น้ำตาลในเลือด ความดัน ออกซิเจนในเลือด ให้แก่ อสส. ในการนำไปตรวจสุขภาพประชาชน หากพบว่ามีความเสี่ยงที่จะป่วยก็จะต่อสายถึงแพทย์โดยส่งข้อมูลที่ตรวจได้ให้เพื่อวิเคราะห์ให้คำแนะนำนการรักษาเบื้องต้นแก่คนป่วยก่อนที่จะป่วยหนัก แทนการไปพบแพทย์หลังจากป่วยหนักไปแล้วที่จะทำให้ต้องเสียค่ารักษาที่สูงกว่า รวมถึงมีระบบการส่งยาถึงบ้านด้วย
นอกจากนั้นการทำระบบสมาร์ทซิตี้เพื่อจัดการจราจร ทั้งอำนวยความสะดวกแก่คนข้ามถนนด้วยเทคโนโลยี ที่จะติดตามแต่ละจุดข้ามว่าคนรอหนาแน่นแค่ไหนและเผื่อเวลาการข้ามสำหรับผู้พิการ รวมถึงการใช้กล้องเอไอเพื่อเชื่อมข้อมูลพื้นที่ทั้งกรุงเทพชั้นในและชั้นนอกเพื่อบริหารปริมาณรถยนต์เข้าออกพื้นที่เมืองแต่ละชั้น ไปจนถึงการใช้กล้องวงจรปิดที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลประวัติอาชญากรรมหรือเป็นผู้ต้องสงสัยเพื่อคัดกรองคนที่เข้าไปในพื้นที่สาธารณะเพื่อสร้างความปลอดภัยแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดความมั่นใจและกลับมาเที่ยวไทยอีก
ลดเวลา-ค่าใช้จ่ายเดินทาง พื้นที่สาธารณะ
บุญยกร ดำรงรัตน์ กล่าวถึง นโยบายคมนาคมในกรุงเทพฯ ว่า ตอนนี้รถไฟฟ้าที่ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลกว่า 280 กม.ที่ประชาชนใช้เดินทางเข้ามาในเมืองหลวง การลดค่าเดินทางเหลือ 20 บาทจะลดรายจ่ายให้กับคนทำงานที่ทุกวันนี้ค่าเดินทางเป็น 30 % ของรายได้ขั้นต่ำ แต่ต่อให้ลดราคาค่ารถไฟฟ้าได้แล้วก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่บ้านไม่ได้ติดรถไฟฟ้าต้องมีค่าเดินทางเพิ่มมาอีก 50-100 บาท จึงมีนโยบายสำหรับรถเมล์แอร์ 10 บาทไปจนถึงรถสองแถวสำหรับพื้นที่ที่รถไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง
พื้นที่เมืองที่ยังขาดพื้นที่สาธารณะที่แม้ว่าทางกรุงเทพฯ จะพยายามผลักดันการมีสวนสาธารณะทุกที่แล้วแต่ยังไม่เพียงพอ นอกจากนั้นยังต้องพื้นที่สำหรับการหารายได้ด้วยถ้าทำให้พื้นที่สาธารณะสามารถมีอินเตอร์เนตมีที่นั่งพอให้ทำงานได้ด้วยเพื่อรองรับกับคนทำงานที่ไม่ได้ทำงานประจำ
และพื้นที่สุดท้ายคือ พื้นที่อยู่อาศัยที่จะมีนโยบายบ้านเพื่อคนไทยที่จะสร้างตามแนวขนส่งสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า หรือรถไฟเพื่อให้มีที่อยู่อาศัยราคาเข้าถึงได้มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย เดินทางเข้ามาในเมืองได้ง่าย
ไม่ต้องการความขัดแย้ง แต่ต้องการสร้างความหวัง
จักรภพ เพ็ญแข อธิบายหลักคิดทางนโยบายของพรรคว่าที่เริ่มต้นจากการลดรายจ่ายเพราะว่าเศรษฐกิจไทยเจอกับวิกฤติการณ์ทางการเมืองต่างๆ จนไม่สามารถเริ่มต้นจากการเพิ่มรายได้ แต่ต้องเริ่มจากการลดรายจ่ายก่อน เช่น ค่าเดินทางรถไฟฟ้าหรือรถเมล์ ซึ่งเป็นอุปสรรคของคนในกรุงเทพที่ทำให้ไม่สามารถเดินทางข้ามเขตได้ไกลเพื่อหางาน รวมถึงนโยบายที่เข้าไปช่วยผู้ปกครองในการดูแลบุตรโดยจะให้เด็กทุกคนมีบัญชีเงินฝากตั้งแต่เกิดแล้วรัฐบาลก็จะใส่เงินให้ 3,000 บาทต่อปีจนกว่าจะอายุ 15 ปีเพื่อเป็นเงินออมก้อนแรกสำหรับเยาวชนที่เริ่มเห็นแนวทางชีวิตของตัวเองแล้วเพื่อเป็นทุนการศึกษาหรือจะเอาไปลงทุน
ปฏิรูปการศึกษาอาชีวะให้นักเรียนได้เข้าไปศึกษาการทำงานจริงในสถานที่ทำงานให้มีประสบการณ์การทำงานและสามารถเทียบวุฒิการศึกษาได้
