เครือข่ายคณาจารย์ นักวิชาการ ศิลปิน และประชาชน รวม 212 รายชื่อ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ “ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และประธานสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตรวจสอบความโปร่งใสและบรรทัดฐานทางจริยธรรมวิชาการกรณีการสอบสวนการคัดลอกผลงานทางวิชาการ จากกรณีอาจารย์ มช. คัดลอกผลงานเพื่อนร่วมงานในคณะวิจิตรศิลป์ไปเผยแพร่ และนำไปขอตำแหน่งทางวิชาการ หลังพบข้อกังขาต่อกระบวนการสอบสวนวินัยหลายจุด เช่นกรณีคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าอาจารย์ผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าว “มีพฤติการณ์เข้าข่ายการกระทำผิดวินัยร้ายแรง” ต่อมาอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กลับแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยไม่ร้ายแรงใหม่ และคณะกรรมการฯ ดังกล่าวมีความเห็นสุดท้ายว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาไม่เป็นการกระทำความผิดและไม่ต้องรับโทษใดๆ
22 พ.ค. 2569 เครือข่ายคณาจารย์ นักวิชาการ ศิลปิน และประชาชน รวม 212 รายชื่อ ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และประธานสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตรวจสอบความโปร่งใสและบรรทัดฐานทางจริยธรรมวิชาการกรณีการสอบสวนการคัดลอกผลงานทางวิชาการ
แถลงการณ์ระบุ ตามที่ปรากฏข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนเกี่ยวกับกรณีการกล่าวหาว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งคัดลอกผลงานเพื่อนร่วมงานในคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ไปเผยแพร่และนำไปขอตำแหน่งทางวิชาการ โดยที่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าอาจารย์ผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าว “มีพฤติการณ์เข้าข่ายการกระทำผิดวินัยร้ายแรง”
ทว่า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่กลับแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยไม่ร้ายแรง และคณะกรรมการฯ ดังกล่าวมีความเห็นสุดท้ายว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาไม่เป็นการกระทำความผิดแต่อย่างใดและไม่ต้องรับโทษแต่ประการใดนั้น

ทางเครือข่ายคณาจารย์ นักวิชาการ ศิลปิน และประชาชน มีความกังวลอย่างยิ่งต่อกระบวนการพิจารณาทางวินัยที่เกิดขึ้นและบรรทัดฐานจริยธรรมทางวิชาการ โดยมีประเด็นสำคัญที่ขอเรียกร้องให้มีการทบทวนและตรวจสอบ ดังนี้
1. ข้อกังขาต่อกระบวนการสอบสวนวินัย เนื่องจากคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงของคณะวิจิตรศิลป์ได้พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วได้มีมติเป็นเอกฉันท์ว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นการกระทำผิดวินัยร้ายแรงฐานจงใจนำเอาผลงานทางวิชาการของผู้อื่นหรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วยมาเป็นของตน ตามนัยข้อ ๔๐ (๑๔) ของข้อบังคับฯ ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๗ และได้เห็นสมควรแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าวต่อไป แต่ในขั้นตอนต่อมากลับมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยไม่ร้ายแรงและนำไปสู่บทสรุปว่าผู้ถูกกล่าวหา “ไม่เป็นการกระทำความผิดฐานเอาผลงานทางวิชาการของผู้อื่นมาเป็นของตน” กระบวนการดังกล่าวสร้างข้อกังขาต่อมาตรฐาน การบังคับใช้ระเบียบวินัยของมหาวิทยาลัย และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบธรรมาภิบาลของสถาบันอุดมศึกษา
2. การรักษามาตรฐานจริยธรรมทางวิชาการ การลอกเลียนผลงานวิชาการของผู้อื่นโดยไม่อ้างอิงถือเป็นหนึ่งในข้อห้ามร้ายแรงในวงวิชาการนานาชาติ เป็นการกระทำที่แสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์สุจริตของผู้กระทำและละเมิดสิทธิของเจ้าของผลงานที่แท้จริง ซึ่งสถาบันการศึกษาไทยได้รับหลักการนี้มาปฏิบัติเนิ่นนานแล้ว และยังนำไปใช้บังคับกับนิสิตนักศึกษาตั้งแต่ระดับบัณฑิตศึกษาจนถึงดุษฎีบัณฑิตอีกด้วย หากปล่อยให้เกิดบรรทัดฐานว่าผู้กระทำผิดสามารถพ้นความรับผิดได้ด้วยกระบวนการที่ขาดความโปร่งใส จะเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมที่ผิดเพี้ยน ที่จะถูกส่งต่อไปยังนักวิชาการรุ่นหลังของไทย ซ้ำร้ายยังทำลายเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยไทยในระดับสากลอย่างแน่นอน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
3. ข้อเรียกร้องต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
ขอให้สภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ อว. ใช้อำนาจกำกับดูแล ตรวจสอบความถูกต้องและโปร่งใสของคณะกรรมการสอบสวนวินัยที่แต่งตั้งโดยผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยชุดใหม่ ที่ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกลางจากภายนอกมหาวิทยาลัย หรือเป็นผู้ที่ไม่มีความสัมพันธ์กับคู่กรณีทั้งสองฝ่าย เพื่อพิจารณาลงโทษทางวินัยตามผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริง
• ต่อสภามหาวิทยาลัยเชียงใหม่: ขอให้ใช้อำนาจกำกับดูแล ตรวจสอบความถูกต้องและโปร่งใสของมติ การสอบสวนดังกล่าว เพื่อมิให้เกิดคำครหาเรื่องการโอบอุ้มเครือข่ายพวกพ้อง
• ต่อกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม: ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล นโยบายระดับประเทศ ขอให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เป็นกลางจากภายนอก เพื่อให้เกิดบรรทัดฐานที่ถูกต้องแก่วงการวิชาการไทยโดยรวม
เครือข่ายคณาจารย์ นักวิชาการ ศิลปิน และประชาชน ขอเรียกร้องให้สภามหาวิทยาลัยและผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาตามหลักนิติธรรมและจริยธรรม เพื่อธำรงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของสถาบันการศึกษาและความถูกต้องสืบไป