นอกจากนั้นทำให้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ได้จริงๆ เพื่อไม่ต้องให้ประชาชนเดินทางไกลเสียค่ารถหลายร้อยบาทเพื่อรับการรักษา
จักรภพกล่าวว่า การที่ตนมายืนตรงนี้คนอาจจะคิดว่าความตึงเครียดทางการเมืองอาจจเพิ่มขึ้น แต่วันนี้เขาได้คิดว่าสิ่งที่ต้องการจากการเมืองไม่ใช่ความขัดแย้งและการต่อว่ากล่าวร้าย แต่เป็นการให้ความหวังกับสังคมไทยและจะไม่ยอมท้อในการใส่คุณภาพชีวิตให้กับประชาชน
แก้หนี้เสีย หนี้นอกระบบ หนี้คนชรา
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและ 1 ใน 3 แคนดิเดตนายกฯ กล่าวถึงนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคว่าจะมีการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบโดยเตรียมวงเงินสินเชื่อเพื่อให้เอาไปปิดหนี้นอกระบบคนละ 50,000 บาท ส่วนคนที่มีหนี้เสียไม่เกิน 200,000 บาท สามารถจ่าย 10% หรือไม่เกิน 20,000 บาทเพื่อปลดหนี้ได้ทันที ส่วนผู้สูงอายุหนี้ไม่เกินแสนปิดหนี้ได้เลย
สำหรับเกษตรกรจะพักหนี้เกษตรกรวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท 3 ปี และถ้าเป็นลูกหนี้ชั้นดีผ่อนครบ 1 ปี รัฐจ่ายให้ 1 งวด เพื่อปลดโซตรวนหนี้สินให้ประชาชนได้กลับมายืนได้อย่างแข็งแรงและรัฐจะมีคูปองการเกษตรคนละ 2 ใบ ใบแรกสำหรับป๋ยสั่งตัก 200 กก. ใบที่สองสำหรับเมล็ดพันธ์กล้าพันธุ์ 150 กก.และประกันกำไรสินค้าเกษตร 30%
ปราบอาชญากรรม ยาเสพติด-สแกมเมอร์
จุลพันธ์ กล่าวถึงนโยบายปราบยาเสพติดของพรรคว่าจะมีการยึดทรัพย์ของผู้ค้าไว้ก่อนแล้วดึงเอาภาระในการฟื้นฟูบำบัดผู้ป่วยยาเสพติดมาเป็นของรัฐด้วยโครงการ 1 จังหวัด 1 ศูนย์บำบัด
ส่วนการจัดการสแกมเมอร์ จเพิ่มโทษยึดทรัพย์ ควบคุมปริมาณชิม และตั้งกองทุนคืนเงินเหยื่อสแกมเมอร์ และจะต้องทำให้ไทยเป็นแกนนำในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้
หวยเกษียณ
หัวหน้าพรรคยกนโยบายหวยเกษียณมากล่าวต่อว่า หวยเกษียณจะมีราคา 50 บาท ซึ้อได้เดือนละ 3,000 บาท รางวัลที่ 1 มีมูลค่า 1,000,000 บาท มี 5 รางวัล ส่วนรางวัลเลขท้ายกับเลขหน้ามีรางวัลละ 1,000 บาทจำนวน 10,000 รางวัล มีงวดออกทุกวันศุกร์ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีเงินออมและแก่ชราไปอย่างมีคุณภาพ
ส่งเสริม SME และ E-Commerce
จุลพันธ์กล่าวว่า ประเทศไทยมี SME จำนวนมากขายของบนแพลตฟอร์มต่างๆ แต่เป็นของต่างประเทศกว่าครึ่ง พรรคเพื่อไทยจะทวงคืน “อธิปไตย” ด้านดิจิทัล โดยการสร้างแพลตฟอร์มของไทยขึ้นมาเองสำหรับธุรกิจไทยเพื่อให้เงินหมุนเวียนภายในประเทศอยู่กับ SME ของไทย และจะเพิ่มสัดส่วนจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐให้ซื้อกับ SME ของไทยด้วยวิธี E-Bidding
จ้างรีสกิล อัพสกิล
เรียนได้งบ จบได้งาน เป็นนโยบายที่จุลพันและเสาวนีย์ คงวุฒิปัญญายกมากล่าวถึงในเวที โดยจะเป้นการแบ่งเบาภาระการฝึกทักษะทำงานได้โดยไม่มต้องมีค่าใช้จ่ายให้ทุน 10000 บาทต่อคนต่อปีเป็นจำนวน 1,000,000 คน กับทั้งนักศึกษา นักเรียนอาชีวะ คนทำงานออฟฟิศ แรงงานนอกระบบ ระหว่างการฝึกงานก็จะมีเงินเดือนระหว่างฝึกด้วยเพื่อให้อัพสกิล รีสกลิได้โดยไม่ต้องห่วง
นอกจากนั้นจะยกระดับอาชีวะ โดยให้เอกชนมาช่วยออกแบบหลักสูตรเพื่อตอบโจทย์ตลาดโลก และจะนำทุน ODOS กลับมาใช้อีกครั้งเพื่อกระจายทุนการศึกษาให้ 2,400 ทุนต่อปีสำหรับการศึกษาในต่างประเทศเพื่อกลับมาพัฒนาประเทศ ทั้งหมดนี้เป็นการเพิ่มโอกาสการศึกษา
